บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
274
3 นาที
31 สิงหาคม 2569
อวสานโรงเรียนเอกชน ครูล้น ค้างจ่าย เด็กหาย รายได้หด 
 

การศึกษาของไทยเฟื่องฟูที่สุดช่วงปี 2510 ยาวมาถึง 2540 เพราะเป็นช่วงที่มีอัตราการเกิดของประชากรสูง (ยุค Baby Boomers ถึง Gen X) ประกอบกับเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ค่านิยมของสังคมในยุคนั้นมองว่า การศึกษาคือใบเบิกทางสู่อนาคตและความมั่นคง
 
ยุคทองตอนนั้นโรงเรียนรัฐบาลไม่สามารถรองรับนักเรียนได้ทั้งหมด รวมถึงความต้องการของผู้ปกครองที่อยากเห็นบุตรหลานได้มีความรู้ความสามารถเต็มที่ และเชื่อว่าการส่งเข้าเรียนเอกชนคือเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ดีที่สุด

โดยโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่ผู้ปกครองต่างเชื่อมั่นในเรื่องของหลักสูตรภาษาไม่ว่าจะอังกฤษ หรือจีน รวมถึงระเบียบวินัย และหลักสูตรพิเศษที่มีมากกว่าโรงเรียนของภาครัฐ แน่นอนว่าเมื่อมีนักเรียนมากรายได้ก็ย่อมสูงตาม ในสมัยนั้นโรงเรียนเอกชนมีสภาพคล่องสูง สามารถขยายอาคารเรียน สร้างอาคารพาณิชย์ หรือเปิดสาขาเพิ่มได้ในหลายพื้นที่
 
อย่างไรก็ดีแม้โรงเรียนเอกชนความต้องการจะสูง แต่ในมุมของโรงเรียนภาครัฐที่มีชื่อเสียงก็ได้รับความนิยมหลายแห่งเช่นกัน ถ้าครอบครัวไหนมีบุตรหลานที่สามารถสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังเหล่านี้ได้ก็ถือเป็นเกียรติยศ เป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัวได้
 
ระบบการศึกษาจากยุคเฟื่องฟู สู่ “จุดเปลี่ยน” ที่เริ่มสะดุด
 

เมื่อยุคเปลี่ยนสังคมเปลี่ยน สถานการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไม่เว้นแม้แต่เรื่องการศึกษา จากยุคเฟื่องฟูปี 2510 – 2540 
 
เริ่มมีสัญญาณสะดุด โดยเกิดจากจุดเปลี่ยนสำคัญ 4 ประการคือ
 
1.วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540  ก่อนปี 2540 โรงเรียนเอกชนเติบโตสูงมากตามเศรษฐกิจ แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ครอบครัวชนชั้นกลางจำนวนมากเผชิญภาวะล้มละลาย หรือมีรายได้ที่ลดลงอย่างชัดเจน ผลกระทบจากเรื่องนี้คือผู้เรียนเริ่มย้ายจากเอกชนที่ค่าเทอมสูง มาสู่โรงเรียนภาครัฐ และเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนเอกชนขนาดกลางและขนาดเล็กเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่อง
 
2.เด็กเกิดใหม่เริ่มลดลงอย่างจริงจัง เป็นผลกระทบที่เกิดจากโครงสร้างเชิงประชากร จากยุคที่เด็กไทยเกิดปีละเกือบ 1 ล้านคนได้สิ้นสุดตั้งแต่ช่วงปี 2526 จากนั้นค่อยๆ ลดลง จนกระทั่ง ปี 2547–2550 จำนวนเด็กเกิดใหม่เหลือเพียงแค่ประมาณ 700,000 คน/ปี เมื่อเด็กเกิดน้อยลงติดต่อกันหลายปี ผลกระทบเริ่มส่งผลสะเทือนถึงระดับอนุบาลและประถมศึกษาในช่วงปี 2550 เป็นต้นมา ทำให้โรงเรียนเริ่มเห็นสัญญาณว่า จำนวนเด็กสมัครใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าเหมือนสมัยก่อน
 
3.นโยบาย เรียนฟรี 15 ปี ของรัฐบาล  การประกาศใช้นโยบายเรียนฟรี 15 ปีทำให้โรงเรียนรัฐบาลดึงดูดผู้ปกครองให้ส่งบุตรหลานเข้าเรียนได้มากขึ้น ทำให้โรงเรียนเอกชนที่ไม่ใช่ระดับTop Tier หรือไม่มีจุดขายด้านภาษา/หลักสูตรอินเตอร์ เริ่มแข่งขันได้ยากขึ้น เพราะผู้ปกครองไม่อยากจ่ายค่าเทอมแพงในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา
 
4.วิกฤตโควิด-19 และอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างหนัก จากเดิมที่มีปัญหาอยู่แล้วยิ่งหนักขึ้นตั้งแต่หลังช่วง โควิด-19 ที่แทบทุกโรงเรียนต้องเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองเมื่อเห็นแนวทางการศึกษาที่เปลี่ยนไปก็เริ่มตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของค่าเทอม ตอกย้ำให้หนักยิ่งขึ้นจากปัญหาเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงเรื่อยๆ โดยช่วงปี 2564–2567 อัตราการเกิดของไทยลดลงเหลือเพียง 430,000 - 460,000 คน/ปี ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างชัดเจน
 
สถิติลดลงของโรงเรียนเอกชน! ลดลงอย่างต่อเนื่อง
 

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และกระทรวงศึกษาธิการ ได้รวบรวมข้อมูลเชิงสถิติของ โรงเรียนเอกชนประเภทในระบบ (ไม่รวมโรงเรียนนานาชาติ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางการลดลงของจำนวนโรงเรียนและนักเรียนอย่างต่อเนื่องในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังจะเห็นแนวโน้มการปิดตัวหรือเลิกกิจการที่ชัดเจน
  • ปี พ.ศ. 2558 มีโรงเรียนเอกชนในระบบทั่วประเทศประมาณ 4,200 – 4,300 แห่ง
  • ปี พ.ศ. 2562 (ก่อนโควิด-19)  ลดลงเหลือประมาณ 4,000 – 4,050 แห่ง
  • ปี พ.ศ. 2566 – 2568  โรงเรียนเอกชนในระบบลดลงเหลือราว 3,700 – 3,800 แห่ง
และล่าสุดในปีการศึกษา2569 เฉพาะในกรุงเทพฯ มีโรงเรียนเอกชนขอปิดกิจการไปแล้ว 4 แห่ง ขณะที่ภาพรวมทั่วประเทศ ขอปิดกิจการรวม 20-30 โรงเรียน เป็นที่น่าสังเกตว่าภายในระยะเวลา 10 ปี มีโรงเรียนเอกชนปิดตัวลงไปแล้ว มากกว่า 400–500 แห่ง เฉลี่ยปิดตัวปีละ 40–50 แห่ง และอัตราการปิดตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา

ข้อมูลสถิติระบุว่า กว่า 80% ของโรงเรียนที่ยื่นขอเลิกกิจการ เป็นโรงเรียนเอกชนขนาดกลาง - เล็ก สวนทางกับพวกโรงเรียนนานาชาติ (International Schools) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 170 แห่งในปี 2568 มาอยู่ที่ประมาณ 250 แห่ง ในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อสูงเลือกย้ายบุตรหลานไปเรียนหลักสูตรนานาชาติ หรือย้ายไปโรงเรียนรัฐบาลชั้นนำแทน
 
โรงเรียนเอกชนปัญหารุมเร้า! ครูล้น ค้างจ่าย เด็กหาย รายได้หด
 

หากวิเคราะห์ในภาพรวมการที่โรงเรียนเอกชนเลือกปิดกิจการไม่ได้เกิดจากการบริหารผิดพลาด แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เริ่มตั้งแต่การที่เด็กเกิดใหม่มีอัตราลดลง ส่งผลต่อการสมัครเข้าเรียนที่ลดลงเช่นกัน เมื่อนักเรียนมีน้อยรายได้ของโรงเรียนก็หดตัว ประกอบกับการที่หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกิน 90% ต่อ GDP ทำให้ผู้ปกครองต้องตัดลดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เกิดการย้ายเด็กจากโรงเรียนเอกชนไปเข้าโรงเรียนรัฐบาล
 
เมื่อรายได้ลดลงทั้งคนมาเรียนน้อยและการค้างจ่ายค่าเทอมสะสม แต่ในมุมกลับกันโรงเรียนมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เท่าเดิม เช่น ค่าบำรุงอาคาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าจ้างบุคลากร ทำให้โรงเรียนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องรุนแรงหลายโรงเรียนต้องแบกรับหนี้ค้างชำระ (Bad Debt) ตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อปี

ผลที่ตามมาอีกเมื่อสภาพคล่องติดลบ ทางออกแรกที่โรงเรียนเลือกใช้คือ ชะลอการจ่ายเงินเดือน หรือจ่ายเพียง 50-70% รวมถึงปัญหาการขาดส่งเงินสะสมเข้ากองทุนชดเชยการทำงานของครูเอกชน
 
ประกอบกับการที่โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่วางโครงสร้างองค์กรไว้รองรับนักเรียน เช่น 1,000 คน ต้องมีครู 50 คน คิดเป็นอัตราส่วน 1:20  แต่เมื่อนักเรียนเหลือน้อย แต่อัตราครูยังคงที่ ในทางวิชากรอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางธุรกิจค่าใช้จ่ายเงินเดือนครูจะพุ่งสูงขึ้นเกิน 60-70% ของรายได้รวม ทั้งที่เกณฑ์ปลอดภัยทางการเงินของโรงเรียนควรอยู่ที่ 40-50%

ด้วยเหตุผลข้อนี้จึงนำไปสู่การที่รงเรียนไม่สามารถแบกรับภาระเงินเดือนครูจำนวนเดิมได้ จึงนำไปสู่การเลิกจ้าง (Layoff) หรือ การกดดันให้ลาออก หรือการปล่อยให้เกิดภาวะว่างงานสะสมในกลุ่มบุคลากรทางการศึกษา
 
วิกฤตหนัก! ต้องปรับตัวเพื่อให้รอดก่อนถึงคราว “อวสาน”
 

ภาพจาก https://app.envato.com

มองถึงตอนนี้ยังไงระบบการศึกษาของไทยก็ยังไม่ถึงขั้นอวสานเพราะเป็นระบบพื้นฐานที่ต้องมีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ปัญหาที่รุมเร้าทำให้เกิดวิกฤตในธุรกิจการศึกษา จำเป็นมากที่หลักสูตรการเรียนต้องเปลี่ยนจากโมเดลเดิมไปสู่แนวทางการเรียนรู้แบบใหม่เพราะในปัจจุบันพบว่าการศึกษามี 2 ทางเลือกมาแรงคือ
  • หลักสูตรแบบนานาชาติ International / Bilingual เป็นกลุ่มผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อสูงยินดีจ่ายให้บุตรหลานเพื่อเรียนในหลักสูตรนานาชาติ เพื่อจะได้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เช่นCoding, AI, Soft Skills เป็นต้น
  • หลักสูตรแบบฝึกทำจริงสร้างทักษะนำไปใช้มากกว่าทฤษฏี  เพราะปัจจุบันการนำความรู้ไปใช้สำคัญในการทำงาน เราจะเห็นว่าหลักสูตรส่วนใหญ่เน้นให้ผู้เรียนได้ทำจริง ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฏี สอดคล้องกับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งเริ่มยกเลิกเงื่อนไขการวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีสำหรับหลายตำแหน่งงาน และหันมาใช้วิธีทดสอบทักษะ หรือพิจารณาจาก Certificate เฉพาะทางแทน
และต้องไม่ลืมว่าตอนนี้คือยุคของ AI ซึ่งมีบทบาทและคนส่วนใหญ่เข้าถึง การที่โรงเรียนเอกชนหากจะอยู่รอดต้องปรับตัวตามในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นการปรับตำแหน่งทางการตลาด (Repositioning) ชูจุดขายเฉพาะตัวที่ชัดเจน

เช่น STEM/Robotics, AI & Coding, Entrepreneurship, หรือสองภาษาแบบผสมผสาน (Bilingual/Trilingual) ซึ่งการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคสมัยผนวกกับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพคือหนทางของการอยู่รอดธุรกิจการศึกษาที่พร้อมก้าวสู่การเติบโตในอนาคตได้
 
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
1,001
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
608
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
414
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
400
ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวร..
399
ถอดกลยุทธ์การเติบโตแฟรนไชส์ Molly Tea จากเซินเจิ..
399
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด