บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
262
3 นาที
19 สิงหาคม 2569
หมดยุคครอบครัวไทย จากใหญ่สู่เดียวดาย
 

ในอดีตสังคมไทยมักเป็นครอบครัวใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ลูกหลาน รวมถึงญาติพี่น้องที่บางทีก็อาศัยรวมกันอยู่ในบ้านหลังเดียว หรือไม่ก็ปลูกบ้านอยู่ใกล้ในบริเวณเดียวกัน 
 
ถ้ามองในเชิงสังคมปัจจัยเรื่องการทำอาชีพเกษตรกรรมมีผลอย่างมาก เนื่องจากการทำนาทำไร่เลี้ยงสัตว์ ต้องใช้แรงงานมาก การที่แต่ละบ้านมีคนอยู่รวมกันเยอะๆ จึงทำให้ได้เปรียบมาก  
 
ถ้าดูตามสถิติที่น่าสนใจจะพบว่า จำนวนของสมาชิกในครัวเรือน ปี พ.ศ.2513 ค่าเฉลี่ยสมาชิกต่อครัวเรือนสูงถึง 5.7 คน และในช่วงปี พ.ศ. 2530 รูปแบบครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูก ยังถือว่ามีอัตราที่สูงเกินกว่าครึ่งจากยอดรวมของครอบครัวทั้งหมด 
 
อย่างไรก็ดีด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง มีผลกระทบถึงขนาดของครัวเรือนที่เริ่มเล็กลงชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าในปี 2568 ที่ผ่านมาขนาดครัวเรือนมีสมาชิกลดลงเหลือเพียง 2.5 คน/ครัวเรือนเท่านั้น โดยสัดส่วนรูปแบบครอบครัวยุคใหม่คือ
  • ครอบครัวเดี่ยว (พ่อแม่ลูก) สัดส่วน 47.55%
  • ครัวเรือนเดี่ยว (อยู่คนเดียว) สัดส่วน 31.79%
  • ครอบครัวขยาย (อยู่รวมกับญาติ/ปู่ย่าตายาย สัดส่วน 15.99%
  • ครัวเรือนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ สัดส่วน 4.66%
จากครอบครัวใหญ่ ทำไมถึงเล็กลงเรื่อยๆ ?
 

การที่ครอบครัวไทยเปลี่ยนรูปแบบและมีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่สะสมมานาน มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่
 
1.ต้นทุนในการเลี้ยงบุตรที่สูงขึ้นมาก ในอดีตการมีลูกค่าใช้จ่ายพื้นฐานแค่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม การศึกษาขั้นพื้นฐาน 
 
โดยตัวเลขเบื้องต้นในอดีตมีลูก 1 คนถ้าเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิดจนถึงจบปริญญาตรีใช้เงินประมาณ 1.6 – 3 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และสถานศึกษา แต่ปัจจุบันตัวเลขระบุว่าการเลี้ยงดูเด็ก 1 คนตั้งแต่เกิดถึงจบปริญญาตรีสูงกว่า 5-7 ล้านบาท 
 
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมของแต่ละครอบครัว นอกจากต้นทุนการศึกษาที่สูงขึ้นชัดเจนยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเช่นประกันสุขภาพ , ค่าอุปกรณ์ , ค่าเรียนพิเศษ เป็นต้น
 
2.อัตราการเกิดที่ลงลดอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่าในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด 416,574 คน แบ่งเป็นเพศชาย 215,035 คน และเพศหญิง 201,539 คน 
 
ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีต และยังต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ ลดลงเหลือเพียง 0.86 คน สะท้อนว่าสถานการณ์ เด็กเกิดน้อย จะเป็นปัญหาใหญ่ของโครงสร้างประชากรไทยในระยะยาว
 
3.สถานภาพของผู้หญิงในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลง ในอดีตผู้หญิงถูกจำกัดบทบาทให้มีหน้าที่ไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปสิ้นเชิง ข้อมูลจาก The World Bank ระบุว่าในปี 2025 ที่ผ่านมาตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงไทยอยู่ที่ 58.96% สะท้อนว่าผู้หญิงไทยเป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานได้อย่างดี 
 
และการที่ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้นและมีบทบาททางเศรษฐกิจที่มั่นคง ทำให้เกิดแนวโน้มการ แต่งงานช้าลง (Delayed marriage) หรือการเลือกที่จะครองตัวเป็นโสดมากขึ้น เพราะผู้หญิงสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่จำเป็นต้องรีบสร้างครอบครัวเพื่อความมั่นคงเหมือนในอดีต
 
ครอบครัว “เดียวดาย” คนแก่อยู่คนเดียว! ปัญหาใหม่ของสังคมไทย
 

จากครอบครัวใหญ่ที่ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ มองในมุมหนึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่ในความเป็นจริงเรื่องนี้เป็นปัญหาที่พัฒนามากขึ้นกลายเป็นครอบครัวข้ามรุ่น (ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับหลาน โดยไม่มีวัยทำงาน) 
 
หรือบางทีกลายเป็นผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง ถ้าดูผลการสำรวจและประมาณการโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมกิจการผู้สูงอายุ พบแนวโน้มว่า
  • ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่อาศัยอยู่ลำพังเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.2 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 9-10% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดในประเทศ
  • ครอบครัวข้ามรุ่น (ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับหลาน โดยไม่มีวัยทำงาน) มีสัดส่วนประมาณ 8-9% ของครัวเรือนไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลหลานในขณะที่วัยแรงงานเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ 
  • ในปี 2569 สัดส่วนครัวเรือนที่มีแต่ผู้สูงอายุเพียงลำพังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราการมีบุตรที่ต่ำ (Low Fertility) ทำให้ไม่มีลูกหลานมาคอยดูแลในวัยเกษียณ
สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) โดยผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีประมาณ 14 ล้านคนคิดเป็นสัดส่วน 22.28% ของประชากรทั้งหมด 
 
ความน่ากังวลไม่ใช่แค่นี้เพราะการอยู่คนเดียวของผู้สูงอายุยังมีปัญหาเปราะบางในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่ไม่มีผู้ดูแลใกล้ชิด จะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตได้ง่ายขึ้น 
 
แม้ในภาพรวมเหมือนจะมีนโยบายรัฐเข้ามาดูแล แต่ในเชิงปฏิบัติภาระการดูแลยังคงตกอยู่กับลูกหลานหรือคนใกล้ชิดในครอบครัว ซึ่งหลายครอบครัวต้องประสบภาวะหลังผิงฝา คือต้องทุ่มเทเวลาในการทำงานเพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูคนในครอบครัว จึงไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น
 
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้น?
 
ภาพจาก https://app.envato.com

ปัญหาด้านโครงสร้างประชากรและคุณภาพชีวิตมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ เริ่มจากจำนวนประชากรที่ลดลงส่งผลโดยตรงต่อภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ค่าจ้างแรงงานและต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น 
 
และปัญหาจากแรงงานที่มีน้อยลงสวนทางกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ในระยะยาวชะลอตัวลง และเรื่องเดียวกันนี้ยังมีผลกระทบต่องบประมาณภาครัฐที่อาจต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในด้านสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ผู้สูงอายุ และระบบสาธารณสุข
 
แต่ปัญหาที่น่าหนักใจกว่านั้นคือผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวจำนวนมากไม่มีเงินออมเพียงพอ และระบบสวัสดิการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ กระทบต่อคุณภาพและความเป็นอยู่ยิ่งขึ้น 
 
ในต่างประเทศปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวก็เป็นปัญหาสำคัญเช่นกัน วิธีการแก้ปัญหาคือเน้นบูรณาการทั้งจากภาครัฐ และชุมชนผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยี เช่นการออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตและมีส่วนร่วมในสังคมได้ 
 
ในบางประเทศมีโครงการให้จิตอาสาเข้าไปเยี่ยมเยียน เพื่อพูดคุยและสร้างความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง เพื่อให้เขารู้สึกว่ามีคนใส่ใจและลดความโดดเดี่ยว ในประเทศไทยเอง 
 
วิธีการเหล่านี้ก็มีให้เห็นอยู่บ้าง แต่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ และยังไม่ทั่วถึงในทุกพื้นที่  ถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุดเรื่องนี้ต้องบูรณาการอย่างเป็นระบบ วางโครงสร้างที่แก้ปัญหาระยะยาวอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
829
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
554
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
374
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
372
ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวร..
359
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
357
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด