บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
263
7 นาที
9 มีนาคม 2569
ค้าปลีกพันล้านจีน KKV เขย่าตลาดไลฟ์สไตล์ไทย-อาเซียน
 

กระแสธุรกิจร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์จากจีนกำลังได้รับความสนใจในหลายประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์ KKV ที่ถูกจับตามองในฐานะโมเดลค้าปลีกพันล้าน 
 
ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา KKV เป็นแบรนด์ในเครือของ KK Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสัญชาติจีนที่พัฒนาแนวคิด “ไลฟ์สไตล์รีเทล” ผสมผสานสินค้าแฟชั่น ความงาม ขนมขบเคี้ยว ของใช้ในชีวิตประจำวัน และสินค้านำเข้าจำนวนมากไว้ในร้านขนาดใหญ่ ภายใต้บรรยากาศที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งโดยเฉพาะ
 
จุดเด่นของ KKV อยู่ที่โมเดลธุรกิจที่เน้นความหลากหลายของสินค้าหลายหมื่นรายการ ควบคู่กับการออกแบบร้านที่โดดเด่น ทันสมัย ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการซื้อสินค้าในร้านไลฟ์สไตล์และความแปลกใหม่ของสินค้าที่มีความหลากหลาย  
 
นอกจากนี้ การบริหารซัพพลายเชนจากจีนซึ่งเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ ยังช่วยให้แบรนด์สามารถควบคุมต้นทุนและตั้งราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่งผลให้ KKV ถูกจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีการเติบโตสูง และมีมูลค่าทางธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 

ภาพจาก www.kkgroup.cn
 
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์สัญชาติจีน KKV ได้เร่งสปีตขยายสาขาออกนอกประเทศจีนอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ทั้งในอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ 
 
มุ่งเน้นไปที่การเปิดสาขาใหม่ในทำเลศูนย์การค้าและย่านการค้าชั้นนำของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การรุกตลาดต่างประเทศที่ชัดเจน พร้อมกระโดดเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันโดยตรงกับผู้เล่นค้าปลีกไลฟ์สไตล์รายอื่นในภูมิภาค
 
สำหรับประเทศไทย การเข้ามาของร้านค้าปลีก KKV ไม่เพียงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้าปลีกมัลติแบรนด์ที่เน้นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ขายในราคาจับต้องได้
 
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า โมเดลร้านค้าปลีกจากจีนรายนี้จะสามารถปักหมุดระยะยาวในตลาดไทยและอาเซียนได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว
 
รู้จัก KKV จากจีนสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์รีเทล
 

ภาพจาก https://citly.me/AFWma

KKV ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ภายใต้การพัฒนาและบริหารของ KK Group โดยมีเป้าหมายสร้างรูปแบบร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากร้านค้าทั่วไปในตลาดจีน แนวคิดหลักของแบรนด์ คือ การรวบรวมสินค้าที่หลากหลายหมวดหมู่ไว้ในพื้นที่เดียว 
 
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง Wu Yuening ซึ่งเกิดในยุค 1980s ซึ่งเขามีพื้นฐานการศึกษาและการทำงานในสาย IT แม้เส้นทางเริ่มต้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์โดยตรง 
 
แต่ด้วยความตั้งใจอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำหลังทำงานได้เพียงหนึ่งปี และเริ่มทดลองทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบ 
 
ในกระทั่งในปี 2015 เขาเปิดร้านสะดวกซื้อชื่อ KK ในมณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทขายสินค้าออนไลน์ในชื่อ Guangdong KK E.commerce Co., Ltd. ก่อนจะขยับขยายมาเปิดร้านค้าจริงในหลายแบรนด์ ที่มีรูปแบบและแนวทางแตกต่างกันออกไป 
 
ไล่ไปตั้งแต่การเปิดตัวร้านแรกในปีเดียวกันอย่าง KK guan ร้านมินิมาร์ทที่จำหน่ายสินค้าแนวไลฟ์สไตล์ เช่น ขนมขบเคี้ยวนำเข้า สินค้าความสวยความงาม และสินค้าดูแลร่างกายส่วนบุคคล เน้นนำเสนอเอกลักษณ์ของร้านผ่านสีขาวที่เรียบง่าย และแสงสว่างที่โอบล้อมทุกพื้นที่ให้ดูอบอุ่นและนวลตา ไม่เป็นแสงแข็งทื่อแบบหลอดไฟนีออนทั่วไป
 
ถัดมาในปี 2019 ทางบริษัทได้เปิดแบรนด์ร้านค้าปลีกใหม่ในรูปแบบใกล้เคียงกัน แต่ใหญ่กว่าเดิมประมาณ 2-3 เท่า 


ภาพจาก https://citly.me/AFWma
 
ในชื่อ KKV ร้านค้าปลีกที่เน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป ทั้งของกิน ของใช้ ของเล่น เครื่องสำอาง และสินค้ากิฟต์ช็อป ที่เน้นนำเสนอเอกลักษณ์ของร้านสีเหลืองสด รูปแบบการตกแต่งร้านเหมือนขนส่งสินค้าผ่านตู้คอนเทนเนอร์บนเรือ 
 
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องปรับโมเดลและทดลองนำสินค้าหลากหลายประเภทเข้ามาวางจำหน่ายเพิ่มเติม
 
จุดเด่นของร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ KKV คือ ร้านมีขนาดใหญ่ที่มีสินค้าตามเทรนด์มากกว่า 20,000 SKUs ครอบคลุมตั้งแต่หมวดความงาม สกินแคร์ ขนมและอาหารนำเข้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ตามเทรนด์ใหม่ๆ การจัดวางสินค้าใช้สีสันและการแบ่งโซนที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น 
 
ควบคู่กับการออกแบบมุมถ่ายภาพและพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่ตอบรับพฤติกรรมการแชร์บนโซเชียลมีเดียของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่
 
ในเชิงกลยุทธ์ของ KKV ชูแนวคิด “Affordable Lifestyle” หรือไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ง่ายในราคาจับต้องได้ ผสมผสานกับแนวคิด “New Retail” ที่ใช้เทคโนโลยี และ Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเพิ่มหรือลดจำนวนสินค้าได้อย่างรวดเร็ว 
 
โมเดลดังกล่าวช่วยให้ร้านสามารถรักษาอัตราการหมุนเวียนสินค้าได้สูง และเพิ่มประสิทธิภาพด้านยอดขายในแต่ละสาขา
 
จากความสำเร็จของ KKV คุณ Wu จึงต่อยอดธุรกิจภายใต้ KK Group ด้วยการขยายสู่แบรนด์เฉพาะทาง ได้แก่ 
  • THE COLORIST ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางมัลติแบรนด์
  • X11 ร้านค้าปลีกของเล่นและกล่องสุ่มแนวป๊อปคัลเจอร์ 
  • KK馆 (KK Guan) ซึ่งเป็นร้านไลฟ์สไตล์ขนาดเล็กกว่า 
ทั้งหมดนี้สะท้อนการพัฒนาเชิงระบบของ KK Group จากสตาร์ทอัพค้าปลีกออนไลน์ในปี 2015 สู่การเป็นยูนิคอร์นค้าปลีกจีนรุ่นใหม่ ที่เติบโตผ่านการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและการสร้างประสบการณ์หน้าร้านที่แตกต่างจากร้านอื่นอย่างชัดเจน
 
โมเดลธุรกิจ ทำไมถูกเรียกว่า “ค้าปลีกพันล้าน”
 

ภาพจาก https://citly.me/AFWma

โมเดลธุรกิจของ KKV ถูกขนานนามว่าเป็นค้าปลีกพันล้าน เนื่องจากสามารถสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่จำนวนสาขาและมูลค่าทางธุรกิจ โครงสร้างรายได้ของแบรนด์มาจากการผสมผสานสินค้าหลากหลายประเภท 
 
โดยเฉพาะสินค้า Private Label ที่ให้มาร์จิ้นสูง ควบคู่กับสินค้านำเข้าและแบรนด์ยอดนิยมที่ช่วยดึงทราฟฟิกลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้าน 
 
กลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถบริหารอัตราการทำกำไรได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมกับสร้างความแตกต่างไปจากร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมทั่วไปที่พึ่งพาสินค้าแบรนด์ภายนอกเป็นหลัก
 
ขณะเดียวกัน การบริหาร SKU ซึ่งในแต่ละสาขามีสินค้าหลายหมื่นรายการ ครอบคลุมหลายหมวดหมู่ ช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อแบบไม่ตั้งใจ และกระตุ้นให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น
 
อีกทั้งความหลากหลายของสินค้าและการอัปเดตสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ยังช่วยสร้างความรู้สึกมาแล้วต้องได้ของใหม่กลับไป ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ
 
ในด้านประสบการณ์ผู้บริโภค KKV ออกแบบตกแต่งร้านให้มีลักษณะคล้าย Destination Store มากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป มีพื้นที่ขนาดใหญ่ การจัดวางสินค้าแบบแบ่งโซนสีสันชัดเจน และจัดมุมถ่ายภาพไว้ภายในร้าน ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่นิยมถ่ายรูปและแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย 
 
แนวคิดดังกล่าวทำให้ร้าน KKV ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพื้นที่เชิงกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ไปในตัว
 
การควบคุมซัพพลายเชนจากประเทศจีนซึ่งเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ ช่วยให้ KKV บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และการกระจายสินค้า โมเดลนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ MINISO ที่เน้นสินค้าดีไซน์ทันสมัยในราคาจับต้องได้ 
 
อย่างไรก็ตาม KKV มีความแตกต่างด้วยขนาดร้านใหญ่กว่า จำนวน SKU มากกว่า และการวางตำแหน่งให้เป็นไลฟ์สไตล์รีเทลเต็มรูปแบบ เป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดค้าปลีกยุคใหม่จากจีน
 
กลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศ
 
.
ภาพจาก https://citly.me/AFWma

หลังจากสร้างฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในจีน KKV ภายใต้การบริหารของ KK Group ได้เร่งขยายตลาดสู่ต่างประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา 
 
โดยเลือกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดเริ่มต้น โดยเปิดสาขาแรกในอินโดนีเซีย ก่อนจะขยายต่อไปยังมาเลเซีย ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ สะท้อนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเจาะตลาดประเทศซึ่งมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่เปิดรับแบรนด์ต่างชาติ และมีศูนย์การค้าชั้นนำระดับพรีเมียมรองรับโมเดลร้านขนาดใหญ่ของแบรนด์ 
 
นอกจากนี้ บริษัทยังทดลองขยายตลาดในตะวันออกกลาง เพื่อทดสอบศักยภาพโมเดลไลฟ์สไตล์รีเทลในตลาดที่มีกำลังซื้อที่แตกต่างกัน
 
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเติบโตไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในช่วงปี 2020–2021 บริษัทเผชิญภาวะขาดทุนอย่างหนัก จากต้นทุนการขยายสาขาและงบการตลาดที่ใช้ดึงดูดลูกค้า ประกอบกับผลกระทบจากการล็อกดาวน์และการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมค้าปลีกจีน 
 
ปัจจัยสำคัญอีกประการคือโครงสร้างธุรกิจในระยะแรกที่เน้นขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยในปี 2020 จากจำนวนสาขา KKV ทั้งหมดประมาณ 530 สาขา มีสัดส่วนร้านแฟรนไชส์สูงถึง 80% 
 
แม้โมเดลแฟรนไชส์วจะช่วยให้ธุรกิจขยายการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็สร้างความเสี่ยงในด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะประเด็นการให้กู้ยืมแก่ผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์แบบไม่มีหลักประกันและดอกเบี้ย ซึ่งขัดกับหลักเกณฑ์ทางการเงินของจีน
 

ภาพจาก https://citly.me/AFWma
 
ด้วยเหตุนี้ KK Group จึงค่อยๆ ปรับโมเดลธุรกิจ โดยทยอยซื้อสินทรัพย์และหุ้นของร้านแฟรนไชส์กลับมาเป็นสาขาที่บริษัทบริหารเอง การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกว่า 7 รอบ รวมมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท 
 
จนกระทั่งปลายปี 2023 สัดส่วนร้านแฟรนไชส์ลดลงเหลือเพียง 15% ของจำนวนสาขาทั้งหมด การปรับโครงสร้างครั้งนี้ทำให้บริษัทมีอิสระในการควบคุมดูแลหน้าร้าน มาตรฐานสินค้า และภาพลักษณ์แบรนด์ได้อย่างเต็มที่
 
ผลจากการปรับโมเดลเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าตัวเลขทางการเงินของบริษัทมีทิศทางดีขึ้น โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2023 บริษัทมีรายได้ประมาณ 22,450 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 983 ล้านบาท 
 
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 47.2% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและการคัดเลือกสินค้า ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสาขามากกว่า 800 แห่งทั่วประเทศจีน ควบคู่กับการขยายเครือข่ายในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
 
ในเชิงโครงสร้างการลงทุนระหว่างประเทศ บริษัทมักใช้โมเดล Joint Venture หรือการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาด และเครือข่ายด้านอสังหาฯ ธุรกิจร้านค้าปลีก
 
วิธีการนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย การขอใบอนุญาต และการเจรจาทำเลในศูนย์การค้า ขณะเดียวกัน KKV ยังปรับเปลี่ยนสินค้าและกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ 
 
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนสินค้าความงามที่ได้รับความนิยมเฉพาะตลาดแต่ละพื้นที่ หรือการใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์และโซเชียลมีเดียในประเทศนั้นๆ เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว 
 
แม้การขยายตลาดต่างประเทศจะเปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว แต่ก็ยังมีความท้าทายจากการแข่งขันกับผู้เล่นท้องถิ่นและแบรนด์ต่างชาติ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน 
 
ต้นทุนค่าเช่าในทำเลพรีเมียม และความแตกต่างด้านกฎระเบียบในแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน KK Group ยังมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง 
 
โดยได้ยื่นขอ IPO มาแล้วหลายครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งอนาคตการเข้าตลาดทุนจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการขยายธุรกิจในเวทีโลกต่อไป
 
วิเคราะห์ตลาดไทย อาเซียน
 

ภาพจาก https://citly.me/AFWma

ตลาดค้าปลีกในไทยและอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคของ Experience Economy อย่างชัดเจน ผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และวัยทำงานตอนต้นให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการช้อปปิ้ง ความแปลกใหม่ของสินค้า และบรรยากาศร้านที่ถ่ายภาพแชร์ต่อได้บนโซเชียลมีเดียมากกว่าการมองเพียงแค่ราคาเพียงอย่างเดียว 
 
พฤติกรรมดังกล่าวเอื้อต่อการเติบโตของร้านค้าไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมสินค้าไว้หลากหลายในที่เดียว และอัปเดตสินค้าอย่างรวดเร็วเพื่อตามเทรนด์ผู้บริโภค
 
แบรนด์ค้าปลีกไลฟ์สไตล์จากจีนอย่าง KKV เริ่มขยายเข้าสู่ตลาดไทยในช่วงเดือนตุลาคม 2024 โดยเปิดสาขาแรกที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ บนพื้นที่กว่า 1,170 ตร.ม. 
 
ซึ่งนำสินค้ากว่า 20,000 รายการมาเสนอแก่ผู้บริโภคเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ร้านค้าปลีก KKV ได้ขยายสาขาไปยังทำเลชั้นนำที่สำคัญๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 
 
อาทิ The Mall Bangkapi, The Mall Ngamwongwan, The Mall Thapra, Terminal 21 Rama 3, One Bangkok, Seacon Bangkae, Fashion Island, Central Salaya, Imperial World Samrong, Future Park Rangsit, Terminal 21 Korat, Central Korat, Central Hatyai, Terminal 21 Pattaya, Central Krabi และ Central Mahachai
 
ด้วยจำนวนสาขาในประเทศไทยที่มีมากกว่า 16 แห่งในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของร้านค้าไลฟ์สไตล์ KKV ที่มีต่อศักยภาพด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ ทั่วประเทศ 
 
ซึ่งล้วนเป็นทำเลพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่มีความคึกคักทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
 
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของร้านค้าปลีก KKV ในตลาดไทยและอาเซียนยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งจากทั้งผู้เล่นรายอื่นจากจีนและแบรนด์ท้องถิ่น 
 
ไม่ว่าจะเป็น MINISO, MR.DIY รวมถึงร้านมัลติแบรนด์ด้านความงามและไลฟ์สไตล์ในศูนย์การค้าต่างๆ ซึ่งแต่ละรายต่างมีจุดแข็งด้านราคา ทำเล หรือเครือข่ายสาขาที่แข็งแกร่ง
 
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการบริหารต้นทุน ความถี่ในการออกสินค้าใหม่ และการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างจากคู่แข่ง
 
แม้การเข้ามาของ KKV จะมีโอกาสแชร์ส่วนแบ่งลูกค้าจากร้านสินค้าจิปาถะและไลฟ์สไตล์รายอื่นในประเทศไทย 
 

ภาพจาก https://citly.me/AFWma
 
แต่ผู้เล่นที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่ทุกราย โดยเฉพาะ MR. D.I.Y. ซึ่งมีโครงสร้างสินค้าแตกต่างกันพอสมควร และเน้นหมวดฮาร์ดแวร์ ของใช้ภายในบ้าน และอุปกรณ์ช่างเป็นหลัก 
 
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ KKV ในประเทศไทยได้มีการบริหารผ่านบริษัท เคเควี ซัพพลาย เชน จำกัด และบริษัท เคเควี บิสซิเนส แมเนจเมนท์ จำกัด 
 
โดยบริษัท เคเควี ซัพพลาย เชน จำกัด จัดตั้งเมื่อ 17 พฤษภาคม 2024 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,003 ล้านบาท และมีผลประกอบการปี 2024 รายได้ 94.7 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาท 
 
โดยบริษัทดังกล่าวมีผู้ถือหุ้น 100% โดยบริษัท มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) เรียกง่ายๆ ก็คือ บริษัทแม่ของ MR. D.I.Y. ในประเทศไทยนั่นเอง ส่งผลให้ทั้ง MR. D.I.Y. และ KKV ในไทยมีผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวกัน
 
ในด้านทำเลเปิดร้าน KKV มักเลือกเปิดสาขาในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเมืองท่องเที่ยวหลักๆ ของประเทศไทย ซึ่งมีทราฟฟิกผู้บริโภคสูงและสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ 
 
การตั้งอยู่ในทำเลระดับพรีเมียมช่วยเสริมภาพลักษณ์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญปัญหาในเรื่องต้นทุนค่าเช่าที่สูง และความเสี่ยงจากภาวะกำลังซื้อที่ผันผวน 
 
หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในช่วงระยะเวลานั้นๆ
 
โอกาสของ KKV ในตลาดไทยและอาเซียน ยังคงอยู่ที่การตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาสินค้าในราคาจับต้องได้ ขณะที่ความเสี่ยงยังเป็นการแข่งขันที่รุนแรง 
 
ต้นทุนค่าเช่าในศูนย์การค้าชั้นนำ และความผันผวนของกำลังซื้อในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่น 
 
การควบคุมต้นทุน และรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดว่า KKV จะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้มากแค่ไหนในระยะยาว
 
ปัจจัยความสำเร็จ
 

ภาพจาก https://citly.me/AFWma

ความสำเร็จของ KKV ในฐานะร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการสร้าง Brand Experience ที่ชัดเจนและแตกต่างจากร้านค้าปลีกทั่วไป 
 
ร้านถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งขนาดพื้นที่ที่กว้างขวาง การจัดโซนสินค้าด้วยสีสันสะดุดตา และมุมถ่ายภาพที่เอื้อต่อการแชร์บนโซเชียลมีเดีย 
 
ทำให้การเข้าไปในร้านไม่ใช่เพียงแค่การซื้อสินค้า แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภค “อยากมาซื้อ” และ “อยากบอกต่อ” ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง
 
อีกปัจจัยสำคัญคือการตั้งราคาที่จับต้องได้ ภายใต้แนวคิด Affordable Lifestyle ซึ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสามารถเข้าถึงสินค้าได้โดยไม่ต้องใช้จ่ายสูงมาก 
 
แม้สินค้าจะมีภาพลักษณ์ทันสมัยและมีความหลากหลายก็ตาม การผสมผสานสินค้าราคาย่อมเยากับสินค้าที่มีดีไซน์โดดเด่น ช่วยให้สามารถขยายฐานลูกค้าได้ในวงกว้าง ทั้งนักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงวัยทำงาน
 
นอกจากนี้ ความรวดเร็วในการอัปเดตสินค้าและตามเทรนด์ผู้บริโภค ถือเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจร้านค้าปลีกอย่าง KKV ทางร้านมีการหมุนเวียนสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองกระแสความนิยมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในกลุ่ม Gen Z 
 
กลยุทธ์นี้ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการที่ร้านซ้ำ เพราะมีความคาดหวังว่าจะได้เจอสินค้าใหม่ๆ ทุกครั้งที่มาเยือน
 
สุดท้าย การใช้ Social Media และการสร้างกระแสไวรัล ถือเป็นเครื่องมือขยายการรับรู้ต่อแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงหว้าง ทั้งผ่านอินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์รีวิว และการแชร์ภาพบรรยากาศร้านจากลูกค้าที่มาซื้อสินค้าที่ร้านจริง 
 
เมื่อประสบการณ์ในร้านถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ จึงทำให้เกิดวงจรการตลาดแบบปากต่อปากในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์เติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพาการโฆษณาแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
 
มูลค่าธุรกิจและการเติบโต
 

ภาพจาก https://citly.me/AFWma

กลุ่มค้าปลีกไลฟ์สไตล์จากจีนอย่าง KK Group กำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรมค้าปลีกยุคใหม่ โดยบริษัทมีแบรนด์ในเครือหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งหมวดความงาม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์มัลติแบรนด์ 
 
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่ถูกวางตำแหน่งเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนรายได้และการขยายตลาด คือ KKV ซึ่งเน้นโมเดลร้านขนาดใหญ่และการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น
 
จากข้อมูลการยื่นไฟลิ่งเพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง บริษัทระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2023 เครือ KK Group มีรายได้รวมประมาณ 4.769 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นราว 55.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 
 
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์ในจีน ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น
 
ในส่วนของแบรนด์ KKV ซึ่งถือเป็นกำลังหลักของ KK Group สามารถสร้างรายได้ประมาณ 3.27 พันล้านหยวนในช่วงเวลาเดียวกัน พร้อมกำไรจากการดำเนินงานราว 712 ล้านหยวน และอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 21.8% 
 
สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรควบคู่กับการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ KKV ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเครืออย่างเดียว แต่ยังเป็นเครื่องยนต์หลักในการผลักดันผลประกอบการโดยรวมของบริษัทอีกด้วย 
 
KK Group ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีน และได้พัฒนาเครือข่ายค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุมกว่า 200 เมืองทั่วประเทศจีน และอีกมากกว่า 150 สาขาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 

ภาพจาก www.kkgroup.cn
 
ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัท แบรนด์หลักอย่าง KKV ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “100 Lifestyles” โดยนำเสนอสินค้ากว่า 20,000 รายการ ครอบคลุม 8 หมวดหมู่สำคัญ 
 
ทั้งของเล่นกระแสมาแรง ผลิตภัณฑ์ความงาม อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนเป็นจุดแข็งที่ช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกกิจอย่างต่อเนื่อง
 
สำหรับทิศทางในอนาคต KK Group ตั้งเป้าขยาย 3 แบรนด์หลักให้มีสาขารวมกันมากกว่า 300 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2026 
 
พร้อมกับผลักดันจำนวนสาขาทั่วโลกให้เกิน 500 แห่งภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ในประเทศเวียดนาม กลุ่มบริษัทวางแผนขยายสาขาขึ้นไปแตะระดับประมาณ 50 แห่งภายในปี 2026
 
เพื่อต้อนรับช่วงเทศกาลตรุษจีน KKV Vietnam ได้เตรียมทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่เกือบ 5,000 รายการ มุ่งเพิ่มทางเลือกสินค้าเทศกาลและของขวัญ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในช่วงฤดูกาลสำคัญดังกล่าวอย่างครบครัน
 
กลยุทธ์สำคัญของ KKV คือการมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภค Gen Z และคนรุ่นใหม่ในเขตเมือง ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความแปลกใหม่มากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว 
 
ร้านค้าจึงถูกออกแบบให้มีบรรยากาศโดดเด่น เหมาะกับการแชร์บนโซเชียลมีเดีย ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ในราคาที่เข้าถึงได้
 
เมื่อพิจารณาทั้งการเติบโตของรายได้ การขยายเครือข่ายสาขา และการวางตำแหน่งตลาดที่ชัดเจน ทำให้ KKV ถูกประเมินว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันมูลค่าธุรกิจของ KK Group ให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 
 
และยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในตลาดเอเชีย ซึ่งโครงสร้างประชากรและกำลังซื้อยังเอื้อต่อการบริโภคในกลุ่มค้าปลีกไลฟ์สไตล์ระยะยาว
 
สรุป


ภาพจาก www.kkgroup.cn

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์ในเอเชีย คำถามที่หลายคนจับตามองคือ KKV จะเป็นเพียงร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์ที่เป็นกระแสในระยะเวลาสั้นๆ โดยอาศัยความแปลกใหม่ของสินค้าและโมเดลร้านในการดึงดูดลูกค้า หรือจะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในตลาดภูมิภาคอย่างยั่งยืน 
 
คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดร้านหรือจำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างคุณค่าระยะยาว ทั้งในมิติการสร้างประสบการณ์ ราคา และความผูกพันกับผู้บริโภค
 
สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกไทย บทเรียนสำคัญจากกรณีของร้านค้าปลีกจากจีนอย่าง KKV คือ การปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในร้านมากกว่าการขายสินค้าแบบเดิมๆ 
 
และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างออนไลน์และออฟไลน์เริ่มเลือนรางลง ความสามารถในการผสานทั้ง 2 ช่องทางอย่างลงตัว อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว
 
อ้างอิงข้อมูล 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,157
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
389
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
366
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
348
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
347
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
347
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด