บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
278
6 นาที
9 กันยายน 2569
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับยอมปล่อยของดี
 

ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา “ไทยเบฟ” ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในบริษัทที่เติบโตผ่านกลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการมากที่สุดของไทย ตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่ม อาหาร ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการลงทุนในต่างประเทศ จนภาพลักษณ์ของกลุ่มธุรกิจไทยเบฟแทบไม่เคยเชื่อมโยงกับคำว่า “ขายสินทรัพย์” แต่รู้หรือไม่ทิศทางดังกล่าวอาจกำลังเปลี่ยนไป
 
หลังมีข่าวไทยเบฟแต่งตั้ง Bank of America เป็นที่ปรึกษาการเงิน สำรวจความสนใจนักลงทุนที่อาจเข้าซื้อกิจการบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) ผู้บริหาร KFC รายใหญ่สุดของไทย มีสาขามากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ
 
แม้ขณะนี้ยังไม่มีข่าวยืนยันเป็นทางการว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง และกระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจทางเลือกธุรกิจ เพียงแค่ข่าวดังกล่าวก็เพียงพอที่จะสร้างกระแสให้กับวงการธุรกิจและตลาดทุน
 
หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ไทยเบฟเลือกปล่อยสินทรัพย์ ที่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ต่อเนื่อง แทนที่จะเดินหน้าสะสมธุรกิจเพิ่มเติมเช่นในอดีต 
 
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า KFC มีปัญหาหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเหตุใดบริษัทที่เติบโตจากการซื้อกิจการ เริ่มพิจารณาปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจในช่วงเวลากิจการยังแข็งแกร่ง
 
KFC ประเทศไทย ใหญ่แค่ไหน
 

แม้ KFC เป็นหนึ่งในแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดที่คนไทยคุ้นเคยมาหลายทศวรรษ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ร้าน KFC ที่เห็นอยู่ทั่วประเทศ ไม่ได้มีเจ้าของเพียงรายเดียว
 
หากย้อนกลับปี 2527 หรือกว่า 40 ปีก่อน KFC เปิดสาขาแรกในไทยที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) แฟรนไชส์ซีรายแรกของ KFC ในไทย
 
เวลานั้น Yum! Brands เจ้าของแบรนด์ KFC จากอเมริกา ขยายธุรกิจผ่านพันธมิตรท้องถิ่น อาศัยผู้ประกอบการแต่ละประเทศเป็นผู้ลงทุนเปิดร้าน และบริหารกิจการ เจ้าของแบรนด์ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานสินค้า การตลาด และระบบแฟรนไชส์
 
เมื่อธุรกิจ KFC เติบโตขึ้นในไทย Yum! ได้ขยายผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์เพิ่มเติม รองรับการขยายสาขาและลดการพึ่งพาผู้ประกอบการรายเดียว ส่งผลให้แฟรนไชส์ KFC ไทยมีผู้บริหารหลายกลุ่ม แข่งขันภายใต้แบรนด์เดียวกัน
 
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นปี 2560 เมื่อ Yum! Brands เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจทั่วโลก ด้วยนโยบาย Asset-Light หรือการลดการถือครองร้านที่บริหารเอง เปลี่ยนมาใช้ระบบแฟรนไชส์มากขึ้น
 
ในไทย ร้าน KFC ที่ Yum! บริหารเองจำนวนกว่า 240 สาขา ถูกขายให้กับบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) ในเครือไทยเบฟ มูลค่าราว 11,400 ล้านบาท ดีลดังกล่าวเป็นหนึ่งในธุรกรรมสำคัญของอุตสาหกรรมร้านอาหารไทย เพราะทำให้ไทยเบฟก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารร้าน KFC รายใหญ่สุดของประเทศในทันที
 
หลังเข้าบริหาร KFC ไทยเบฟเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง ทั้งกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ และต่างจังหวัด ใช้โมเดลร้านสแตนอโลนและในศูนย์การค้า รวมถึงขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมันและคอมมูนิตี้มอลล์ ส่งผลให้จำนวนร้านเพิ่มขึ้นจากประมาณ 240 สาขาในวันแรกหลังซื้อกิจการ เป็น 500 สาขาในปัจจุบัน
 
ปัจจุบัน KFC ประเทศไทยมีร้านรวมประมาณ 1,200 สาขา ภายใต้ผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ 3 กลุ่มหลัก
  • กลุ่มแรก คือ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) เครือไทยเบฟ บริหารร้านมากกว่า 500 สาขา คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของร้าน KFC ทั้งประเทศ
  • กลุ่มสอง คือ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เครือเซ็นทรัล เป็นผู้รับสิทธิ์รายแรกของไทย ปัจจุบันบริหารร้านประมาณ 347 สาขา
  • กลุ่มสาม คือ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) ภายหลังเปลี่ยนมืออยู่ภายใต้ Devyani International จากอินเดีย บริหารร้านมากกว่า 240 สาขา
แม้ผู้บริหารทั้ง 3 รายดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์เดียวกัน ใช้เมนูหลัก มาตรฐานการผลิต ภาพลักษณ์เดียวกัน แต่ในทางธุรกิจ ทั้ง 3 บริษัทต่างรับผิดชอบผลประกอบการ การลงทุน การขยายสาขา การบริหารต้นทุนของตนเอง

หมายความว่า KFC ในไทย ไม่ใช่ธุรกิจของบริษัทเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ภายใต้แบรนด์เดียวกัน ที่ต่างพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารร้านของตน เพื่อสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจแฟรนไชส์ให้มากที่สุด

 
ผลประกอบการ QSA โตต่อเนื่อง ทำไมมีข่าวขายกิจการ
 
หากพิจารณาผลประกอบการ KFC ภายใต้ไทยเบฟ ไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาทั้งรายได้และกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนวัตถุดิบ และค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น
 
ผลประกอบการของ QSA
  • ปี 2565 รายได้ 9,650 กำไร 365 อัตรากำไร 3.8%
  • ปี 2566 รายได้ 10,400 กำไร 390 อัตรากำไร 3.8%
  • ปี 2567 รายได้ 10,709 กำไร 410 อัตรากำไร 3.8%
  • ปี 2568 รายได้ 11,200 กำไร 441 อัตรากำไร 3.9%
ข้อมูลดังกล่าว รายได้เพิ่มขึ้นจาก 9,650 ล้านบาทในปี 2565 ประมาณ 11,200 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตรวมราว 16% ภายในระยะเวลา 4 ปี ขณะที่กำไรสุทธิขยับจาก 365 ล้านบาท เป็น 441 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 20% ในช่วงเวลาเดียวกัน
 
แม้อัตรากำไรสุทธิทรงตัวอยู่ในระดับประมาณ 4% แต่เป็นระดับค่อนข้างสม่ำเสมอสำหรับธุรกิจฟาสต์ฟู้ด ที่มีต้นทุนการดำเนินงานสูง ต้องอาศัยปริมาณยอดขายจำนวนมากในการสร้างผลตอบแทน
 
อีกประเด็นน่าสนใจ คือ บริษัทสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังโควิด-19 กลับมาสร้างกำไรและรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
 
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า QSA ไม่ใช่กิจการที่ประสบปัญหาทางการเงิน หรืออยู่ในช่วงขาลง ทางกลับกันนี่คือธุรกิจที่ยังสามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง
 
ประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจจึงไม่ใช่ธุรกิจมีปัญหาหรือไม่ แต่เป็นเหตุใดไทยเบฟเลือกขายกิจการในช่วงเวลาที่ธุรกิจยังมีความแข็งแกร่ง เป็นกิจการที่ยังทำกำไรต่อเนื่อง คำถามดังกล่าวนำไปสู่ประเด็นสำคัญของการวิเคราะห์ครั้งนี้ว่า ไทยเบฟกำลังมองธุรกิจ KFC ผ่านมุมมองของการจัดสรรเงินลงทุน มากกว่าการพิจารณาจากผลกำไรของกิจการเพียงอย่างเดียวหรือไม่
 
เมื่อเทียบกับ RD เหตุใด "การขาย" จึงมีความหมายต่างกัน
 

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2566 บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) ผู้บริหาร KFC จำนวน 274 สาขา ได้ขายกิจการให้ Devyani International ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่จากอินเดีย เป็นแฟรนไชส์ซี KFC ในหลายประเทศ
 
หลายฝ่ายมองเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดฟาสต์ฟู้ด แต่เมื่อเปรียบเทียบกรณีไทยเบฟพบว่า แม้ทั้ง 2 ดีลอยู่ในธุรกิจเดียวกัน แต่เหตุผลกลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน
 
QSA (ไทยเบฟ) ผลประกอบการมีกำไรต่อเนื่อง มีเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตรด้านพื้นที่รองรับ พิจารณาขายกิจการในช่วงที่ธุรกิจยังเติบโต ปัจจุบันมีกส่า 500 สาขา 
 
RD ผลประกอบการขาดทุนสะสมหลายปี พึ่งพาพื้นที่เช่าเป็นหลัก พิจารณาขายหลังเผชิญแรงกดดัน ปัจจุบัน 274 สาขา
 
ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ "ฐานต้นทุน"
 
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา RD เดินหน้าขยายสาขาอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แต่การเติบโตต้องแลกกับการลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะค่าเช่าพื้นที่และต้นทุนเปิดร้านใหม่ เพราะบริษัทไม่มีอสังหาริมทรัพย์หรือศูนย์การค้าของตนเองเหมือนไทยเบฟและ CRG  เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ต้นทุนดำเนินงานที่สูงกลายเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการ ส่งผลให้ RD ขาดทุนต่อเนื่อง ก่อนตัดสินใจขายกิจการให้กับ Devyani International
 
ทางกลับกัน QSA มีจุดแข็งด้านโครงสร้างธุรกิจที่แตกต่าง อยู่ภายใต้กลุ่มไทยเบฟ ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ การเจรจาทำเล การบริหารซัพพลายเชน ศักยภาพทางการเงิน ทำให้ผลประกอบการยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หากไทยเบฟตัดสินใจขายกิจการจริง อาจไม่ใช่การถอนตัวเพราะธุรกิจประสบปัญหาขาดทุน 
 
หากธุรกิจยังแข็งแกร่ง แล้วเหตุใดไทยเบฟจึงอาจเลือกขาย
 
เมื่อข้อสันนิษฐานเรื่อง "ธุรกิจมีปัญหา" ถูกตัดออกไป คำถามที่เหลือจึงอยู่ที่กลยุทธ์การลงทุนของบริษัท หลายฝ่ายมองว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจสะท้อนการปรับแนวคิดในการบริหารพอร์ตธุรกิจ มากกว่าการประเมินเฉพาะผลประกอบการของ KFC


1. การจัดสรรเงินลงทุน (Capital Allocation)
 
สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ การตัดสินใจลงทุนไม่ได้วัดเพียงว่าธุรกิจหนึ่งทำกำไรหรือไม่ แต่พิจารณาว่า เงินลงทุนทุกหนึ่งบาทสร้างผลตอบแทนได้มากเพียงใด เมื่อเทียบกับโอกาสอื่นภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

แม้ธุรกิจอาหารของไทยเบฟจะสร้างรายได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเทียบกับทั้งกลุ่มแล้ว ธุรกิจอาหารยังมีสัดส่วนรายได้และกำไรน้อยกว่าธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท

ขณะเดียวกัน ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดสาขาใหม่ การปรับปรุงร้าน การลงทุนด้านเทคโนโลยี ระบบจัดส่งสินค้า และการบริหารบุคลากร

นั่นหมายความว่า แม้ธุรกิจจะเติบโต แต่ก็ต้องใช้เงินลงทุนควบคู่กันไปตลอดเวลา ในมุมของผู้บริหาร การนำเงินลงทุนจำนวนเดียวกันไปใช้ในธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนสูงกว่า อาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว

2. Synergy ที่ไม่เกิดขึ้นอย่างที่คาดหวัง
 
อีกประเด็นที่ได้รับการพูดถึงอย่างมาก คือเรื่องของ "Synergy" ระหว่าง KFC กับธุรกิจเครื่องดื่มของไทยเบฟ ตามหลักการแล้ว หากบริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของทั้งธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจเครื่องดื่ม ย่อมมีโอกาสสร้างยอดขายร่วมกันผ่านช่องทางหน้าร้าน แต่ในกรณีของ KFC เรื่องดังกล่าวกลับเกิดขึ้นได้อย่างจำกัด
 
เนื่องจาก Yum! Brands มีข้อตกลงระดับโลกกับ PepsiCo สำหรับการจำหน่ายเครื่องดื่มในร้าน KFC หลายประเทศ ทำให้แฟรนไชส์ซีไม่สามารถเปลี่ยนไปจำหน่ายเครื่องดื่มของตนเองได้ตามต้องการ
 
นั่นหมายความว่า แม้ไทยเบฟจะเป็นผู้บริหารร้าน KFC รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ก็ไม่สามารถใช้เครือข่ายร้านจำนวนมากกว่า 500 สาขา เป็นช่องทางจำหน่าย est Cola ได้อย่างเต็มรูปแบบ ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ Synergy ที่หลายฝ่ายเคยคาดหวังระหว่างธุรกิจอาหารกับธุรกิจเครื่องดื่มไม่สามารถเกิดขึ้นได้เต็มรูปแบบ
 
3. เงินก้อนเดียวกัน อาจสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าธุรกิจหลัก
 
อีกเหตุผลที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งให้ความสำคัญ คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินลงทุน หากการขายกิจการสามารถสร้างเม็ดเงินจำนวนมากกลับเข้าสู่บริษัท เงินก้อนดังกล่าวย่อมมีทางเลือกในการสร้างมูลค่าได้หลายรูปแบบ
 
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพิ่มในธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของไทยเบฟ การขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของกลุ่ม หรือการนำเงินไปชำระหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน
 
การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเรื่องผลตอบแทนจากเงินลงทุน คือ หากเงินลงทุนก้อนเดียวกันสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าในธุรกิจอื่น การถือครองกิจการที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า แม้จะยังทำกำไร ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
 
ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาขาย QSA จึงอาจไม่ใช่การประเมินว่า "KFC ไม่ดี" แต่เป็นการประเมินว่า ในพอร์ตธุรกิจทั้งหมดของไทยเบฟ เงินลงทุนก้อนนี้ควรอยู่ในสินทรัพย์ประเภทใด จึงจะสร้างมูลค่าได้สูงที่สุดในระยะยาว 
 
นั่นคือประเด็นที่ทำให้ข่าวการพิจารณาขายกิจการครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นมากกว่าดีลซื้อขายแฟรนไชส์ร้านอาหาร แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารสินทรัพย์ของหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
 
PASSION 2030 เมื่อโจทย์ของไทยเบฟ เปลี่ยนจาก "ซื้ออะไร" เป็น "ควรถืออะไร"
 
หากมองเพียงดีล KFC ข่าวนี้อาจเป็นเพียงการซื้อขายกิจการร้านอาหารอีกหนึ่งรายการ แต่หากขยายมุมมองออกไปในระดับกลุ่มธุรกิจ การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของไทยเบฟในอีกมิติหนึ่ง
 
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของไทยเบฟเกิดจากการขยายอาณาจักรผ่านการเข้าซื้อกิจการ (Acquisition-led Growth) ไม่ว่าจะเป็นโออิชิ เสริมสุข F&N บิ๊กซี ซาเบโก้ในเวียดนาม รวมถึงการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และค้าปลีก แต่เมื่ออาณาจักรธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น โจทย์ของผู้บริหารก็เปลี่ยนไป
 
จากคำถามว่า "ควรซื้อกิจการอะไร" กลายเป็น "ธุรกิจใดควรอยู่ในพอร์ตต่อไป" แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของแผนยุทธศาสตร์ PASSION 2030 ซึ่งไทยเบฟประกาศใช้เพื่อกำหนดทิศทางการเติบโตในระยะยาว
 
แม้ PASSION 2030 จะครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการสร้างการเติบโต ความยั่งยืน การพัฒนาบุคลากร และการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค แต่ในมุมของการลงทุน มีแนวคิดสำคัญอยู่ 3 ประการ

 
ประการแรก คือ Unlock Value หรือการปลดล็อกมูลค่าของสินทรัพย์
 
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการขายสินทรัพย์ทุกประเภท แต่เป็นการประเมินว่าสินทรัพย์ใดสร้างมูลค่าได้สูงสุดภายใต้การถือครองของบริษัท และสินทรัพย์ใดอาจสร้างมูลค่าได้มากกว่า หากเปลี่ยนมือไปอยู่กับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ประการที่สอง คือ Portfolio Optimization
 
การปรับสมดุลของพอร์ตธุรกิจ เมื่อมีธุรกิจจำนวนมาก การเติบโตไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเพิ่มสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดโครงสร้างพอร์ตให้เหลือเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลัก และสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุด

ประการสุดท้าย คือ Capital Efficiency
 
การใช้เงินลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เงินลงทุนบริษัทขนาดใหญ่ทุกบาทย่อมมีต้นทุน หากสินทรัพย์หนึ่งให้ผลตอบแทนต่ำกว่าทางเลือกอื่น การขายเพื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนสูงกว่า ก็ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของเงินทุน
 
เมื่อเชื่อมโยงแนวคิดทั้งสามเข้าด้วยกัน ข่าวการพิจารณาขาย QSA จึงอาจไม่ได้สะท้อนว่าธุรกิจ KFC ไม่มีอนาคต แต่สะท้อนว่า ไทยเบฟกำลังประเมินว่า สินทรัพย์ดังกล่าวยังเหมาะสมกับพอร์ตธุรกิจในระยะยาวหรือไม่ กล่าวคือ ไทยเบฟในวันนี้ มองอาจไม่ใช่กิจการยังทำกำไรหรือเปล่า แต่คือ เงินลงทุนก้อนนี้ควรอยู่ในธุรกิจนี้ต่อไป หรือควรนำไปสร้างมูลค่าในธุรกิจอื่น
 
หากไทยเบฟขายจริง ใครคือผู้ซื้อที่มีความเป็นไปได้
 
แม้จะมีรายงานว่ามีการสำรวจความสนใจจากนักลงทุน แต่การหาผู้ซื้อกิจการ QSA ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการซื้อแฟรนไชส์ KFC ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังเงินเพียงอย่างเดียว
 
ผู้ซื้อจะต้องได้รับการอนุมัติจาก Yum! Brands และต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของเจ้าของแบรนด์ ทั้งด้านประสบการณ์ในการบริหารร้านอาหาร ความแข็งแกร่งทางการเงิน และประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนกับแบรนด์คู่แข่ง
 
หากพิจารณาผู้เล่นรายสำคัญในตลาด จะพบว่าแต่ละรายมีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัด
 
1. CRG (Central Restaurants Group)
 

เป็นผู้เล่นที่มีประสบการณ์กับ KFC มากสุด หลังได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ตั้งแต่ปี 2527 ปัจจุบันมี 347 สาขา มีความเชี่ยวชาญในการบริหารแบรนด์ และมีระบบปฏิบัติการที่พร้อมอยู่แล้ว แต่ถ้าซื้อกิจการเพิ่มอาจทำให้สัดส่วนการถือครองร้าน KFC กระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นรายเดียว อาจไม่สอดคล้องกับแนวทางของ Yum! ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงผ่านผู้รับสิทธิ์หลายราย
 
2. MK Restaurants Group
 
MK เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ของประเทศ และยังไม่มีแบรนด์ไก่ทอดระดับประเทศอยู่ในพอร์ต จึงแทบไม่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จุดอ่อนคือบริษัทมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจร้านอาหารแบบ Full Service Restaurant มากกว่าธุรกิจ Quick Service Restaurant ที่มีรูปแบบการดำเนินงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านซัพพลายเชน ความเร็วในการให้บริการ และการบริหารสาขาจำนวนมาก
 
3. OR
 
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เคยมีประสบการณ์ลงทุนใน Texas Chicken ปัจจุบันยังมีการลงทุนในแบรนด์ Joe Wings แม้มีเครือข่ายทำเลในปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา รวมถึงมีแบรนด์ไก่ทอดในพอร์ต อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ดีลมีความซับซ้อนมากขึ้น หากต้องผ่านการพิจารณาของ Yum!
 
4. เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)
 

CP มีความแข็งแกร่งด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร และมีธุรกิจร้านอาหารอยู่จำนวนมาก บริษัทมีแบรนด์ไก่ทอดของตนเอง ทั้ง Chester's และไก่ย่างห้าดาว ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในมุมของเจ้าของแฟรนไชส์
 
5. กองทุน Private Equity
 
กลุ่มที่ถูกจับตามากที่สุดไม่ใช่บริษัทไทยเป็นกองทุน Private Equity ระดับภูมิภาค เพราะมีเงินทุนจำนวนมาก ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับแบรนด์ร้านอาหาร มีแนวโน้มลงทุนธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสด ก่อนเพิ่มมูลค่ากิจการแล้วขายต่อในอนาคต
 
6. นักลงทุนจากอินเดีย
 
การเข้าซื้อ RD โดย Devyani International ปี 2566 แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารจากอินเดียมีความสนใจตลาดประเทศไทยอย่างจริงจัง หาก QSA เปิดขายจริง ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากจะมีผู้เล่นจากอินเดียรายอื่นเข้าร่วมแข่งขัน
 
7. นักลงทุนตะวันออกกลาง
 
อีกกลุ่มคือผู้ประกอบการร้านอาหารวันออกกลาง มีประสบการณ์บริหารแฟรนไชส์ระดับโลกหลายแบรนด์ มีศักยภาพด้านเงินทุนสูง สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยยังถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน 
 
รายชื่อทั้งหมดข้างต้นยังเป็นเพียงการวิเคราะห์ตามโครงสร้างอุตสาหกรรมและคุณสมบัติของผู้ประกอบการ ขณะที่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และการอนุมัติจาก Yum! Brands

สรุป

หากการขายกิจการ QSA เกิดขึ้นจริง สิ่งที่เปลี่ยนมืออาจไม่ใช่เพียงเครือข่ายร้าน KFC กว่า 500 สาขา แต่คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของยุทธศาสตร์การเติบโตของไทยเบฟตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
 
บริษัทสร้างการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีพอร์ตการลงทุนใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น การสร้างมูลค่าอาจไม่ได้เกิดจากการซื้อสินทรัพย์เพิ่มอย่างเดียว แต่เกิดจากการคัดเลือกว่าธุรกิจใดควรลงทุนต่อ ธุรกิจใดควรเพิ่มน้ำหนัก และธุรกิจใดควรปลดล็อกมูลค่า เพื่อนำเงินไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า
 
ดังนั้น การขายกิจการที่ยังทำกำไรต่อเนื่อง จึงอาจไม่ใช่สัญญาณบ่งบอกว่าธุรกิจกำลังอ่อนแอ แต่เป็นการสะท้อนความเชี่ยวชาญในการจัดสรรเงินลงทุน ซึ่งบริษัทระดับโลกจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างการเติบโตระยะยาว แม้ขณะนี้กระบวนการยังอยู่ในขั้นของการสำรวจทางเลือก ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นหรือไม่ 
 
แต่ไม่ว่าดีลจะเดินหน้าหรือยุติลง คำถามสำคัญที่ข่าวนี้ทิ้งไว้ให้วงการธุรกิจ คือ การเติบโตขององค์กรธุรกิจใหญ่ๆ ในอนาคต อาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนกิจการที่ถือครองอีกต่อไป หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการบริหารพอร์ตการลงทุนให้สร้างผลตอบแทนสูงสุดในทุกช่วงของวัฏจักรธุรกิจ นั่นอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนมือของ KFC เสียด้วยซ้ำ 
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
1,195
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
1,186
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
1,055
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
1,046
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
414
ร้านฮาร์ดแวร์ท้องถิ่นมีหนาว! Dohome ToGo ย่อขนาด..
392
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด