บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
3.0K
3 นาที
30 มีนาคม 2563
น่าคิด! หนี้ vs โควิด19 คนไทยกลัวอะไรมากกว่ากัน?

 
ถามความกังวลของเราตอนนี้กลัวอะไรมากกว่ากันระหว่าง ตกงาน….เป็นหนี้…..หรือว่ากลัวติดโควิด อันที่จริงทั้ง 3 เรื่องนี้สัมพันธ์กันอย่างชัดเจน เพราะปัญหาโควิด 19 ระบาดหนักเกือบจะทั่วประเทศโดยมีรายงานติดเชื้อไปแล้วใน 59 จังหวัด (30 มีนาคม 2563) นำมาสู่คำสั่งปิดห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ธุรกิจบริการต่างๆ บางจังหวัดถึงกับล็อคดาวน์ตัวเอง เมื่อธุรกิจชะงัก ตัวเลขคนตกงานว่างงานจึงสูง บางบริษัทแบกภาระไม่ไหวรายได้ไม่มี มีแต่รายจ่ายก็ตัดสินใจเลิกกิจการกันไปจำนวนมาก เมื่อมีคนตกงาน เมื่อมีคนว่างงานแต่ “รายจ่าย” ไม่ได้ว่างตามไป มันยังเท่าเดิมและมีแต่จะเพิ่มขึ้น 
 
www.ThaiFranchiseCenter.com คาดการณ์ว่าช่วงเวลา 1-2 เดือนต่อจากนี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจภาพรวม เป็นศึกชี้ชะตาคนไทยทั้งประเทศหาก “เอาอยู่” ควบคุมการแพร่ระบาดได้ สถานการณ์โดยรวมอาจเข้าสู่ภาวะปกติในอีก 3-4 เดือน แต่หากตรงกันข้ามเรา “เอาไม่อยู่” “คุมไม่ได้” ตัวเลขการตกงาน ว่างงาน ภาระหนี้สิน จะเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ และนั่นหมายถึง “หายนะ” ที่หากไม่ติดเชื้อตาย ก็อาจจะอดตายกันไปเลยทีเดียว
 
หากนับย้อนลงไปนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทยที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างน่าเป็นห่วง นับตั้งแต่ปี 1997 ประเทศไทยนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปทั้งหมด 4 ครั้ง
 
1. วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997


ภาพจาก bit.ly/3dGMhZR
 
ทำให้คนไทยรู้จักกับคำว่า “ค่าเงินบาทลอยตัว”  จากอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท/1ดอลลาร์ กลายเป็น 56 บาท/1ดอลลาร์ คนกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนต่างล้มละลาย สถาบันการเงินหลายแห่งปิดกิจการ คนไทยจำนวนมากตกงาน GDP ของไทยลดลงติดต่อกัน 4 ไตรมาส
 
2. วิกฤติซับไพรม์ในอเมริกา ปี 2008


ภาพจาก bit.ly/2wOULxv
 
แม้จะเกิดขึ้นในอเมริกาแต่ก็มีผลกระทบมาถึงประเทศไทยเพราะสินค้าส่งออกไปขายในสหรัฐได้น้อยลงรวมถึงวัตถุดิบที่อเมริกาเคยนำเข้าก็ลดน้อยลงด้วย ตอนนั้น GDP ของไทยลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส
 
3. การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2013
 
จากวิกฤติหนี้สาธารณะของประเทศในสหภาพยุโรป ที่ผนวกรวมกับวิกฤติภัยแล้งในเมืองไทย ทำให้ภาคการผลิต การอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมได้รับผลอย่างหนัก GDP ของไทยลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส
 
4. ความไม่สงบทางการเมือง ปี 2013-2014


ภาพจาก bit.ly/2JpwPn7
 
จากการชุมนุมประท้วงรัฐบาลจนนำไปสู่การปิดกรุงเทพฯ ที่นำมาสู่การทำรัฐประหาร แน่นอนว่ากระทบภาคธุรกิจชัดเจนทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน การค้า ขณะนั้น GDP ของไทยลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส
 
และจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กล่าวว่าสิ้นไตรมาส 3 ปี 62 “หนี้ครัวเรือนของไทย” มีจำนวน 13,238,562 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะพุ่งสูงขึ้นอีก เกิน 80% ของ GDP โดยทั้งหมดนี้ เป็นผลพวงมาจากภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยชะลอตัว และสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำรายได้หลายธุรกิจหยุดชะงัก ประชาชนมีสภาพคล่องการใช้จ่ายเงินลดลง จึงส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น หนี้หลักๆ ของกลุ่มครัวเรือน คือ ค่าสินค้าอุปโภค บริโภค (41.5%)  รองลงมาคือ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด และเช่าที่อยู่อาศัย (24.4%) เช่าซื้อยานพาหานะ (17.1%) และหนี้สินจากการกู้ยืมลงทุนธุรกิจ (17.0%) 
 
ในภาคครัวเรือนว่าน่าห่วงแต่ภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งประเทศน่าห่วงยิ่งกว่า เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายด้านแทบจะหยุดชะงัก สิ่งที่ตามมาคือรายได้ของอุตสาหกรรมหายไป เกิดภาวะ “Income Shock” และจะลุกลามกลายเป็นพายุลูกใหญ่ถล่มเศรษฐกิจทั่วประเทศ ปัจจัยหลักคือรายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยหล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านจากรายได้เดือนละกว่าแสนล้านบาทกลายมาเป็น “วิกฤติหนี้” ที่บั่นทอนสถาบันการเงินและเศรษฐกิจของประเทศเป็นเหมือนห่วงโซ่ที่กระทบกันไปเรื่อยๆ
 
ไม่มีงาน! ไม่มีเงิน! คนไทยจะอยู่ในสภาวะนี้ได้นานแค่ไหน


ภาพจาก bit.ly/2QTt79s
 
จากข้อมูลระบุว่าตัวเลขบัญชีเงินฝากธนาคารของคนไทยเดือนมกราคม 2563ประเทศไทยมีบัญชีเงินฝากจำนวน 101.5 ล้านบัญชี แต่ 87% ของบัญชีทั้งหมด มีเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า คนไทยส่วนใหญ่มีเงินสำรองไม่เกิน 50,000 บาท/ครัวเรือน นั่นหมายความว่า หากรายจ่ายยังเท่าเดิม รายได้ไม่มีเพิ่ม คนไทยจะอยู่ในภาวะนี้ได้ประมาณ 3 เดือน
 
คำถามคือถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอีก 3 เดือนสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร คำตอบคือ “Great Depression” อันหมายถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่รุนแรงซึ่งเคยเกิดขึ้นในอเมริกาช่วงปี ค.ศ. 1930 ซึ่งในตอนนั้นกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาที่จุดเดิมได้ก็ใช้เวลาหลายปี และตอนนี้รู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะเจริญรอยตามเพื่อก้าวไปสู่ Great Depression ครั้งนั้น

ภาพจาก thairath
 
มองไปที่รอบโลกตัวเลขคนว่างงานเพิ่มก้าวกระโดดล่าสุดของสหรัฐอเมริกาพุ่งแตะ 3.3 ล้านคน ยังไม่นับรวมในสหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆที่ได้ผลกระทบจากโควิด 19 เช่นเดียวกัน เมื่อมีคนตกงานย่อมหมายถึงการขาดรายได้ สิ่งที่ต้องทำคือเอาเงินเก็บที่มีออกมาใช้ แต่เมื่อเงินหมด กำลังการซื้อก็จะลดลงทันตาเห็น เป็นผลกระทบแบบลูกโซ่เมื่อคนไม่จับจ่าย ภาคธุรกิจทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า การท่องเที่ยว ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง อย่าลืมว่ากำลังซื้อของคนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนคนที่มีเงินหนาระดับรัฐมนตรี เจ้าสัวร้อยล้านพันล้านก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยในสังคมหากนับคนทั้งประเทศ 
 
และสำหรับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ปกติ สิ่งที่เราอาจต้องเจอคือ “เงินเฟ้อจะติดลบ” หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า เงินฝืด อันหมายถึง ราคาสินค้าบริการ โดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจจะมีราคาที่ต่ำลง
 
ซึ่งปัจจัยที่ช่วยดึงราคาให้ต่ำลงอยู่ 2 ประการก็คือ ต้นทุนของผู้ผลิตลดลง และ ความต้องการสินค้าที่ลดลง ดังนั้นเราจะได้เห็นโปรโมชันลดแลกแจกแถม จากผู้ขายสินค้าในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จนกว่าจะมีผู้ขายที่ทนไม่ไหวและออกไปจากระบบ ราคาสินค้าถึงจะไม่ลดลง แม้คำว่าราคาสินค้าต่ำลง หรือเงินเฟ้อติดลบ จะเป็นเรื่องดีสำหรับผู้บริโภคแต่ถ้าในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว เรื่องนี้จะไม่ค่อยดีนักเพราะคำว่าเงินเฟ้อติดลบ หมายถึงมูลค่าของเงินสดจะเพิ่มขึ้นตามเวลา สวนทางกับความเชื่อในอดีตว่ามูลค่าของเงินสดจะด้อยค่าตามเวลา ดังนั้นผู้คนจะต่างพากันถือเงินสด เลื่อนการลงทุน เลื่อนการใช้จ่าย และพอเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจก็จะวนกลับไปในทิศทางที่แย่ลง
 


ภาพจาก bit.ly/3bC4Eh0
 
ด้วยสถานการณ์นับถึงตอนนี้เรายังประเมินไม่ได้ว่าจะแย่ลงไปถึงขั้นไหน ที่สำคัญนี่ไม่ใช่ภัยที่เรามองเห็นไม่เหมือนฝนตก น้ำท่วม  หรือแผ่นดินไหว แต่มันคือภัยที่เกิดจากโรคระบาด ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มันเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก หากประเทศใดประเทศหนึ่งก้าวข้ามวิกฤตินี้ได้แต่ประเทศอื่นๆ รอบโลกยังต้องเผชิญปัญหานี้อยู่ เรื่องความเป็นอยู่ ปากท้อง รายได้ ภาคธุรกิจต่างๆ ก็ยังคงได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน งานนี้ถือเป็นบททดสอบที่ใหญ่และน่ากลัวและยังไม่รู้ว่าจะลงเอยแบบไหนอย่างไร ถามว่าตอนนี้กลัวอะไร ระหว่างเป็นหนี้ ตกงาน ติดเชื้อโควิด 19 คำตอบสั้นๆ ขอไม่เลือกสักอย่างเพราะกลัวทุกอย่างที่พูดมานั่นแหละ
 
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
 
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ www.thaifranchisecenter.com/document
รับฟังบทความต่างๆ ผ่านทาง PodCast ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ https://soundcloud.com/thaifranchisecenter
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 ธุรกิจไทยต้องคิดให้ลึกกว่า “กำไร” หัวใจอ..
523
10 Digital Marketing Agency ตัวช่วยเพิ่มยอดขาย ส..
450
กับดักเกษียณ คนไทยบางคน! จนก่อนแก่ แย่ก่อนตาย
407
เพิ่มวิวไลฟ์สด ให้ยอดขายพุ่ง! ดันแฟรนไชส์ของคุณใ..
354
สงครามของเล่นที่เอาจริงทั่วโลก จากของเล่นเด็ก.....
339
“Economies of Scale” สร้างธุรกิจรวยไว! ต้นทุนน้อ..
335
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด