บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
265
4 นาที
10 กรกฎาคม 2569
จิตวิทยารีฟิล Fast Food & Buffet กินได้ฟรีㆍมีไม่อั้นㆍกำไรเหลือๆ
 

อาหารบริการด่วนหรือฟาสต์ฟู้ด ยังคงเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศ แม้ว่าผู้บริโภคจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูง แต่หัวใจของฟาสต์ฟู้ดที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า ยังเป็นคีเวิร์ดสำคัญทำให้มีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ถ้าดูตัวเลขในไทยตลาดนี้มีมูลค่าประมาณ 600,000 ล้านบาท และคนไทยกว่า 40% ใช้บริการฟาสต์ฟู้ดถึง 4 ครั้ง/สัปดาห์ กลุ่มลูกค้าสำคัญคือวัยรุ่น , คนวัยทำงาน ที่อายุประมาณ 18-35 ปี 
 
ในระดับโลกฟาสต์ฟู้ดก็มีมูลค่าสูงเช่นกันประมาณ 690,000 ล้านเหรียญ อัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 5.7% ต่อปี โดยอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดฟาสต์ฟู้ดใหญ่สุดในโลกคิดเป็นส่วนแบ่งประมาณ 28% จากทั่วโลก เนื่องจากมีวัฒนธรรมการกินอาหารบนรถยนต์และครอบครัวเดี่ยวที่ทำงานนอกบ้านทั้งสามีภรรยามีจำนวนสูงมาก
 
กลยุทธ์สำหรับดึงดูดลูกค้าของ “ฟาสต์ฟู้ด”
 

หากวิเคราะห์รูปแบบของร้านฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่มีแนวทางการทำตลาดที่คล้ายกัน อาจจะแตกต่างกันในเรื่องภาพลักษณ์ และเมนู ที่พยายามสร้างจุดเด่น แต่โครงสร้างทั่วไปถือว่าใกล้เคียงกันมาก ได้แก่
 
  1. กลยุทธ์ Decoy Pricing คือการทำสินค้าให้มีขนาดเล็ก - กลาง - ใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายที่สร้างรายได้มากขึ้น
  2. กลยุทธ์ The Golden Triangle หรือเทคนิคการวางเมนูที่เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าว่าส่วนใหญ่จะเริ่มมองตรงกลางก่อนจะดูไปทางบนขวาและบนซ้าย เมนูในร้านจึงมักจะถูกจัดวางในโซนเหล่านี้
  3. การใช้ระบบตู้สั่งอาหารอัตโนมัติ ที่ตอบโจทย์กับเรื่องความสะดวก รวดเร็ว และตู้อาหารยุคใหม่ยังมีระบบแนะนำเมนูเพิ่มที่สถิติระบุว่าสามารถเพิ่มมูลค่าออร์เดอร์เฉลี่ยได้สูงถึง 20%
  4. กลยุทธ์ Loyalty Program เป็นเทคนิคที่ทำให้ร้านมีฐานลูกค้ามากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าลูกค้าประจำของร้านมียอดใช้จ่ายครั้งสูงกว่าลูกค้าทั่วไป 15% และในปัจจุบัน 40% ของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปหาคู่แข่งทันทีหากพบว่ามีแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานง่าย ได้สิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า
  5. จิตวิทยาของ “สี” และ “เสียง” ซึ่งเราเห็นได้ชัดเจนว่าสีที่ใช้กันมากในวงการคือแดงกับเหลือง อย่างเช่น McDonald's, KFC, Burger King เป็นต้น เพราะทางจิตวิทยาสีแดงช่วยกระตุ้นความรู้สึกตื่นเต้น ส่วนสีเหลืองเชื่อมโยงกับความสุขและเป็นมิตร เมื่อ 2 สีนี้รวมกันมีผลในการกระตุ้นความอยากอาหาร เร่งให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น
และปัจจุบันฟาสต์ฟู้ดก็พัฒนาไปตามสังคมยุคใหม่เน้นช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้น จากสถิติระบุว่าธุรกิจฟาสต์ฟู้ดสร้างยอดขายกว่า 75% จากช่องทาง Drive-Thru และกว่า 70% ของลูกค้ามาถึงร้านโดยที่ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกินอะไร แต่มาตัดสินใจหน้าร้านโดยเลือกสินค้าจากป้ายโฆษณาหรือรูปภาพบนหน้าจอร้าน
 
กลยุทธ์ “น้ำรีฟิล” ความลับเพิ่มกำไร “ฟาสต์ฟูด”
 

คนที่เคยไปฟาสต์ฟู้ดย่อมต้องคุ้นเคยกับการกดน้ำแบบ “รีฟิล” มองอย่างผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นการคืนกำไรให้ลูกค้าแต่ในความจริงนี่คือจิตวิทยาขั้นสูงที่คำนวณต้นทุนทุกอย่างไว้พร้อม และทำให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งวิธีนี้ยังทำให้เกิดความรู้สึกกับลูกค้าคือ
  • รู้สึกชนะและคุ้มค่า เพราะสมองเราตอบสนองต่อคำว่า “ฟรี” , “ไม่อั้น” เมื่อเราเห็นว่าจ่ายเงินซื้อแค่แก้วเดียวแต่เติมได้ตลอดทำให้เกิดความรู้สึกได้เปรียบทันที
  • ลดความรู้สึกจ่ายแพง เพราะหากขายแยกเป็นน้ำอัดลม 1 แก้ว กับเมนูอาหาร ลูกค้าอาจรู้สึกว่าแพง แต่พอเอาไปจัดเซตรวมกันความรู้สึกต่างทันที
  • กฎแห่งการตอบแทน เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ให้สิทธิพิเศษหรือมีน้ำใจ ความรู้สึกนี้ทำให้เกิด Brand Loyalty ที่จะกลายเป็นลูกค้าประจำได้มากขึ้น
“น้ำรีฟิล” ต้นทุนเพิ่มแค่ไหน? ได้กำไรเพิ่มเท่าไหร่?
 
น่าจะเป็นสิ่งที่คนสงสัยกันมากว่าการที่ยอมให้ลูกค้ากดเติมได้ไม่อั้น แล้วร้านจะขาดทุนไหม? จากการคำนวณในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด ต้นทุนรวมของน้ำอัดลม 1 แก้ว รวมแก้วและน้ำหวานแล้ว อยู่ที่ประมาณ 3 - 5 บาท เท่านั้น ขณะที่ราคาขายจริงหน้าร้านอยู่ที่ 35 - 45 บาท เท่ากับว่าแบรนด์มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงถึง 80% - 90%++ และความจริงในทางชีววิทยาระบุว่า มนุษย์ทั่วไปมีความสามารถในการดื่มน้ำอัดลมจำกัดอย่างมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 แก้วเท่านั้น เพราะแก๊สและความหวานจะทำให้รู้สึกอิ่มและแน่นท้อง

ดังนั้น ต่อให้ลูกค้าเดินไปเติมรอบที่ 3 หรือ 4 ต้นทุนของร้านก็เพิ่มขึ้นเพียงแค่ไม่กี่สตางค์จากตัวน้ำหวาน แต่แบรนด์ได้กำไรจากราคาแก้วแรกไปเรียบร้อยแล้ว
 
และถ้ามองในเรื่องของสัดส่วนรายได้พบว่า “เครื่องดื่ม” ไม่ได้เป็นเพียงเมนูเสริมแต่คือตัวทำกำไรหลัก หากขาดรายได้จากส่วนนี้ฟาสต์ฟู้ดจำนวนมากจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าแรงและค่าวัตถุดิบอาหารที่พุ่งสูงขึ้นได้เลย แม้ในแง่ของปริมาณยอดขายเมนูอย่างเบอร์เกอร์หรือไก่ทอดจะเป็นตัวดึงดูดลูกค้า แต่เครื่องดื่มกลับมีส่วนในการสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 10% - 15% ของยอดขายรวมในร้านฟาสต์ฟู้ด
 
ไม่ใช่แค่นั้นกลยุทธ์น้ำรีฟิลที่ให้ลูกค้ากดน้ำบริการตัวเองได้ ยังส่งผลลัพธ์เชิงบวกต่อธุรกิจที่ช่วยลดภาระงานของพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ ทำให้พนักงานรับออเดอร์และส่งอาหารได้เร็วขึ้น (Speed of Service) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Fast Food
 
McDonald’s / Taco Bell / Subway สร้างยอดขายด้วย “น้ำรีฟิล”
 

ภาพจาก https://citly.me/6eDn1

หากพูดถึงแบรนด์ที่เป็นผู้บุกเบิกกลยุทธ์นี้จนประสบความสำเร็จต้องยกให้ Taco Bell ที่ร่วมมือกับ PepsiCo คิดค้นน้ำรสชาติพิเศษ ซึ่งมีขายเฉพาะที่ร้าน Taco Bell เท่านั้น จากนั้นก็เริ่มติดตั้งตู้น้ำดื่มนี้ไปทั่วทุกสาขาในอเมริกาสร้างรายได้เป็นสัดส่วนสูงถึง 6% ของยอดขายรวมทั้งหมดของ Taco Bell ในอเมริกา
 
หรือการที่ McDonald’s เคยใช้กลยุทธ์การขายน้ำอัดลมทุกไซส์ราคา 1 ดอลลาร์ เป้าหมายไม่ใช่การขายเอากำไรจากตัวน้ำอัดลมโดยตรง แต่สถิติชี้ว่า ลูกค้าที่ตั้งใจมาซื้อน้ำอัดลม 1 ดอลลาร์ มากกว่า 70% จะยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อเบอร์เกอร์หรือเฟรนช์ฟรายส์ด้วย จึงเป็นการช่วยดันยอดขายต่อบิล ให้พุ่งสูงขึ้นทันที
 
รวมถึงกรณีของร้านแซนด์วิช Subway ที่ใช้กลยุทธ์จัดชุดคอมโบโดยการเสนอให้ลูกค้าเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยจากราคาแซนด์วิชอย่างเดียว เพื่อรับคุกกี้และน้ำรีฟิล ซึ่งพบว่าวิธีนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าออเดอร์เฉลี่ยให้กับร้าน Subway ได้มากถึง 20% - 25% เมื่อเทียบกับลูกค้าที่เดินมาสั่งเฉพาะแซนด์วิชอย่างเดียว
 
อย่างไรก็ดีกลยุทธ์น้ำรีฟิลแม้จะได้ผลดีในอเมริกาและหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย) แต่ในฝั่งยุโรป กลับพบว่าร้านฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่ยังคิดเงินค่าน้ำแยกเป็นแก้วๆ หรือถ้าเป็นขวดแก้วก็จะไม่มีการรีฟิล ด้วยเหตุผลว่าคนยุโรปบริโภคน้ำอัดลมน้อยกว่าคนอเมริกัน นโยบายการเติมไม่อั้นจึงไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้

รวมถึงข้อบังคับทางกฏหมายในบางประเทศเช่นฝรั่งเศส ที่มีกฎหมายตั้งแต่ปี 2017 ในการควบคุมการให้บริการน้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานแบบรีฟิลฟรีไม่อั้น (Unlimited Refills Ban) ในร้านอาหารและพื้นที่สาธารณะ เพื่อต่อสู้กับโรคอ้วนและปัญหาเบาหวานในประชากร
 
กลยุทธ์รีฟิลฟรีไม่อั้น! ใช้กับวัตถุดิบอื่นๆได้
 
การรีฟิลไม่ใช่จะมีแค่น้ำอัดลมเท่านั้น ร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วโลกยังใช้ “กลยุทธ์รีฟิลฟรีไม่อั้น” (Bottomless / Unlimited Refills) ไว้ในเมนูประเภทอื่นด้วยเช่นกัน โดยอิงอยู่บนหลักการเดิมคือ วัตถุดิบต้นทุนต่ำ แต่ให้ความรู้สึกคุ้มค่าแก่ลูกค้าอย่างมหาศาล มีสินค้าทีรีฟิลได้เช่น

1.เฟรนช์ฟรายส์รีฟิล
 
ภาพจาก https://citly.me/ihpYF

มันฝรั่งทอดคือหนึ่งในวัตถุดิบที่ต้นทุนถูกในร้านฟาสต์ฟู้ด และเป็นเมนูที่ลูกค้าชอบมาก ยกตัวอย่าง Red Robin เริ่มนำนโยบาย เฟรนช์ฟรายส์แบบเติมฟรีไม่อั้น มาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1994 เพื่อเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และดึงดูดกลุ่มลูกค้าแบบครอบครัวที่ต้องการความคุ้มค่า ซึ่งนโยบายนี้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าและภาพจำของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน

ถ้ามองในหลักการแล้ว มันฝรั่งคือคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซับน้ำและน้ำมัน เมื่อลูกค้ารับประทานไปพร้อมกับเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่และน้ำอัดลม สมองจะสั่งการให้อิ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเติมเพิ่มเฉลี่ยเพียงแค่ 1–2 รอบเท่านั้น

ซึ่งวิธีการเบื้องต้น พนักงานเสิร์ฟของ Red Robin จะได้รับการอบรมมาว่า การเติมรอบแรกจะให้ในปริมาณเต็มตะกร้า (ประมาณ 10 ออนซ์) แต่การขอกดเติมในรอบถัดๆ ไป (Refills) พนักงานจะเสิร์ฟในถ้วยหรือตะกร้าที่ขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 5 ออนซ์) เพื่อเสิร์ฟให้ร้อนอยู่เสมอและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้ด้วย
 
2.ซอสและเครื่องเคียง
 
ภาพจาก www.facebook.com/fiveguys

เครื่องจิ้มและผักเคียงเป็นตัวช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารจานหลัก หลายแบรนด์เลือกนำมาใช้กลยุทธ์รีฟิล ยกตัวอย่างเช่น Five Guys ร้านเบอร์เกอร์ระดับพรีเมียม มีกลยุทธ์แจก ถั่วลิสงอบเปลือกฟรีไม่อั้น ให้ลูกค้าระหว่างยืนรอออเดอร์

รวมถึงท็อปปิ้งผักและซอสในเบอร์เกอร์ที่เลือกใส่กี่อย่างก็ได้ฟรี หรือการที่ร้านทงคัตสึหลายๆ แห่งใช้กลยุทธ์เติมข้าว , ซุปมิโสะ , กะหล่ำปลีแกะฝอย ฟรีไม่อั้น ซึ่งจิตวิทยาในการรับประทานพบว่า กะหล่ำปลีฝอยซึ่งต้นทุนต่ำแต่ถูกรีฟิลมากที่สุด เพราะลูกค้ารู้สึกว่าการกินของทอดคู่กับผักสดๆจะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยได้มากขึ้น
 
3.ซุปและสลัดบาร์
 
ซุปส่วนใหญ่มีส่วนประกอบหลักคือน้ำและแป้ง ส่วนสลัดคือผักใบเขียวและน้ำสลัด ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบต้นทุนต่ำและเตรียมง่ายในหม้อใหญ่ๆ กลยุทธ์นี้ช่วยเร่งความเร็วในการเสิร์ฟ เพราะพนักงานสามารถตักใส่ชามไปเสิร์ฟได้ทันทีโดยไม่ต้องรอทำใหม่ และเติมเต็มความรู้สึกลูกค้าให้รู้สึกอิ่มได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้วิธีนี้คือ Olive Garden ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน ที่ใช้วิธีจ่ายราคาเดียวได้ทั้งซุป สลัด และขนมปังอบร้อนๆ เติมฟรีได้ตลอด
 
ซึ่งกลยุทธ์เติมไม่อั้นนี้นอกจากฟาสต์ฟู้ดใช้แล้วยังประยุกต์ใช้กับธุรกิจอื่นได้ด้วยอย่างเช่นธุรกิจเครื่องเขียนที่มีกลยุทธ์เติมหมึกรีฟิลฟรี เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำปากกาด้ามเดิมกลับมาใช้ได้อีกครั้ง หรือการที่ร้านเครื่องดื่มใช้สิทธิ์ลูกค้านำแก้วของทางร้านกลับมาเติมเครื่องดื่มได้โดยลดราคาให้เป็นพิเศษ เป็นต้น นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดี แม้บางทีจะดูเหมือนใจดีแต่ความจริงคือเหตุผลหลักจริงๆ คือต้องการเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้มากที่สุด

อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
415
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
394
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
392
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
385
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
336
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด