บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
264
3 นาที
9 กรกฎาคม 2569
กลยุทธ์มัดใจลูกค้า Kura Sushi เปลี่ยนจานเปล่า กาชาปอง ยอดขาย 5 หมื่นล้านบาท
 

ภาพรวมของตลาดซูชิสายพานในเมืองไทยตอนนี้มีการแข่งขันดุเดือด มีมูลค่าการตลาดพุ่งสูงกว่า 8,000 ล้านบาท ถ้าดูตัวเลขของผลประกอบการก็ยิ่งชัดเจนว่าธุรกิจนี้เติบโตได้อีกมาก อย่างเช่น Sushiro ที่มาเปิดสาขาในเมืองไทยได้ประมาณ 5 ปี มีตัวเลขของผลประกอบการที่น่าสนใจคือ
  • ปี 2566 รายได้ 1,892 ล้านบาท กำไร 172 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้ 2,902 ล้านบาท กำไร 369 ล้านบาท
มาถึงผลประกอบการปีล่าสุด 2568 รายได้แตะระดับ 4,731 ล้านบาท และทำกำไรได้สูงถึง 728 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเกือบ 100% ในแง่กำไร
 
ทำไมคนไทยนิยม “ซูชิสายพาน” ในยุครายได้ไม่พอรายจ่าย
 

ภาพจาก https://citly.me/IMls0

มองในมุมเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ที่รายได้ส่วนใหญ่ไม่พอรายจ่าย คนเน้นรัดเข็มขัดอะไรไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อ แต่ดูเหมือนว่าซูชิสายพานจะโตสวนกระแส ถ้าวิเคราะห์ในแง่มุมนี้จะพบว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
  1. ปรากฏการณ์สินค้า Luxury ที่จ่ายไหว ในเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนส่วนใหญ่จะตัดใจจากของชิ้นใหญ่ที่ราคาสูง ไม่ว่าจะรถยนต์ บ้าน หรือการท่องเที่ยว แต่ในแง่จิตวิทยาคนก็ยังต้องการให้รางวัลชีวิต ดังนั้นซูชิสายพานที่แม้จะราคาสูงแต่ถ้าเทียบกับสินค้า Luxury ก็ถือว่าราคาถูกกว่ามาก แถมยังเป็นการให้ความรู้สึกถึงอาหารมื้อพิเศษ ได้ภาพลักษณ์ดีเพราะเป็นแบรนด์ที่มาจากญี่ปุ่น ที่สำคัญคือลูกค้ายังพอจ่ายไหวไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินไป
     
  2. ตอบโจทยีความคุ้มค่า คุ้มราคา (Value for Money) แม้ว่าการจับจ่ายในช่วงนี้เราต้องคำนวณอย่างละเอียดถึงความคุ้มค่า แต่โมเดลของซูชิสายพานมีจุดแตกต่างที่ทำให้หลายคนคิดว่าคุ้ม ด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบกินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น ต่างจากร้านบุฟเฟต์ที่บังคับจ่ายราคาเต็ม เช่น หัวละ 599-799 บาท และลูกค้ายังสามารถตรวจสอบยอดเงินรวมได้แบบ Real-time ที่ช่วยให้คุมงบในการรับประทานได้ดียิ่งขึ้น
     
  3. เทคโนโลยีนำสมัย สะดวกรวดเร็ว เป็นจุดเด่นของซูชิสายพานจากญี่ปุ่นที่ชูเทคโนโลยีนำสมัย ใช้ระบบอัตโนมัติเกือบ 100% เน้นการสั่งอาหารผ่านแท็บเล็ต / มือถือ จากนั้นอาหารมาเสิร์ฟถึงโต๊ะผ่านระบบสายพาน ลูกค้าจ่ายเงินที่ตู้อัตโนมัติ เป็นต้น วิธีเหล่านี้คือการแก้ Pain Point คนยุคใหม่ได้ดี แถมไม่มี Service Charge เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีช่วยลดการใช้พนักงานเสิร์ฟได้
เจาะตลาด “ซูชิสายพาน” เมืองไทย แข่งขันดุเดือดแค่ไหน?
 
ภาพจาก www.kurasushi.co.jp
 
ในปัจจุบันมีแบรนด์หลักๆที่แข่งกันอยู่ ทั้งจากญี่ปุ่น ไต้หวัน และจากของไทยเอง ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีจุดเด่นที่ต่างกันชัดเจน เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ลองไปไล่เรียงดูว่ามีแบรนด์ไหนบ้าง
  1. Sushiro มีสาขาในไทยมากกว่า 41 แห่ง โดดเด่นด้วยเมนูโปรโมชันที่เปลี่ยนทุกเดือน วัตถุดิบสดใหม่ส่งตรงจากญี่ปุ่น และมีระบบ AI คอยตรวจจับจานบนสายพาน ในปี 2568 บริษัททำรายได้ในไทยกว่า 4,731 ล้านบาท กำไรสุทธิ 728 ล้านบาท มีอัตรากำไร (Margin) สูงถึง 15.4% 
     
  2. Hama Sushi ธุรกิจในเครือของ Zensho ใช้ระบบสายพานด่วนแบบส่งตรงภายใน 1 นาที และปรับราคาให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย เริ่มต้น 30-40 บาท มีสาขาใหญ่ๆ เช่นฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เป็นต้น
     
  3. Katsu Midori Sushi ร้านซูชิสายพานพรีเมียมจากโตเกียว โดดเด่นด้วยการใช้วัตถุดิบสดใหม่ชิ้นใหญ่ยักษ์ มีรายได้รวมของธุรกิจในปี 2568 ประมาณ 3,200 ล้านบาท กำไรสุทธิ 328 ล้านบาท
     
  4. Genki Sushi ร้านซูชิสายพานยุคแรกๆ ปัจจุบันมีการรีแบรนด์ปรับโฉมให้ทันสมัยขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ายุคใหม่
     
  5. Sushi Express ร้านซูชิสายพานจากไต้หวัน ปัจจุบันอัปเกรดโมเดลเป็น SUSHiPLUS ที่ผสมผสานระหว่างสายพานธรรมดาด้านล่าง และสายพานด่วนสั่งผ่านมือถือด้านบน เพื่อเพิ่มเมนูพรีเมียมและทางเลือกที่หลากหลายขึ้น
จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้ทุกแบรนด์เน้นการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก เช่น ระบบ AI ตรวจจับความสด, ระบบสายพานอัจฉริยะเพื่อลด Food Waste มีผลดีในแง่ของการบริหารจัดการที่ได้ประสิทธิภาพ ซึ่งหากคู่แข่งต้องการเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งการตลาดนี้ก็ต้องพยายามหาจุดเด่นอื่นที่แตกต่างเพื่อดึงดูดลูกค้าให้ได้มากขึ้น
 
Kura Sushi ประกาศ!เตรียมเปิดตัวในไทยปี 2027
 

ภาพจาก www.kurasushi.co.jp
 
Kura Sushi คือหนึ่งใน 5 ยักษ์ใหญ่ของวงการซูชิสายพานจากญี่ปุ่นได้แก่ Sushiro , Kura Sushi , Hama Sushi , Genki Sushi และ Kappa Sushi โดย Kura Sushi เริ่มก่อตั้งธุรกิจในปี 1977 ที่โอซาก้า ปัจจุบันมีการขยายสาขาทั้งในญี่ปุ่นรวมถึงในต่างประเทศอีกหลายแห่งทั้งในฝั่งอเมริกาและไต้หวัน โดยมีสาขาในญี่ปุ่นประมาณ 580 แห่ง ในอเมริกาสาขาประมาณ 90 แห่งกระจายอยู่ใน 20 รัฐ ส่วนในไต้หวันมีสาขาประมาณ 63 แห่ง ภาพรวมของสาขาทั่วโลกรวมกันมากกว่า 700 แห่ง
 
ยอดขายรวมของ Kura Sushi รวมทั้งสาขาในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ยังคงขยายตัวได้ดี โดยผลประกอบการในงวดครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2026 (สิ้นสุด ณ เดือนเมษายน 2026) สามารถทำรายได้กว่า 1.25 แสนล้านเยน หรือประมาณ 25,625 ล้านบาท และคาดการณ์ว่ายอดขายรวมตลอดทั้งปีงบประมาณ 2026 จะสูงถึง 2.57 แสนล้านเยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 52,685 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตขึ้นประมาณ 4.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
 
วิเคราะห์ในแง่จุดเด่นที่ทำให้ Kura Sushi ได้รับความนิยมคือ
 

ภาพจาก www.kurasushi.co.jp
 
  • แคมเปญตู้ลุ้นกาชาปอง (Bikkura Pon) เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าได้ดีมาก เมื่อทานเสร็จแล้วสามารถนำจานไปใส่ในช่องเก็บจานของโต๊ะ เมื่อครบ 5 จาน หน้าจอบนโต๊ะจะมีเกมสุ่มอนิเมะให้เล่น

    หากชนะก็จะได้ลูกบอลกาชาปอง ที่ทางร้านมักคอลแลบกับอนิเมะหรือศิลปินชื่อดังเช่น Kimetsu no Yaiba (Demon Slayer), Jujutsu Kaisen, Spy x Family, Detective Conan รวมถึงกลุ่มไอดอล VTuber รางวัลของกาชาปองไม่ว่าจะเป็นยางลบ , พวงกุญแจ , เข็มกลัด จึงมีความเป็น Limited Edition" หาซื้อที่ไหนไม่ได้ ต้องมาที่ Kura Sushi เท่านั้น นับเป็นการตลาด Character Marketing ที่ได้ผลมาก
  • ระบบฝาคลอบจานอัจฉริยะ “Mr. Fresh” หรือในญี่ปุ่นเรียกว่า "Sensen-kun" เป็นหนึ่งใน นวัตกรรมปฏิวัติวงการที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ Pain Point ธุรกิจซูชิสายพาน เมื่อลูกค้าายกหน้าจานซูชิขึ้นเบาๆ น้ำหนักของตัวจานที่ยกขึ้นจะไปปลดล็อกกลไกสปริงด้านหลัง ทำให้ฝาคลอบดีดเปิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

    ข้อดีคือลูกค้าไม่ต้องใช้มือแตะต้องตัวฝาครอบแม้แต่น้อย จะใช้มือสัมผัสเฉพาะจานอาหารของตัวเองเท่านั้น ซึ่งช่วยตัดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อโรคระหว่างลูกค้า แต่ละโต๊ะได้อย่างดี แถมยังมีการฝังไมโครชิปไว้ที่จาน ทำให้รู้ทันทีว่าซูชิจานนี้วิ่งอยู่บนสายพานนานกี่นาที หรือวิ่งผ่านโต๊ะลูกค้าไปกี่รอบ หากซูชิจานไหนวิ่งเกินเวลาที่กำหนด เมื่อจานนั้นวิ่งผ่านจุดคัดแยกในครัว แขนกลอัตโนมัติจะปัดจานนั้นออกจากสายพานเพื่อทิ้งทันที การันตีความสดใหม่ในทุกจาน

ภาพจาก www.kurasushi.co.jp
  • ระบบ Predictive AI บนสายพาน ทันทีที่มีลูกค้าเดินเข้ามาเช็กอินที่หน้าร้าน ระบบจะบันทึกข้อมูลพื้นฐานทันที เช่น โต๊ะนี้มากันกี่คน (เป็นผู้ใหญ่กี่คน เด็กกี่คน) นั่งตรงโซนไหน

    จากนั้น AI จะนำข้อมูลจำนวนลูกค้าในร้าน ณ เวลานั้น ไปประมวลผลร่วมกับ สถิติพฤติกรรมการกินในอดีต เพื่อคำนวณว่า ในอีก 15-30 นาทีข้างหน้า ลูกค้าในร้านจะอยากกินซูชิหน้าไหน และต้องปล่อยลงสายพานรวมกี่จาน เช่น หากในร้านมีสัดส่วนเด็กนั่งอยู่เยอะ AI จะสั่งให้ครัวทำซูชิหน้าไข่หวาน หรือหน้าข้าวโพดมายองเนสเพิ่มขึ้น 

ภาพจาก www.kurasushi.co.jp
 
และจากกระแสล่าสุดระบุว่าทาง Kura Sushi ได้ประกาศแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการว่าจะเข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยภายในปี 2027 ซึ่งการบุกตลาดไทยในครั้งนี้จะดำเนินการผ่าน Asia Kura Sushi

ซึ่งเป็นบริษัทลูกฝั่งไต้หวัน และจะถือเป็นการปักหมุดเปิดสาขาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เป็นประเทศแรกของแบรนด์อีกด้วย เนื่องจาก Kura Sushi เล็งเห็นว่าคนไทยชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นและคุ้นเคยกับซูชิสายพานเป็นอย่างดีอยู่แล้วจากสถิตินักท่องเที่ยวที่ไปเยือนญี่ปุ่นกว่า 1.2 ล้านคน/ปี จึงมองว่าการลงทุนในเมืองไทยแม้การแข่งขันสูงแต่ก็มีโอกาสเติบโตได้มากเช่นกัน
 
ทั้งนี้ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าการเข้ามาของ Kura Sushi ในปีหน้าจะทำให้วงการซูชิสายพานเมืองไทยยกระดับไปมากแค่ไหน แต่ในแง่ของลูกค้ายิ่งแบรนด์มีการแข่งขันมากเท่าไหร่ การได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสินค้าและบริการก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใดๆ แบรนด์ดังเหล่านี้ก็ต้องมีวิธีบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเพราะตลาดเมืองไทยตอนนี้แม้ความต้องการสินค้าจะสูงแต่กำลังซื้อยังคือปัญหาหลักที่อาจทำให้ธุรกิจไม่เติบโตตามเป้าที่วางไว้ได้
 
อ้างอิง :

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
414
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
394
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
391
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
383
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
336
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด