บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
259
4 นาที
17 กรกฎาคม 2569
ถอดกลยุทธ์การเติบโตแฟรนไชส์ Molly Tea จากเซินเจิ้นสู่ 2,000 สาขาทั่วโลก 
 

ตลาดเครื่องดื่มชาพรีเมียมในประเทศไทยยังคงแข่งขันกันอย่างรุนแรง ท่ามกลางการถาโถมเข้ามาของแบรนด์ชาจากจีนที่ทยอยขยายกิจการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง หลังผู้บริโภคไทยเปิดรับเครื่องดื่มรูปแบบใหม่และให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ รสชาติ รวมถึงประสบการณ์ในการบริโภค ส่งผลให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องราคา แต่ขยับไปสู่การสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ การออกแบบร้าน และการนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับสินค้า
 
หนึ่งในผู้เล่นที่กำลังได้รับความสนใจ คือ Molly Tea แบรนด์ชานมมะลิจากเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ที่เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปี 2024 ก่อนปูพรมขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยชูจุดขายด้านชาดอกไม้ กลิ่นหอมของดอกมะลิ และแนวคิด Eastern Modern ที่นำวัฒนธรรมการดื่มชาของจีนมาผสมผสานให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมสร้างภาพลักษณ์พรีเมียมผ่านการออกแบบร้าน โลโก้ และมาสคอตที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
 
เส้นทางการเติบโตของ Molly Tea ในประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดชาพรีเมียม ซึ่งมีทั้งแบรนด์จีนและผู้ประกอบการไทยแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าแบรนด์ชานมมะลิจากเซินเจิ้นจะสามารถสร้างฐานลูกค้าและเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
 
Molly Tea คือใคร
 

ภาพจาก https://cn.mollytea.com

Molly Tea (โม่ลี่หน่ายป๋าย) เป็นแบรนด์เครื่องดื่มชาสัญชาติจีนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน โดยมี Zhang Bochung เป็นผู้ก่อตั้ง แบรนด์ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดในการยกระดับวัฒนธรรมการดื่มชาของจีนให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่านการผสมผสานภูมิปัญญาการชงชาแบบดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ร้านในรูปแบบร่วมสมัย
 
แรงบันดาลใจสำคัญของแบรนด์มาจาก "ดอกมะลิ" และดอกไม้สีขาวของโลกตะวันออก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหอมละมุนและความประณีต Molly Tea จึงพัฒนาเครื่องดื่มที่เน้นการดึงเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมจากดอกไม้มาผสมผสานกับชาและนม จนกลายเป็นจุดขายสำคัญของแบรนด์
 
ภายใต้แนวคิด New Chinese Style และ Eastern Modern Molly Tea พยายามตีความวัฒนธรรมการดื่มชาของจีนในมิติใหม่ ให้มีความทันสมัย สวยงาม และเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งในด้านรสชาติ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และบรรยากาศภายในร้าน จนสามารถสร้างภาพจำในฐานะแบรนด์ชาดอกไม้พรีเมียมที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด

จุดเด่นของแบรนด์
 

ภาพจาก https://cn.mollytea.com

สิ่งที่ทำให้ Molly Tea แตกต่างจากแบรนด์ชาทั่วไป คือการให้ความสำคัญกับกลิ่นหอมของดอกไม้ควบคู่กับคุณภาพของวัตถุดิบ โดยแบรนด์คัดสรรใบชาจากแหล่งปลูกบนภูเขาสูง ก่อนนำมาผสมกับดอกมะลิสดด้วยกรรมวิธีเฉพาะ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของชาจีนที่มีกลิ่นหอมละมุน นอกจากนี้ยังเลือกใช้นมโคสดแท้จากฟาร์ม รวมถึงนมโอ๊ต เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทางเลือกด้านสุขภาพมากขึ้น
 
เมนูซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ได้แก่ Premium Jasmine Milk Tea ชานมมะลิสูตรต้นตำรับ Snowy Jasmine ชานมมะลิปั่นพร้อมสโนวี่วิปครีม และ Premium Jasmine Oat Milk Tea ที่ใช้นมโอ๊ตเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งสะท้อนแนวคิดการผสมผสานชาแบบดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่
 
Molly Tea ยังให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ ผ่านการใช้โทนสีชมพู ขาว และดำ เป็นเอกลักษณ์ของร้านและบรรจุภัณฑ์ พร้อมออกแบบร้านในสไตล์เรียบหรู และวางมาสคอต Molly ขนาดใหญ่ไว้ภายในร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่จดจำได้และช่วยดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมถ่ายภาพและแชร์ประสบการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
 
เติบโตอย่างรวดเร็วจากจีนสู่ตลาดโลก
 

ภาพจาก www.mollytea.co.th

แม้ Molly Tea จะเปิดตัวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่แบรนด์กลับสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากกระแสความนิยมของเครื่องดื่มชาพรีเมียมในประเทศจีน ประกอบกับการสร้างความแตกต่างผ่านคอนเซ็ปต์ "ชาดอกไม้"ซึ่งยังมีคู่แข่งไม่มากนักในเวลานั้น
 
หลังเริ่มเปิดให้ลงทุนแฟรนไชส์ในปี 2023 Molly Tea ได้เร่งขยายเครือข่ายไปยังเมืองสำคัญทั่วประเทศจีน ก่อนต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ไทย และอีกหลายประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบันแบรนด์มีสาขามากกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2025)
 
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ Molly Tea ได้รับการยอมรับจาก China Insights Consultancy (CIC) ในฐานะแบรนด์ชาสดที่โดดเด่นด้านการพัฒนาชาดอกไม้ เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดเครื่องดื่มชาแนวใหม่ของจีนที่กำลังขยายอิทธิพลสู่ตลาดโลก
 
กลยุทธ์แฟรนไชส์ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
 

ภาพจาก www.mollytea.co.th

เบื้องหลังการเติบโตของ Molly Tea ไม่ได้เกิดจากการเร่งขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางระบบแฟรนไชส์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผู้ลงทุนและความยั่งยืนของธุรกิจ โดยในแต่ละปีมีผู้สนใจสมัครเป็นแฟรนไชส์มากกว่า 10,000 ราย แต่คัดเลือกและอนุมัติเพียงประมาณ 100 รายเท่านั้น เพื่อรักษามาตรฐานการบริหารร้านและคุณภาพสินค้าให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
 
แนวทางดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของแฟรนไชส์ซีมากกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนสาขา โดยบริษัทเลือกขยายเครือข่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเองระหว่างสาขา และสร้างโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยลดต้นทุนการลงทุน คือการปรับรูปแบบร้านจากขนาดมาตรฐานประมาณ 60 ตารางเมตร เหลือเพียงราว 35 ตารางเมตร ทำให้ลดค่าเช่าพื้นที่และค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้าน ขณะเดียวกันยังสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการและประสบการณ์ของลูกค้าได้ ส่งผลให้โมเดลธุรกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และรองรับการขยายสาขาในทำเลที่หลากหลายทั้งในประเทศจีนและตลาดต่างประเทศ
 
ทำไม Molly Tea เลือกสหรัฐฯ ก่อนอาเซียน
 
แม้หลายแบรนด์เครื่องดื่มจากจีนจะเลือกขยายธุรกิจเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นลำดับแรก แต่ Molly Tea กลับเลือกเปิดตลาดต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา โดยมองว่าตลาดดังกล่าวยังมีช่องว่างสำหรับเครื่องดื่มชาพรีเมียม และมีการแข่งขันน้อยกว่าหลายประเทศในอาเซียนที่มีผู้เล่นจำนวนมากอยู่แล้ว
 
อีกปัจจัยสำคัญคือการมีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการดื่มชาของจีน และพร้อมเปิดรับแบรนด์ใหม่จากประเทศบ้านเกิด ทำให้ Molly Tea สามารถสร้างฐานลูกค้าเริ่มต้นได้ง่าย ก่อนขยายไปสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง
 
สาขาต่างประเทศแห่งแรกของแบรนด์เปิดให้บริการที่ย่านฟลัชชิง นครนิวยอร์ก ซึ่งมีประชากรเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยราว 480,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน สะท้อนการตอบรับที่ดีของตลาด 
 
ขณะที่สาขาแห่งที่ 2 ในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก ซึ่งเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2024 สามารถทำยอดขายวันแรกได้มากกว่า 28,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสร้างรายได้รวมกว่า 82,000 ดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 3 วัน กลายเป็นหนึ่งในสถิติยอดขายที่โดดเด่นของแบรนด์ชาจีนในตลาดต่างประเทศ
 
ความสำเร็จดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันให้ Molly Tea เดินหน้าขยายสาขาไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งแคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และประเทศไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญของเครื่องดื่มชาพรีเมียมในภูมิภาคเอเชีย
ปักหมุดตลาดไทย เดินเกมขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
 
Molly Tea เปิดสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2024 ที่ศูนย์การค้า Centerpoint Siam Square ภายในสยามสแควร์ ซอย 3 พร้อมจัดกิจกรรมเปิดตัวและเชิญศิลปินไทยร่วมสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังซื้อหลักของตลาดเครื่องดื่มพรีเมียม
 
หลังเปิดตัวได้ไม่นาน แบรนด์ได้ทยอยขยายสาขาไปยังศูนย์การค้าหลายแห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ One Bangkok, Central Pinklao, Central Westgate, Central Chaengwattana, The Mall Lifestore Bangkae, The Mall Lifestore Bangkapi, Seacon Square Srinakarin และ Future Park Rangsit ปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการแล้วราว 10 กว่าแห่ง และยังมีแผนขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
 
ด้านผลิตภัณฑ์ Molly Tea ยังคงใช้จุดขายเดียวกับตลาดจีน โดยเน้นเครื่องดื่มชาดอกไม้และชานมมะลิเป็นเมนูหลัก มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 110–160 บาทต่อแก้ว ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มชาพรีเมียม และแข่งขันกับแบรนด์ชาต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
 
สมรภูมิชาพรีเมียมไทย กับโจทย์ท้าทายของ Molly Tea
 

ภาพจาก www.mollytea.co.th

แม้ Molly Tea จะมีจุดแข็งด้านเอกลักษณ์ของชาดอกไม้และภาพลักษณ์แบรนด์ที่แตกต่าง แต่การเติบโตในประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเครื่องดื่มชาพรีเมียม ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นจากจีนเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้ง CHAGEE, MIXUE และ ChaPanda รวมถึงแบรนด์ท้องถิ่นที่เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ร้านเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค
 
ความท้าทายของตลาดไทยไม่ได้อยู่เพียงจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่พร้อมทดลองแบรนด์ใหม่อยู่เสมอ ทำให้การสร้างฐานลูกค้าประจำเป็นเรื่องไม่ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่าเครื่องดื่มทั่วไป
 
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของครัวเรือนยังเป็นอีกปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือยหรือเครื่องดื่มระดับพรีเมียมมักได้รับผลกระทบก่อนสินค้าในกลุ่มแมส ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ ต้องสร้างความแตกต่างทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสบการณ์ของลูกค้า และการบริหารต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
 
สำหรับ Molly Tea บทพิสูจน์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จจากการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสมรภูมิชาพรีเมียมที่มีการแข่งขันเข้มข้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
 
บทเรียนคดีเครื่องหมายการค้า Molly Tea
 

ภาพจาก https://cn.mollytea.com

นอกเหนือจากการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว Molly Tea ยังต้องเผชิญประเด็นด้านกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจในแวดวงธุรกิจ
 
ในปี 2025 บริษัท Louis Vuitton แบรนด์แฟชั่นระดับโลก ได้ยื่นฟ้องบริษัทแม่ของ Molly Tea ต่อศาลในประเทศจีน โดยกล่าวหาว่าโลโก้รูปดอกไม้ 4 กลีบของแบรนด์มีลักษณะคล้ายกับลวดลาย Monogram ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่ Louis Vuitton จดทะเบียนและได้รับความคุ้มครองไว้ก่อน
 
ศาลประชาชนระดับกลางเมืองซูโจวมีคำพิพากษาในชั้นต้นว่า Molly Tea มีความผิดฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน หรือประมาณ 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ของ Molly Tea ได้ประกาศใช้สิทธิอุทธรณ์ โดยยืนยันว่าจะต่อสู้คดีตามกระบวนการกฎหมาย ทำให้คดียังไม่สิ้นสุด และผลคำพิพากษาอาจเปลี่ยนแปลงได้ในชั้นศาลที่สูงขึ้น
 
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างแบรนด์ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการออกแบบชื่อหรือโลโก้ให้โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบสิทธิในเครื่องหมายการค้าอย่างรอบคอบก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้หลักการ First to File หรือผู้ที่ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อน ย่อมได้รับสิทธิความคุ้มครองก่อน แม้ว่าจะประกอบธุรกิจคนละประเภทก็ตาม
 
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของแฟรนไชส์ คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่เริ่มต้น อาจช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทที่อาจสร้างความเสียหายต่อทั้งธุรกิจ ชื่อเสียง และต้นทุนในการดำเนินคดีในอนาคต

บทสรุป
 
การเติบโตของ Molly Tea สะท้อนให้เห็นถึงกระแสการขยายตัวของแบรนด์ชาจีนยุคใหม่ ที่นำวัฒนธรรมการดื่มชาแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับการสร้างแบรนด์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์การบริโภคในรูปแบบร่วมสมัย จนสามารถขยายธุรกิจจากเมืองเซินเจิ้นสู่ตลาดโลกได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
 
ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้เกิดจากรสชาติของเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการวางกลยุทธ์แฟรนไชส์ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ การสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน และการเลือกขยายตลาดอย่างมีทิศทาง ส่งผลให้ Molly Tea กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ชาพรีเมียมที่ได้รับการจับตามองในหลายประเทศ
 
การเดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยยังเป็นอีกบททดสอบสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งแบรนด์จีนและผู้ประกอบการในประเทศ ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงข้อจำกัดด้านกำลังซื้อในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ Molly Tea ในประเทศไทยอาจไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษามาตรฐานสินค้า สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และทำให้ผู้บริโภคเลือกกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดชาพรีเมียมของไทยในระยะยาว
 
แหล่งข้อมูล 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
430
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
406
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
397
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
395
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
369
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
350
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด