บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
263
4 นาที
17 กรกฎาคม 2569
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ! กำไรหรือขาดทุน
 

แคมเปญ “วิ่งแลกของฟรี” หรือ “วิ่งสะสมก้าว/ระยะทางเพื่อแลกของรางวัล” มองในมุมหนึ่งคือแคมเปญที่ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ได้อย่างดี และยังได้ภาพลักษณ์เรื่องการส่งเสริมสุขภาพด้วย หากมองย้อนไปในอดีตการออกกำลังกายและการตลาดมักจะผูกกันผ่านระบบ Loyalty Program เช่น การซื้อสินค้าครบเป้าแล้วได้แต้มสะสมไปแลกของรางวัล หรือการจัดงานวิ่งมาราธอนที่นักวิ่งต้องจ่ายเงินค่าสมัครเพื่อเข้าไปร่วมกิจกรรม
 
กระทั่งมีการพัฒนาเทคโนโลยี มี Wearables ให้สวมใส่รวมถึงการได้รู้จักแนวคิด Move-to-Earn หรือเปลี่ยนการเคลื่อนไหวให้เป็นรายได้ บริบทของการตลาดก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็น Contextual Marketing ที่แบรนด์ไม่ต้องรอให้ลูกค้าซื้อของก่อน แต่กระตุ้นให้ลูกค้าออกกำลังกายเพื่อนำมาแลกสิทธิ์ต่างๆ โดยใช้สมาร์ตโฟนหรือสมาร์ตวอทช์ที่มีอยู่แล้วเป็นเครื่องมือยืนยัน
 
มองแคมเปญ “วิ่งแลกของรางวัล” ในมุมของเศรษฐกิจไทย
 
อย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจแคมเปญนี้สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจคือ
  • Experience Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกที่พิเศษ ไม่ใช่ยุคการซื้อสินค้าตามความต้องการเหมือนอดีต ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินหรือออกแรงเพื่อแลกกับสินค้าที่มีมูลค่าทางจิตใจ (Emotional Value) เช่น การได้เสื้อผ้าหรือของสะสมจากงานวิ่งต่างๆ ดังนั้นการวิ่งในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นเครื่องมือในการแสดงถึงไลฟ์สไตล์เพื่อสามารถแชร์ในโซเชี่ยลได้ด้วย
  • Behavioral Economics หรือกลไกทางจิตวิทยาที่มีผลต่อเศรษฐกิจ เพราะคนในยุคนี้จะให้คุณค่ากับสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ หากรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการลงแรงหรือสร้างมันขึ้นมา (IKEA Effect) ซึ่งการวิ่งที่นับจำนวนก้าวก็ทำให้ลูกค้าภูมิใจได้มากกว่าการแจกคูปองส่วนลดทั่วไปที่ได้มาฟรีแบบที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือแคมเปญนี้ยังช่วยสร้างปรากฏการณ์ Foot Traffic Conversion หรือการเปลี่ยนผู้สัญจรทั่วไปให้กลายเป็นลูกค้าในร้าน ซึ่งผู้บริโภคที่ทำภารกิจสำเร็จมักจะมีแนวโน้มที่จะ จับจ่ายเพิ่มเติม (Upselling/Cross-selling) เมื่อไปถึงหน้าร้านจริง เช่น อัปเกรดสินค้า หรือซื้อบริการเสริมอื่นๆ เพิ่มเติม ส่งผลให้แบรนด์ได้กำไรส่วนต่างกลับคืนมามากกว่ามูลค่าของที่แจกฟรีไป
 
Google Trends ยืนยัน “การวิ่ง” คือกระแสจริงที่คนนิยม
 
ข้อมูลจาก Google Trends ชี้ว่า กระแสความสนใจ งานวิ่ง ของคนไทยยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนจากคำค้นหาที่ไม่ได้เจาะจงแค่คำว่า “วิ่ง” แต่เจาะจงค้นหางานวิ่งที่มีธีมเฉพาะ คาแรกเตอร์ หรือชื่ออีเวนต์ที่ชัดเจนมากขึ้น

โดยคำค้นมาแรง 5 อันดับแรก ได้แก่ “งานวิ่งชินจัง” , “งานวิ่ง atm 2026” , “งานวิ่งหมีเนย” ,“งานวิ่งศิริราช 2569” ,“งานวิ่งดิสนีย์แลนด์ 2026” เป็นต้น แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจในรายงาน Active Thailand Policy ซึ่งพบว่า ประชาชนกว่า 49.0% สนับสนุนระบบสะสมแต้มสุขภาพเพื่อแลกสิทธิประโยชน์ และอีก 31.2% เห็นด้วยกับมาตรการลดราคาสินค้าส่งเสริมสุขภาพ สะท้อนว่าแรงจูงใจที่จับต้องได้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากออกกำลังกายมากขึ้น
 
กระแสฮิตล่าสุด! เริ่มต้นจากแบรนด์ร้านแว่นตา “Lenskart”
 

ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

แม้กระแสการวิ่งจะเป็นที่นิยมในสังคมไทยมาตลอด แต่ช่วงที่ขยับเข้าสู่เทรนด์วิ่งแลกของรางวัลอย่างเต็มรูปแบบคือเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งแบรนด์แว่นตา Lenskart จัดแคมเปญโชว์ก้าวเดินแลกกรอบแว่นฟรี

โดยให้สายวิ่งนำจำนวนก้าวหรือระยะทางในแอปสุขภาพมาโชว์ เช่น 12,000 ก้าว หรือ 20,000 ก้าว เพื่อแลกรับกรอบแว่นตาฟรี มูลค่า 2,000 บาท (โดยอาจจ่ายเพิ่มเฉพาะค่าอัปเกรดเลนส์หรือค่าประกอบ) ซึ่งแคมเปญนี้ได้หมดเขตไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพราะกลายเป็นไวรัลถล่มทลายบน TikTok และ Lemon8 
 
และในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 “แว่นท็อปเจริญ” ก็ออกมาจัดแคมเปญเดิน-วิ่ง แลกแว่น เพื่อสุขภาพ ซึ่งจัดหนักจัดเต็ม เช่น วิ่ง 5,000 ก้าวได้เลนส์ฟรี หรือวิ่ง 19,000 ก้าว (11 กม.) รับฟรีทั้งกรอบและเลนส์ (จ่ายแค่ค่าประกอบ 280 บาท) เป็นต้น

และแคมเปญนี้ยังใช้งานได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเนื่องจากแว่นท็อปเจริญมีจำนวนสาขามากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ทำให้แคมเปญนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้ง่ายกว่าแบรนด์อื่นๆ ส่งผลให้ปริมาณผู้ใช้สิทธิ์ในภาพรวมทั่วประเทศมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับแคมเปญการตลาดทั่วไป
 
รวมแบรนด์ใช้แคมเปญ “วิ่งแลกของรางวัล” กระตุ้นยอดขาย
 
ทั้งนี้แม้หลายแคมเปญจะใช้คำว่า “ฟรี” เป็นจุดดึงดูด แต่บางกิจกรรมอาจมีเงื่อนไขประกอบ เช่น ต้องซื้อสินค้าบางรายการ ชำระค่าบริการเพิ่มเติม หรือแลกรับได้เฉพาะสินค้าบางประเภทเท่านั้น ผู้บริโภคจึงควรอ่านรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประเมินว่าข้อเสนอนั้นคุ้มค่ากับความต้องการของตัวเองหรือไม่ อย่างไรก็ตามถ้าดูในส่วนของแบรนด์ที่ใช้แคมเปญวิ่งแลกของรางวัลจะพบว่ามีหลายแบรนด์ที่น่าสนใจได้แก่

1.แคมเปญ: วิ่งแลกแว่น แบรนด์: Lenskart

ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

สิทธิประโยชน์: เลนส์ | กรอบแว่น 
ระยะเวลา: ** หมดเขตไปแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายน **
 
เงื่อนไขรับรางวัล :
  • 6,000 ก้าว / 3 กม. แว่นทุกรุ่นลด 40%
  • 12,000 ก้าว / 8 กม. รับฟรี! แว่นมูลค่า 2,000 บาท เมื่ออัปเกรดเลนส์มูลค่า 1,000 บาท ขึ้นไป
  • 20,000 ก้าว / 12 กม. รับฟรี! แว่นมูลค่า 2,000 บาท + ส่วนลด 60% เมื่ออัปเกรดเป็นเลนส์เปลี่ยนสี 
  • หรือส่วนลด 50% สำหรับการอัปเกรดเลนส์อื่น ๆ
2.แคมเปญ: วิ่งแลกแว่น แบรนด์แว่นท็อปเจริญ ,แว่นบิวตี้ฟูล

ภาพจาก https://citly.me/WXgvm

สิทธิประโยชน์: เลนส์ | กรอบแว่น 
ระยะเวลา: 25 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69
 
เงื่อนไขรับรางวัล :
  • 3 กม. (5,000 ก้าว): แลกรับเลนส์ฟรี  
  • 6 กม. (10,000 ก้าว): แลกรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด 
  • 11 กม. (19,000 ก้าว): แลกรับฟรีทั้งกรอบและเลนส์ (โดยลูกค้าอาจจ่ายเพียงค่าบริการประกอบแว่นเพิ่มเติม)
3.แคมเปญ: วิ่งแลกไก่ แบรนด์: บุญตงกี่
 
ภาพจาก https://citly.me/rqGLl
สิทธิประโยชน์: ส่วนลดค่าอาหาร
ระยะเวลา: 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69

เงื่อนไขรับรางวัล :

เมื่อซื้อเมนูไก่ต้มตำรับ (ส่วนน่องสะโพก ไซส์ S ขึ้นไป) สามารถนำระยะวิ่งมาแลกส่วนลดได้ดังนี้
  • วิ่งครบ 5 กิโลเมตร: รับส่วนลดอาหาร 50 บาท 
  • วิ่งครบ 10 กิโลเมตร: รับส่วนลดอาหาร 100 บาท
4.แคมเปญ: วิ่งแลกสวย แบรนด์: กังนัมคลินิก , คลินิกผิวหนังลลิษา

ภาพจาก https://citly.me/zBGhJ

สิทธิประโยชน์:ส่วนลดค่าบริการ
ระยะเวลา: วันนี้ – 31 ธ.ค. 69
 
เงื่อนไขรับรางวัล : นำสถิติการเดินหรือวิ่งจากแอปพลิเคชันเพื่อมาแลกเป็น "ส่วนลดค่าบริการ" ในการทำหัตถการ เลเซอร์ หรือทรีตเมนต์ดูแลผิวพรรณกับทางคลินิก (เงื่อนไขและส่วนลดเป็นไปตามยอดก้าวหรือระยะทางที่แต่ละคลินิกกำหนด)
 
5.แคมเปญ: วิ่งแลกรองเท้า แบรนด์: ADDA
 
ภาพจาก https://citly.me/qujlA

สิทธิประโยชน์: ส่วนลดรองเท้า
 
ระยะเวลา: ** หมดเขตเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา **

เงื่อนไขรับรางวัล :
  • สะสมระยะทางจากการเดินหรือวิ่งภายใน 1 วัน (เช็กผ่านแอป เช่น Strava, Nike Run Club, Garmin) เพื่อรับส่วนลดบนหน้าเว็บ ADDA Member
  • วิ่งครบ 5 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลด 10%
  • วิ่งครบ 10 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลด 20%
  • วิ่งครบ 21 กิโลเมตร: รับโค้ดส่วนลดสูงสุด 30%
“วิ่งแลกของรางวัล” ธุรกิจได้กำไรหรือขาดทุน? 
 
เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าการที่ธุรกิจหันมาใช้แคมเปญแบบนี้ตกลงแล้วจะได้กำไรหรือขาดทุน ถ้ามองผิวเผินอาจมองว่าขาดทุนแน่แต่ในอีกมุมหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ได้กลับคืนมาอาจไม่ใช่ในส่วนของเงินมหาศาลแต่คือโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นระยะยาว มีหลายปัจจัยที่ควรรู้คือ
 
1.เป็นเทคนิคการดึงคนเข้าหน้าร้าน
 

ภาพจาก https://citly.me/qsc2P

เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การแจกของฟรีแล้วให้ลูกค้าเดินจากไป แต่คือการเปิดโอกาสสู่การขายที่มากขึ้น อย่างเช่นแคมเปญวิ่งแลกแว่นของท็อปเจริญหรือ Lenskart ที่ให้กรอบแว่นฟรี แต่เงื่อนไขคือลูกค้าต้องเดินเข้ามาที่สาขาเพื่อวัดสายตา และมักจะจบลงด้วยการ จ่ายเงินเพิ่ม เพื่ออัปเกรดเลนส์ที่ดีกว่าเดิมหรือการเปลี่ยนเลนส์ใหม่ ซึ่งตรงนี้คือจุดที่ทำกำไรหลักของร้านแว่นตา
 
2. การตลาดที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก
 
เพียงแค่การโปรโมทให้คนรู้ว่ามีแคมเปญนี้ก็สามารถดึงดูดให้คนสนใจโดยที่เจ้าของธุรกิจไม่ต้องไปลงทุนเพิ่มสินค้าแต่อย่างใด ยกตัวอย่าง คลินิกความงาม การให้โควตาทำหน้าฟรีหรือได้ส่วนลดหัตถการ แทบไม่ได้ทำให้คลินิกเสียต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะใช้พื้นที่เดิมในร้านที่มี พนักงานเท่าเดิม อุปกรณ์ที่มีก็เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เป็นการดึงให้ลูกค้าใหม่เข้ามาทดลองสัมผัสบริการเพื่อโอกาสในการขายคอร์สอื่นในอนาคต
 
3. โฆษณาฟรีจากกระแสไวรัล 
 
ในยุคของโซเชี่ยลเมื่อลูกค้าวิ่งสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะถ่ายรูปสถิติการวิ่งคู่กับของรางวัลที่ได้มาโพสต์อวดใน TikTok, Instagram หรือ Lemon8 สิ่งนี้เรียกว่า User-Generated Content (UGC) ซึ่งเป็นการโฆษณาที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือที่สุด โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินจ้างพรีเซนเตอร์ แต่ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์และภาพลักษณ์ก็ดีมากด้วย 
 
ดังนั้นในมุมของการตลาดเท่ากับว่าเป็นเรื่องที่ Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย คือลูกค้าได้ออกกำลังกาย และมีโอกาสได้ส่วนลดได้สินค้าไม่เป็นการออกแรงฟรี และตัวเองก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ลงมือทำ ในขณะที่แบรนด์ก็ไม่มีต้นทุนการตลาดเพิ่ม แต่มีโอกาสได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่แบรนด์จะไม่ได้มองว่าเป็นการขาดทุนจากการแจกของ แต่มองว่าคือการตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการยิงแอดโฆษณาแบบหว่านแห เพราะระบบนี้คัดกรองกลุ่มลูกค้าที่มีตัวตนจริง มีความพยายาม และเป็นลูกค้าที่ธุรกิจพร้อมปิดการขายได้จริง
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
430
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
406
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
397
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
395
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
369
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
350
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด