บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
406
3 นาที
2 มิถุนายน 2569
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
 

ฟุตบอลโลก 2026 ที่ มีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม จะเริ่มแข่งขันวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2569 ถ้าถามคนที่ชอบดูบอลก็อาจบอกว่านี่คือมหกรรมกีฬาระดับโลกที่ยังไงก็ต้องดูให้ได้ แต่อีกส่วนคือคนที่ไม่ได้ชอบดูบอลอาจมองเรื่องนี้แบบไม่ได้สนใจอะไร ดูก็ได้ไม่ดูก็ได้
 
แต่ในมุมหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ภาครัฐนำเอากีฬาระดับโลกเข้ามาให้คนไทยได้ชมถือเป็นดัชนีชี้วัดความสามารถและเสถียรภาพของภาครัฐในยุคนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เราจึงเห็นความพยายามที่ภาครัฐใช้ทุกช่องทางเพื่อให้คนไทยได้ดูบอลฟรี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติศรัทธาในวงกว้าง 
 
ค่าลิขสิทธิ์บอลโลกปี 2026 แต่ประเทศจ่ายไม่เท่ากัน!
 
โดย FIFA จะคำนวณราคาจาก มูลค่าตลาดโฆษณา และ กำลังซื้อของประชากร เป็นหลัก อย่างในอเมริกาต้องยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท ควบรวมบอลโลก 3 ครั้งตั้งแต่ปี 2018 , 2022 และในครั้งนี้คือ 2026 
 
ส่วนประเทศในแถบยุโรปที่ฟุตบอลคือกีฬายอดนิยมก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงเช่นกันในระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ ส่วนในประเทศทางเอเชียราคาประเมินอยู่ที่ 30-50 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,100 – 1,800 ล้านบาท 
 
แต่ก็มีข้อยกเว้นอีกเช่นกันอย่างเช่นประเทศจีนที่ FIFA ประเมินว่ามีประชากรจำนวนมาก กำลังการซื้อสูง ในปี 2026 นี้มีรายงานว่า FIFA เรียกค่าลิขสิทธิ์จากจีนสูงถึง 250–300 ล้าน เหรียญหรือ ประมาณ 9,000 ล้านบาท แต่ในภายหลังก็มีการต่อรองเพื่อให้ลดราคาลงมา 
 
ขณะที่อินเดียก็มีประชากรเยอะไม่แพ้กันแต่ฟุตบอลไม่ใช่กีฬายอดนิยมของประเทศนี้ ค่าลิขสิทธิ์ของอินเดียจึงอยู่ที่ประมาณ 35 – 60 ล้านเหรียญซึ่งถือว่าถูกกว่าจีนมาก เช่นเดียวกับในเกาหลีใต้ที่แม้จะมีประชากรน้อยกว่าในหลายประเทศ 
 
แต่ค่าลิขสิทธิ์กลับสูงมากประมาณ 125 ล้านเหรียญ เนื่องจากฟุตบอลในเกาหลีใต้คือกีฬายอดนิยมและมีการแข่งขันระหว่างสถานีโทรทัศน์ อย่างดุเดือด 
 
ฟุตบอลโลก 2026 คนไทยอาจเจอ “จอดำ”
 

ภาพจาก https://citly.me/BcAmI

ถึงแม้จะมีกระแสว่าเอาแน่ ยังไงก็ต้องเอา แต่ตอนนี้เริ่มจะไม่แน่ใจ และมีแนวโน้มว่าคนไทยอาจต้องอดดูฟุตบอลโลก 2026 เหตุผลก็ง่ายนิดเดียวคือค่าลิขสิทธิ์ที่สูงลิ่วกว่า 1,700 ล้านบาท 
 
กลัวว่าจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มเสีย แถมตอนนี้เศรษฐกิจก็ซบเซา หลายฝ่ายจึงมองว่าถ้าซื้อมายังไงก็ไม่คุ้ม สู้เอาเงินตรงนี้ไปพัฒนาประเทศในส่วนอื่นจะดีกว่า
 
แม้ว่าใน 4 ครั้งหลังสุดที่ผ่านมาตั้งแต่ฟุตบอลโลก ปี 2010 , 2014 , 2018 และ 2022 คนไทยไม่เคยพลาดและได้รับชมฟุตบอลโลกมาโดยตลอดแม้บางปีจะซื้อลิขสิทธิ์มาแบบเฉียดฉิวก็ตาม แต่ถ้าย้อนไปดูจะพบว่าค่าลิขสิทธิ์ไม่ได้แพงสุดขีดเหมือนคราวนี้ 
 
อย่างในปี 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพตอนนั้นค่าลิขสิทธิ์แค่ 300-400 ล้านบาท หรือที่แพงสุดที่เคยซื้อมาก็ปี 2022 ที่มูลค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงถึง 1,200 – 1,400 ล้านบาท
 
เงิน 1,700 ล้านบาท! ลงทุนยังไงก็ไม่คุ้ม?
 

ภาพจาก www.facebook.com/fifa

หากสุดท้ายแล้วประเทศไทยตัดสินใจไม่ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกครั้งนี้จริง ซึ่งตามตัวเลขแล้วจะพบว่า แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 1,300 ล้านบาท บวกภาษีและค่าดำเนินการทางเทคนิคอีก 400 ล้านบาท จึงกลายเป็น 1,700 ล้านบาท 
 
ในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจการลงทุน 1,700 ล้านบาทนี้ ยากมากที่จะคุ้มทุน ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ
 
1.ขายโฆษณาได้ยาก เพราะเป็นการแข่งขันที่สหรัฐฯ, แคนาดา, และเม็กซิโก เวลาส่วนใหญ่จะตรงกับ ช่วงเช้ามืดหรือช่วงเช้า (6.00 - 10.00 น.) ของไทย ถ้าดูโปรแกรมการแข่งจะพบว่า คู่ที่เร็วที่สุดคือ 23.00 น. หรือเที่ยงคืน ส่วนคู่ถัดไปคือตี 2 และถ่ายทอดไปจนถึงสายๆ ในบางคู่
 
การที่ไม่ใช่ช่วง Prime Time คือ 20.00 – 23.00 น. เรตติ้งทางโทรทัศน์จะตกลงโดยปริยาย เพราะเอเจนซี่โฆษณาจะคำนวณค่า CPRP (Cost Per Rating Point) หรือต้นทุนต่อการเข้าถึงผู้ชมแล้วพบว่า ไม่คุ้ม ส่งผลให้ทีวีที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดไม่สามารถตั้งราคาโฆษณาแพงๆ ได้
 
2.การรับชมถ่ายทอดผ่านโทรศัพท์มือถือ  คืออีกประเด็นที่ทำให้การลงทุนไม่คุ้ม คือพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือในการรับชมเป็นหลัก แต่ข้อดีของการใช้โทรศัพท์คือแพลตฟอร์มจะสามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้ เช่น อายุ พิกัดที่อยู่ พฤติกรรมการกดดู ทำให้มี Data สำหรับการทำตลาดในอนาคตได้ 
 
และอีกเหตุผลที่น่าสนใจคือแฟนบอลจำนวนมากเลือกที่จะไม่ดูการแข่งขันแบบเต็มแมตช์ แต่จะเน้นเปิดดูคลิปไฮไลต์ ประตูสำคัญ หรือจังหวะดราม่าสั้นๆ เพียง 1-2 นาที บน TikTok, YouTube หรือ Facebook เท่านั้น
 
สิ่งที่จะได้จริงหากทุ่มซื้ออาจไม่ใช่กำไรในเชิงตัวเลขแต่จะเป็นความสุขทางใจของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ไม่ได้นิยมในกีฬาฟุตบอลอาจมองได้ว่าเรื่องนี้ไร้ประโยชน์
 
เงิน 1,7000 ล้านบาท เปลี่ยนเป็นอะไรได้บ้าง?
 

ภาพจาก https://citly.me/BcAmI

ข่าวที่รัฐบาลบอกว่าจะพับแผนลิขสิทธิ์บอลโลก ก็มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นด้วย เพราะหากนำเงินก้อนนี้กลับคืนสู่ระบบงบประมาณ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมได้มาก เช่น:
 
การนำไปพัฒนาโครงสร้างฟุตบอลไทยในระยะยาว แทนที่จะจ่ายให้ฟีฟ่า (FIFA) เพื่อดูการแข่งขันเพียง 1 เดือน เราสามารถสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับวงการฟุตบอลไทยได้ หรือหากแบ่งใช้ปีละ 200–300 ล้านบาท 
 
เงินก้อนนี้จะสามารถพัฒนาลีกเยาวชน ศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ (Academy) รวมถึงสนับสนุนสโมสรขนาดเล็กในไทย ได้นานถึง 5–8 ปีเต็ม
 
และเงินก้อนเดียวกันนี้ยังสามารถสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานสากลพร้อมไฟส่องสว่างกระจายไปตามชุมชนและโรงเรียนทั่วประเทศได้มากกว่า 500-600 สนาม เพื่อให้เด็กๆ มีพื้นที่ออกกำลังกายและฝึกซ้อม
 
การนำเงินไปอัดฉีดด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถใช้เป็นทุนหมุนเวียน SME และวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ผู้ประกอบการรายย่อยรายละ 50,000 บาท ได้สูงถึง 34,000 ราย 
 
หรือจะเลือกนำไปยกระดับคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขด้วยการซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ โรงพยาบาลชุมชน , ซื้อเครื่องฟอกไต , รถพยาบาลฉุกเฉิน กระจายไปยังโรงพยาบาบาลที่ยังขาดแคลนได้มากกว่าร้อยแห่ง
 
ฟุตบอลโลก 2026! ใครได้ประโยชน์มากที่สุด!
 

ภาพจาก www.facebook.com/fifa

อย่างไรก็ตามฟุตบอลโลกก็เป็นหนึ่งในอีเว้นท์ระดับโลกที่หลายธุรกิจเองก็คงไม่พลาดที่จะขยับตัวเพื่อสร้างกำไรให้ได้มากที่สุดหากมองในแง่ผลประโยชน์ก็คาดว่าจะมีผู้ได้ประโยชน์ได้แก่
 
1.FIFA คือองค์กรที่ทำกำไรมากที่สุดจากเรื่องนี้ประเมินว่ารายได้จากบอลโลกปี 2026 นี้จะสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 326,510 ล้านบาท 
 
ส่วนหนึ่งคือค่าลิขสิทธิ์ทีวีและอีกส่วนคือค่าตั๋วเข้าชมโดยราคาที่สูงสุดในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ที่ 4,105 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.34 แสนบาท) และตั๋วจำนวนมากมีราคาราว 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.55 หมื่นบาท) 
 
ส่วนตั๋วในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 19 กรกฏาคม ราคาในตลาดตอนนี้อยู่ที่ 50,000 – 70,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 1.6 – 2.3 ล้านบาท
 
2.แพลตฟอร์ม Social Media ที่คาดว่างบโฆษณาสินค้าของแบรนด์ต่างๆ กว่า 70% จะถูกนำไปใช้กับช่องทางดิจิทัล อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของคนยุคใหม่โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียที่เวลาแข่งขันจะตรงกับช่วงเช้าที่ต้องออกไปทำงาน 
 
คนดูจะเน้นรับชมผ่าน Social Media ทำให้แบรนด์สินค้าหันมาซื้อโฆษณาในแพลตฟอร์มเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของคนส่วนใหญ่ซึ่งมีโอกาสเห็นโฆษณามากกว่าทางโทรทัศน์

3. แพลตฟอร์เดลิเวอรี่ คาดว่าจะมียอดผู้ใช้บริการมากขึ้น 20-25% เพื่อตอบโจทย์การดูบอลทำให้ไม่มีเวลาหาซื้ออาหารรับประทาน หรือไม่ต้องการเสียเวลาในการออกไปหาซื้ออาหารทานเพื่อจะได้มีเวลาดูบอลในตอนเช้าได้มากขึ้น 
 

ภาพจาก https://app.envato.com
 
ทั้งนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจระบุอีกว่าในช่วงอีเวนต์กีฬาใหญ่ๆ ยอดสั่งอาหารล่วงหน้า หรือการสั่งในช่วง พักครึ่งเวลา จะพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 3 เท่า เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารจะมาส่งถึงที่ทันเวลาทานพอดี
 
4.ร้านสะดวกซื้อ มีข้อมูลระบุว่ามคนไทยนิยมบริโภคอาหารพร้อมทานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแช่เย็น ที่โตเฉลี่ยปีละ 9% สำหรับคนดูบอลตอนเช้า(ไม่ว่าจะถ่ายทอดสดหรือหาดูเอง) ย่อมต้องเลือกใช้บริการร้านสะดวกซื้อมากขึ้น 
 
คาดว่าสินค้าที่จะขายดีเช่นแซนด์วิช , โจ๊กคัพ , ขนมปัง , เครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งคาดว่าทางร้านสะดวกซื้อเองก็คงไม่ปล่อยโอกาสทองนี้ไปและจะมีการจัดโปรโมชันเพื่อเพิ่มยอดขายต่อบิลให้มากขึ้นด้วย
 
5.ร้านอาหารเช้า / คาเฟ่ ในมุมของพวกผับบาร์ หรือร้านที่เปิดกลางคืนบอลโลกปีนี้อาจไม่มีผลด้านยอดขายมากนักแต่ประโยชน์จะไปอยู่ที่ร้านอาหารยามเช้า เช่น ร้านโจ๊ก, ข้าวต้ม, น้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋ 
 
รวมถึงร้านต้มเลือดหมู ที่อาจจะดูบอลจบช่วง 7-8 โมงเช้า (ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม) แล้วต้องการหาอะไรทานก่อนเข้างาน โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ราวๆ 15-20% รวมถึงบรรดาร้านคาเฟ่ต่างๆ ก็อาจได้อานิสงฆ์จากการสั่งเครื่องดื่มเพิ่มมากขึ้นด้วย
 
แต่ถ้าสุดท้ายพลิกล็อคมีการถ่ายทอดสดบอลโลกได้จริง การที่ภาคเอกชนอาจเข้ามาร่วมจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพื่อให้คนไทยได้ดูบอลโลก อาจไม่ได้หวังเรื่องกำไรในทันที สิ่งที่จะตามมาในเชิงธุรกิจคือ แต้มต่อ ที่เอกชนเหล่านั้นจะได้ในอนาคต กลายเป็นความสัมพันธ์อันดีในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นมูลค่าทางอ้อมที่มหาศาลกว่าค่าสปอนเซอร์บอลโลกหลายเท่า
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
430
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
397
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
395
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
369
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
350
สงครามกาแฟโลก กำลังเปลี่ยนขั้ว แบรนด์เอเชียไล่ตะ..
337
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด