บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
276
3 นาที
20 กรกฎาคม 2569
ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวราคา 560 ล้านบาท
 

พูดถึงการ์ดเกม/การ์ดสะสม เชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดี บางคนเคยเล่นกันมาตั้งแต่เด็กแต่ทุกวันนี้การ์ดเกมไม่ใช่แค่กระดาษที่มีลายการ์ตูน ทว่าได้กลายเป็นอีกธุรกิจที่เติบโตมีมูลค่าในตลาดกว่า 3.8 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 7 แสนล้านบาทได้ในอนาคต 
 
เพื่ออธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุดในวงการมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Trading Card Game (TCG) ในอดีตการ์ดเกมมีไว้เล่นกันสนุกๆ ในหมู่เพื่อน โดยการ์ดเกมแต่ละใบจะระบุถึงค่าพลังโจมตี ค่าพลังป้องกัน หรือการระบุถึงความสามารถพิเศษที่เอาไว้ใช้โจมตีคู่ต่อสู้ ซึ่งความพิเศษของการ์ดเกมอีกอย่างคือแต่ละใบจะถูกผลิตออกมาปริมาณไม่เท่ากันผู้ผลิตจะแบ่งระดับความหายากออกเป็นระดับต่างๆ เช่น หาง่ายทั่วไป (Common) , หายากปานกลาง (Uncommon) , หายาก (Rare) , หายากมาก (Secret Rare) เป็นต้น
 
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “การ์ดเกม” มีมูลค่ากว่า 3.8 แสนล้าน
 

ภาพจาก https://citly.me/C8ceK

การ์ดเกมที่เราเคยเล่นกันสมัยก่อนราคาไม่กี่บาท ถ้าถามหาปัจจัยที่ทำให้วงการนี้บูมหนัก สามารถวิเคราะห์ได้ 3 เหตุผลดังนี้
 
1.พฤติกรรมแบบ Nostalgia หรือการโหยหาความทรงจำในวัยเด็ก ซึ่งกลุ่มคนในยุค 90s หรือ 2000s ต้นๆ ที่เติบโตมากับโปเกมอน วันพีซ หรือนักกีฬาระดับตำนานในยุคนั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นผู้ใหญ่ในวัย 30-40 มีหน้าที่การงานมั่นคงมีรายได้ที่พร้อมจ่ายเพื่อความสุข การลงทุนในสิ่งเหล่านี้จึงตอบโจทย์ด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างดี
 
2.การลงทุนเพื่อเป็นสินทรัพย์ทางเลือก จากของเล่นของสะสมแต่บรรดานักลงทุนเริ่มมองว่าการ์ดเกมประเภท TCG เป็นสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) เช่นเดียวกับภาพวาดศิลปะ นาฬิกาหรู หรือรถคลาสสิก ยิ่งการ์ดเก่าๆที่เลิกผลิตไปแล้ว มีแต่ปริมาณจะลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ Demand ของคนซื้อกลับเพิ่มขึ้น นำไปสู่การลงทุนเพื่อเก็งกำไร ไม่ใช่แค่การสะสมเอามาเล่นกันเหมือนเมื่อก่อน การ์ดเกมบางประเภทก็ถูกปั่นราคาจนสูงเกินจริงมาก

3.การเกิดระบบ "Grading” ในอดีตการซื้อขายแลกเปลี่ยนการ์ดขึ้นอยู่กับความพอใจ แต่เมื่อพัฒนาสู่โลกของธุรกิจจึงเกิดบริษัทผู้ตรวจสอบประเมินสภาพของการ์ด คล้ายกับวงการพระเครื่อง ที่มีการออกบัตรรับรองพระแท้

และมีการประเมินสภาพของพระด้วยว่า สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจประเมินราคาการ์ดเกมที่ครอบครองส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุดถึง 79% คือ Collectors Universe ผู้ก่อตั้งหน่วยงานให้คะแนนการ์ดอย่าง Professional Sports Authenticator หรือที่รู้จักกันในวงการว่า PSA โดยจะทำหน้าที่ตรวจเช็กและให้คะแนนการ์ด (คะแนน 1–10) จากนั้นจะซีลการ์ดไว้ในตลับพลาสติกกันรอยอย่างดี

ระบบนี้ทำให้การ์ดใบเดียวกันที่เมื่อก่อนราคาไม่แพง แต่หากส่งไปตรวจแล้วได้คะแนนเต็ม "PSA 10 (Gem Mint)" คือสมบูรณ์แบบระดับไร้รอยขีดข่วนจากโรงงาน ราคาจะพุ่งขึ้นเป็นหลักแสนหรือหลักล้านได้ทันที เพราะกลายเป็นของหายากที่มีใบรับรองระดับโลก
 
นอกจากเหตุผลที่กล่าวมาการเฟื่องฟูของการ์ดเกมที่ดังมาก เป็นผลจากอิทธิพล Social Media และเหล่าคนดังที่หันมาสนใจการ์ดเกม รวมถึงกระแสการไลฟ์สดเปิดกล่องของอินฟลูเอนเซอร์และคนดังต่างๆ ก็ยิ่งทำให้มีคนสนใจและดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆให้เข้ามาสู่วงการนี้มากขึ้น
 
รูปแบบของการ์ดเกม/การ์ดสะสม มี 2 ประเภท
 

ภาพจาก https://citly.me/C8ceK

ตลาดการ์ดถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบและชัดเจน โดยข้อมูลเชิงสถิติจากสถาบันวิจัยการตลาดระดับโลก เช่น Mordor Intelligence และ Business Research Insights ได้แบ่งประเภทของการ์ดซื้อขาย (Trading Cards) ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง ได้แก่
 
1. Sport Card (การ์ดกีฬา) ครองสัดส่วนความต้องการทั่วโลกประมาณ 40% เป็นการ์ดรูปนักกีฬาที่มีอยู่จริง เช่น ฟุตบอล, บาสเกตบอล (NBA) หรือเบสบอล (MLB) การประเมินมูลค่าอิงกับ ผลงานจริงในสนาม คือหากเราซื้อการ์ดปีแรก (Rookie Card) ของนักเตะดาวรุ่งเก็บไว้ แล้ววันหนึ่งคนเหล่านั้นกลายเป็นซูเปอร์สตาร์พาทีมคว้าแชมป์ มูลค่าการ์ดจะพุ่งขึ้นทันที ในทางกลับกัน หากนักกีฬาบาดเจ็บหรือฟอร์มตก ราคาก็จะร่วงลงตาม กลไกนี้เทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราซื้อหุ้นของบริษัทที่กำลังเติบโต
 
2.TCG (Trading Card Game) มีสัดส่วนทางการตลาดประมาณ 60% โดยเป็นการ์ดจากเกมและการ์ตูนชื่อดัง เช่น Pokémon , One Piece , Dragon Bal ซึ่งจะมีแรงกระตุ้นในการซื้อขายผ่าน 3 ปัจจัยหลัก คือ ความนิยมของคาแรคเตอร์ ความสวยงามของงานศิลปะ (Artwork) และความเก่งของการ์ดใบนั้นเมื่อถูกนำไปเล่นแข่งขันจริง
 
นอกจากนี้ยังมีการ์ดอีกแบบที่ไม่ใช่กีฬาและไม่ได้มาจากการ์ตูน แต่เป็นการ์ดในฝั่งของภาพยนตร์ / นักร้อง เช่น การ์ดจากStar Wars หรือการ์ดจากDC Comics รวมถึงการ์ดวงไอดอลเกาหลี (K-Pop Photocards) ที่ได้รับความนิยมแบบเฉพาะกลุ่มสูงมากเช่นกัน ทั้งนี้มีข้อมูลน่าสนใจที่ระบุว่าในตลาดการ์ดแบบภาพรวม ผู้ที่อายุ 25-40 ปี ครองสัดส่วนการซื้อการ์ดระดับพรีเมี่ยมสูงถึง 59% นอกจากความชอบบางส่วนยังมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าด้วย
 
เปิดสถิติ การ์ดที่แพงที่สุดในโลก ราคากว่า 560 ล้านบาท

ถ้าเราไปดูสรุปอันดับการ์ดเกมสะสม (TCG) ที่ราคาแพงที่สุดในโลก โดยไล่เรียงตามมูลค่า จะพบว่าการ์ดหลายใบมีราคาแพงจนน่าตกใจ
  1. Pikachu Illustrator (ปี 1998) ได้ระดับการประเมินคือ PSA 10 ราคา 16,492,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 560 ล้านบาท ถือเป็นการ์ดที่มีเพียงใบเดียวในโลก ซึ่งเคยเป็นของ อินฟลูเอนเซอร์ Logan Paul ก่อนจะถูกนำมาประมูลผ่าน Goldin Auctions และได้รับการบันทึกสถิติโดย Guinness World Records ว่าแพงที่สุดในโลก
  2. Black Lotus (Alpha Edition ปี 1993) เป็นการ์ดประเภท Magic: The Gathering ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ถูกประมูลไปด้วยราคา 3 ล้านเหรียญหรือประมาณ 105 ล้านบาท
  3. The One Ring (ปี 2023) เป็นการ์ดชุดพิเศษ พิมพ์รหัสซีเรียล 001/001 ผลิตขึ้นมาเพียง ใบเดียวในโลก เพื่อต้อนรับภาพยนตร์ Lord of the Rings ถูกประมูลไปในราคา 2 ล้านเหรียญหรือประมาณ 70 ล้านบาท
  4. Topsun Charizard Blue Back (ปี 1995) เป็นการ์ดโปเกมอนยุคบุกเบิก ระดับ PSA 10 ถูกประมูลไปในราคาประมาณ 17 ล้านบาท
  5. Trophy Pikachu No. 1 Gold / No. 2 Silver (ปี 1997-1998) เป็นการ์ดถ้วยรางวัลโปเกมอน ที่ถูกประมูลไปด้วยราคาประมาณ 15.5 ล้านบาท
ด้วยราคาของการ์ดที่แพงเราจึงได้เห็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจหลายกรณียกตัวอย่างบางคนเคยนำการ์ดวันพีซ ระดับหายากไปขอแลกกับโฉนดที่ดินมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้สิ่งที่น่าสังเกตคือราคาของการ์ดที่แพงมากถือเป็นข้อมูลสาธารณะเนื่องจากมีการประมูลผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก ซึ่งกฎหมายบังคับให้แสดงราคาซื้อขายจริง ทำให้ราคาเหล่านี้กลายเป็นสถิติโลกที่ได้การยอมรับอย่างถูกต้อง
 

ภาพจาก https://citly.me/C8ceK
 
ซื้อขายการ์ดเกม มีกระดานกราฟเหมือน ดัชนีหุ้น S&P 500

ตลาดการ์ดเกมปัจจุบันได้ยกระดับระบบวิเคราะห์ข้อมูลขึ้นมาเทียบเท่ากับ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ผู้เล่นและนักลงทุนไม่ได้เดาราคาจากความพึงพอใจอีกต่อไป แต่ใช้ดัชนีชี้วัดทางสถิติ (Market Indexes) ที่ดึงข้อมูลดิบจากการซื้อขายจริงในตลาดวันต่อวันมาคำนวณและแสดงผลเป็นกราฟเส้นขึ้นลงแบบ Real-time โดยมี 2 แพลตฟอร์มหลักคือ

1. Card Ladder Index (ดัชนีสะท้อนภาพรวมตลาด) ทำหน้าที่เหมือนดัชนี S&P 500 โดยทำการคัดเลือกการ์ดระดับหัวกะทิ (Verified Cards) นับหมื่นๆ ใบที่มีสภาพคล่องและมูลค่าสูง จากนั้นระบบจะดึงประวัติการซื้อขายมากกว่า 100 ล้านรายการจากแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง eBay, Goldin, Heritage Auctions, และ Fanatics มารวบรวมและคำนวณออกมาเป็นคะแนนและกราฟเส้นรวมของตลาดในแต่ละวัน

2. Market Movers: SCI 500 (ดัชนีหุ้นการ์ด 500 ใบแรก) ถ้า S&P 500 คือดัชนีที่วัดจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 500 ตัวในอเมริกา ในโลกการ์ดเกมก็มี SCI 500 ของแพลตฟอร์ม Market Movers เป็นตัวเปรียบเทียบ เพื่อให้นักลงทุนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อขายได้อย่างแม่นยำ
 
ทั้งนี้เราจะเห็นว่าธุรกิจการ์ดเกมได้เติบโตแบบก้าวกระโดดไปไกลมาก และไม่ได้เป็นเพียงกระแสที่มาแรงแล้วจะหายไปสังเกตให้ดีว่าการ์ดเกมอยู่ในวัฏจักรของชีวิตเรามานาน เพียงแต่ตอนนี้ได้ถูกพัฒนามากขึ้น จากบรรดาค่ายเกม ค่ายการ์ตูนต่างๆ ที่ช่วยกันยกระดับให้การ์ดเกมไม่ใช่แค่ของเล่นแต่เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ราคามีแต่จะสูงขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ลงทุนในการซื้อขายเป็นสำคัญด้วย
 
อ้างอิง :
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
434
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
411
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
399
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
398
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
370
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
350
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด