บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
5 นาที
6 มีนาคม 2569
อวสานสงครามราคา จีนไปก่อน ใครต่อไป
 

คำว่า “内卷 (involution)” ซึ่งเดิมใช้ในเชิงสังคมวิทยา ปัจจุบันได้กลายเป็นศัพท์ทางเศรษฐกิจที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในประเทศจีนช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เพื่ออธิบายการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม
 
รายงานของ Bloomberg ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดของสงครามราคา
 
จากเดิมที่มีผู้เล่นหน้าใหม่มากกว่าสิบรายในช่วงของการอุดหนุนจากทางภาครัฐ ปัจจุบันจำนวนแบรนด์ที่อยู่รอดเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะยอดขายลดลงอย่างมากสวนทางกับกำลังผลิตที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปก่อนหน้า
 
การแข่งขันดังกล่าวส่งผลให้บริษัทจำนวนมากใช้กลยุทธ์ลดราคา เพื่อให้ได้จำนวนปริมาณการขายมากกว่าการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น รถยนต์หลายรุ่นถูกปรับราคาลงเพื่อกระตุ้นยอดจอง
 
แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะผันผวน และความต้องการภายในประเทศชะลอตัว ผลที่ตามมาคืออัตรากำไรของทั้งอุตสาหกรรมลดลงพร้อมกัน
 
ขณะที่กำลังการผลิตโดยรวมยังสูงกว่าความต้องการซื้อของบริโภค สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโมเดลการเติบโต ที่พึ่งพาการลงทุนและการขยายกำลังผลิตล่วงหน้า
 
ปรากฏการณ์สงครามราคา ยังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ แพลตฟอร์มบริการออนไลน์ ฟู้ดเดลิเวอรี่ เครื่องดื่ม กาแฟ ซึ่งบริษัทแข่งขันกันด้วยคูปอง ส่วนลด และโปรโมชั่น “ลดแลกแจกแถม” เพื่อดึงดูดการซื้อของลูกค้า
 
ในระยะสั้นผู้บริโภคอาจได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง แต่ในระดับมหภาค การลดราคาลงพร้อมกันทั้งระบบทำให้รายได้ภาคธุรกิจหดตัว การจ้างงานชะลอตัว และการลงทุนใหม่ถูกเลื่อนออกไป กลายเป็นแรงกดดันให้เกิดภาวะเงินฝืดสะสมตามมา
 
Stocktwits ระบุว่า รัฐบาลจีนเริ่มแก้ปัญหาด้วยแนวคิด “anti-involution” โดยส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ทำลายความยั่งยืนของอุตสาหกรรม มีการหารือแนวทางจำกัดการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนในบางภาคส่วน และเรียกร้องให้บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพ นวัตกรรม และผลกำไรที่สมเหตุสมผลมากกว่าการแย่งส่วนแบ่งการตลาดเพียงอย่างเดียว
 
ความท้าทายคือ เมื่อกำลังผลิตมีมากจนล้น และอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ให้ธุรกิจต้องลดราคาเพื่อเอาตัวรอด ทำให้สงครามราคาของจีนไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการสะท้อนของความไม่สมดุลของการผลิตและการบริโภค ที่ภาครัฐจำเป็นต้องจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้สงครามราคาลุกลามกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
 
กระพือข่าวสงครามราคาจีนทั่วโลก
 

ปรากฏการณ์ “สงครามราคา” ของจีนไม่ได้ถูกพูดถึงเฉพาะในสื่อด้านเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่ยังถูกเผยแพร่และขยายความในสื่อของไทยอีกด้วย
 
รายงานผ่านช่อง YouTube ของกรุงเทพธุรกิจ อธิบายภาพรวมว่า การแข่งขันตัดราคาของจีนไม่ได้จำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ลามไปยังฟู้ดเดลิเวอรี่ อี-คอมเมิร์ซ ไปจนถึงแชนธุรกิจกาแฟและร้านอาหาร ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังวิกฤตอสังหาริมทรัพย์
 
รายงานดังกล่าวชี้ว่า ในระยะสั้น การลดราคาอาจช่วยกระตุ้นยอดขายและรักษาการจ้างงานของบริษัท แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายอุตสาหกรรม กลับสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอัตราการทำกำไรของบริษัท รายได้ของแรงงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
 
ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเงินฝืดสูง หากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าราคาจะลดลงต่อเนื่อง พวกเขามีแนวโน้มชะลอการลงทุน ขณะที่ผู้บริโภคอาจชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอราคาที่ถูกลงกว่าเดิม
 
อีกด้านหนึ่ง มีรายงานผ่าน YouTube ที่สะท้อนท่าทีเกี่ยวกับนโยบายของทางรัฐบาลจีน โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องนี้เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนในอุตสาหกรรม EV และกำลังพิจารณามาตรการกำกับดูแลเพื่อไม่เกิดการแข่งขันด้านราคาที่บั่นทอนเสถียรภาพของตลาด
 
แนวคิดนี้สอดคล้องกับท่าที “anti-involution” ที่ต้องการควบคุมการแข่งขันที่ทำลายคุณภาพและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ
 
การออกข้อกำหนดห้ามขายต่ำกว่าต้นทุน แม้อาจช่วยประคองอุตสาหกรรมในระยะสั้น แต่ก็สะท้อนความตึงเครียดเชิงนโยบายที่จีนกำลังเผชิญ
 
กล่าวคือ หากปล่อยให้ตลาดแข่งขันเสรีเต็มรูปแบบ บริษัทที่อ่อนแออาจล้มละลายจำนวนมาก กระทบการจ้างงานและเสถียรภาพทางสังคม แต่หากแทรกแซงมากเกินไป ก็อาจบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้ปัญหากำลังการผลิตล้นยืดเยื้อ
 
จากรายงานข่าว เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลจีนเริ่มตระหนักว่าสงครามราคาที่เคยถูกมองเป็นเครื่องมือทางการแข่งขัน กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และอาจบังคับให้ทบทวนทิศทางโมเดลการเติบโตในระยะยาว
 
ผลกระทบเงินฝืดและตัวเลขเศรษฐกิจจริง
 

สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดไม่ได้มาจากแคมเปญลดราคาในโชว์รูมรถยนต์ รายงานของ Reuters ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนหดตัว 3.6% ในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นการลดลงแรงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี
 
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นแรงกดดันด้านราคากำลังกระจายตัวในภาคการผลิตวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บางอุตสาหกรรมเท่านั้น
 
แม้บางช่วงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ช่องว่างระหว่าง CPI และ PPI บ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ผู้ผลิตต้องเผชิญต้นทุนคงที่ ขณะที่ราคาขายส่งลดลงต่อเนื่อง ทำให้อัตรากำไรหดตัว และความสามารถในการชำระหนี้ลดลง
 
ภาวะนี้สะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรงพอจะดูดซับกำลังการผลิตจำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงหลายปีก่อนหน้า
 
ภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นได้อย่างไร?
 
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากอธิบายว่า สิ่งที่จีนกำลังเผชิญไม่ใช่โปรโมชั่นระยะสั้น แต่เป็นปัญหาสะสมจากหลายด้านพร้อมกัน
  1. กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัวลง การฟื้นตัวหลังการระบาดโควิดไม่ทั่วถึง ประกอบกับความไม่มั่นใจในตลาดแรงงานและมูลค่าสินทรัพย์ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ภาคครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
  2. ภาระหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้รัฐบาลท้องถิ่นสูง ส่งผลให้ความสามารถทางการคลัง (fiscal space) ของรัฐบาลถูกจำกัด การกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่จึงทำได้ยากเมื่อเทียบกับในอดีต
  3. กำลังการผลิตล้น (overcapacity) ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ EV แบตเตอรี่ และโซลาร์ ทำให้บริษัทในอุตสาหกรรมนั้นๆ แข่งขันกันลดราคา เพื่อระบายสินค้ามากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่ม
  4. แรงกดดันจากต่างประเทศ มาตรการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีน โดยเฉพาะสินค้าที่ถูกมองว่าได้รับการอุดหนุนจากรัฐ ทำให้บริษัทจีนเผชิญข้อจำกัดในการตั้งราคาส่งออก และต้องแบกรับต้นทุนภาษีหรือกำแพงกีดกันเพิ่มเติม
เมื่อปัจจัยทั้งหมดทำงานพร้อมกัน ภาวะเงินฝืดจึงก่อตัวขึ้นในลักษณะ “self-reinforcing” กล่าวคือ ราคาที่ลดลงบั่นทอนกำไร กำไรที่ลดลงบั่นทอนการลงทุน การลงทุนที่ชะลอตัวทำให้รายได้และการจ้างงานเติบโตช้าลง และท้ายที่สุดย้อนกลับมากดทับอุปสงค์อีกครั้ง นักวิเคราะห์บางรายมองว่า
 
นี่คือการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการแสวงหาการเติบโตทางธุรกิจ และเป็นผลลัพธ์ของโมเดลเศรษฐกิจที่ขยายกำลังการผลิตที่รวดเร็วกว่าการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ
 
“สงครามราคา” จึงไม่ใช่เป็นเพียงยุทธศาสตร์ทางการตลาด แต่เป็นการสะท้อนความไม่สมดุลในเชิงโครงสร้างธุรกิจ ที่กำลังทดสอบขีดความสามารถของจีนในการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งในระดับนโยบาย การเงิน และภาคอุตสาหกรรม
 
ดัชนีและตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ในอุตสาหกรรม
 

ภาพของ “สงครามราคา” เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กรณีของ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ถูกบันทึกไว้ในข้อมูลสาธารณะรวมถึงหน้าอ้างอิงอย่าง Wikipedia ว่า บริษัทมีการปรับลดราคารถยนต์หลายรุ่นในช่วงปีที่ผ่านมา บางรุ่นลดลงเป็นหลักหมื่นหยวน เพื่อกระตุ้นยอดขายและระบายสต็อกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงในตลาด EV ภายในประเทศ ซึ่งมีผู้เล่นจำนวนมากและกำลังการผลิตที่ขยายตัวรวดเร็วกว่าอุปสงค์จริง
 
การลดราคาของ BYD ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งต่างชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแรงกดดันด้านสต็อกและกระแสเงินสดของทั้งอุตสาหกรรม เมื่อผู้นำตลาดต้องลดราคา ผู้เล่นรายอื่นย่อมถูกกดดันให้ทำตาม ส่งผลให้ทั้งอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวพร้อมกัน ขณะที่ต้นทุนคงที่ เช่น ค่าโรงงานและค่าแรง ยังอยู่ในระดับสูง
 
สัญญาณความอ่อนแอไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ แต่ลุกลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ข้อมูลจาก Shanghai Metals Market (SMM) ระบุว่า ความต้องการแบตเตอรี่ EV ในประเทศจีนชะลอตัวลง และอัตราการเดินเครื่องของโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่บางแห่งลดลงจากช่วงที่ตลาดขยายตัวและมีความต้องการสูงก่อนหน้านี้
 
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังการผลิตในระบบเริ่มเกินความต้องการในตลาด ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปที่ราคาขายได้
 
เมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ลดลง บริษัทต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ต้องลดกำลังผลิต ปรับลดราคา หรือยอมแบกรับต้นทุนคงที่ต่อหน่วยที่สูงขึ้น หลายบริษัทเลือกทางออกที่เร็วที่สุดคือ “ลดราคา” เพื่อรักษาปริมาณการขาย แต่ผลลัพธ์เชิงระบบคือการกดทับกำไรทั้งอุตสาหกรรม และเพิ่มความเสี่ยงที่บริษัทขนาดเล็กต้องเผชิญปัญหาสภาพคล่อง
 
ในเชิงมหภาค ดัชนีเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขอุตสาหกรรมเฉพาะทาง แต่เป็นตัวชี้วัดภาวะ overcapacity ที่ฝังลึกในระบบการผลิตของจีน และเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงจากการแข่งขันเชิงจุลภาคของบริษัท ไปสู่แรงกดดันภาวะเงินฝืดในระดับประเทศ
 
มุมมองเชิงนโยบาย เศรษฐกิจมหภาค
 

ภาวะสงครามราคาในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันทางธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนผ่านดัชนีเศรษฐกิจระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง รายงานของ Reuters และบทวิเคราะห์ผ่าน Investing.com ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนติดลบต่อเนื่องหลายเดือน
 
ซึ่งสะท้อนภาวะเงินฝืดฝั่งผู้ผลิตที่ยืดเยื้อยาวนานกว่ารอบปกติ การลดราคาสินค้าในอุตสาหกรรมหลัก เช่น รถยนต์ เหล็ก และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แรงกดดันด้านราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง
 
เมื่อ PPI ติดลบยาว ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (cost pass-through) ของผู้ผลิตยิ่งลดลง ส่งผลให้กำไรภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงด้านหนี้เพิ่มสูงขึ้นในภาคธุรกิจ
 
โดยเฉพาะบริษัทที่ขยายกำลังผลิตในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นก่อนหน้า ภาพนี้ทำให้เงินฝืดไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการจ้างงาน การลงทุน และเสถียรภาพการเงิน
 
ในระดับนโยบาย รายงานของ Financial Times ที่อ้างถึงข้อเสนอของ International Monetary Fund ชี้ว่า จีนควรลดการอุดหนุนในภาคอุตสาหกรรมลง หรือควรลดการสนับสนุนลงถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร และบรรเทาปัญหากำลังผลิตล้น (overcapacity) ซึ่งเป็นรากฐานของสงครามราคาในหลายภาคส่วน
 
IMF ยังเสนอให้จีนปรับสมดุลโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศจากการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก ไปสู่การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ผ่านการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบสวัสดิการสังคมและการสนับสนุนรายได้ให้กับภาคครัวเรือน
 
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากรายได้ภาคครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการซื้อจะช่วยดูดซับกำลังการผลิตที่กำลังล้นตลาด ลดแรงกดดันด้านราคา และแก้ปัญหาภาวะเงินฝืดได้ในระยะกลาง
 
อย่างไรก็ตาม การลดอุดหนุนหรือปล่อยให้บางบริษัทล้มละลายย่อมมีต้นทุนทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะในบริบทที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ นี่จึงเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่มีความซับซ้อน รัฐบาลจีนจะรักษาเสถียรภาพระยะสั้นอย่างไร
 
โดยไม่ขยายปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว และเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพและนวัตกรรมได้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ผลกระทบในต่างประเทศ กรณี “เซ้งร้าน” ในไทย
 

กระแส “สินค้าจีนราคาถูก” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอุตสาหกรรมหนักอย่างรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังลุกลามมาถึงธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในการใช้ชีวิตประจำวัน
 
ถ้าย้อนกลับไปในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เกิดกระแสร้านอาหารและเครื่องดื่มจากจีนเข้ามาเปิดสาขาอย่างรวดเร็วในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยชูจุดขาย “ราคาต่ำ” ไม่ว่าจะเป็นร้านไก่ทอด ชานม ไอศกรีม หรือกาแฟ ที่ตั้งราคาเริ่มต้นเพียงหลักสิบบาท
 
กระแสดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยเฉพาะรายเล็กและแบรนด์แฟรนไชส์ไทยที่มีต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า และค่าแรงสูงกว่า
 
โมเดลธุรกิจจากจีนจำนวนหนึ่งอาศัยความได้เปรียบด้านซัพพลายเชน การจัดซื้อวัตถุดิบจำนวนมากและบางกรณีมีการนำเข้าวัตถุดิบส่วนผสมหรืออุปกรณ์จากจีนโดยตรง ทำให้สามารถตั้งราคาต่ำเพื่อดึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
 
ผลกระทบในระยะสั้น คือ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น ร้านท้องถิ่นบางแห่งต้องจัดโปรโมชั่นถี่ขึ้น หรือปรับลดขนาดสินค้าเพื่อรักษาระดับราคา ขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากทดลองใช้บริการเพราะ “ความคุ้มค่า”
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป กระแสความนิยมเริ่มแผ่วลงในบางพื้นที่ ผู้ประกอบการบางรายต้องประกาศ “เซ้ง” ร้านจำนวนมาก เนื่องจากปัจจัยหลายด้าน เช่น ทำเลที่ไม่เหมาะสม คุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนการดำเนินงานในไทยที่สูงกว่าคาด หรือความแตกต่างด้านรสนิยมผู้บริโภค
 
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบคล้ายกับที่เกิดในจีนเอง คือการใช้ “ราคาต่ำ” เป็นเครื่องมือเร่งการขยายตลาด แต่เมื่อฐานลูกค้าเริ่มนิ่ง และต้นทุนที่แท้จริงเริ่มปรากฏ โมเดลที่พึ่งพาการตัดราคาคู่แข่งในตลาดหนักๆ จะเผชิญข้อจำกัดด้านความยั่งยืน
 
ในบางกรณีสาขาที่ขยายเร็วในช่วงแรกต้องทยอยปิดตัว หรือชะลอการเปิดเพิ่มเมื่อรายได้ต่อสาขาไม่เป็นไปตามเป้า
 
ในเชิงมหภาค กรณีในประเทศไทยจึงเป็นภาพย่อส่วนของแรงส่งออกและภาวะเงินฝืดจากจีน สินค้าราคาต่ำแม้จะช่วยกดระดับราคาในตลาดในช่วงแรก แต่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพหรือแบรนด์ได้ในระยะยาว การแข่งขันจะกลับเข้าสู่การแข่งขันเรื่องคุณภาพ และผู้เล่นที่มีโครงสร้างต้นทุนแข็งแรงกว่าเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้
 
นี่เป็นบทเรียนว่า “สงครามราคา” อาจสร้างกระแสและดึงดูดลูกค้าได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้รับประกันความสำเร็จระยะยาว ทั้งในประเทศต้นกำเนิดและปลายทาง
 
มาตรการตอบโต้จากต่างประเทศ
 

แรงกระเพื่อมจากสงครามราคาของจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศจีนเท่านั้น เมื่อสินค้าราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดทั่วโลก ประเทศคู่ค้าหลายแห่งเริ่มมองว่านี่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันตามกลไกตลาด
 
แต่เป็นผลพวงจากการอุดหนุนภาครัฐและกำลังผลิตที่ล้นตลาดบิดเบือนราคา หนึ่งในกรณีชัดเจนที่สุดคือมาตรการของ European Union ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเพิ่มเติมสูงสุดถึง 45.3% สำหรับบางบริษัท หลังการไต่สวนการอุดหนุน (anti-subsidy investigation)
 
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปจากการแข่งขันด้านราคาที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม โดยสหภาพยุโรประบุว่าการสนับสนุนของรัฐบาลจีน ทำให้ผู้ผลิตในประเทศจีนสามารถตั้งราคาส่งออกต่ำกว่าระดับที่สะท้อนต้นทุนจริงได้ สุดท้ายทำให้ผู้ผลิตในยุโรปต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งด้านราคาและส่วนแบ่งทางการตลาด
 
ในเชิงมหภาค ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขึ้นภาษีเพียงครั้งเดียว หากส่งผลกระทบในเรื่องของภาษีนำเข้าที่ทำให้ต้นทุนรถยนต์จีนในยุโรปเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
 
บริษัทจีนต้องเผชิญกับอัตราการทำกำไรที่ลดลง หรือจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ ซึ่งหมายถึงต้นทุนการลงทุนใหม่ ขณะเดียวกัน หากจีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ก็อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้ารอบใหม่ระหว่าง 2 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่
 
แรงกดดันจากยุโรปยังเป็นสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ว่า การแข่งขันด้านราคาจากจีนกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองภายในประเทศเหล่านั้น เมื่ออุตสาหกรรมท้องถิ่นถูกกดดัน ผู้กำหนดนโยบายย่อมเผชิญแรงเรียกร้องให้ใช้เครื่องมือทางภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping) หรือการอุดหนุนในประเทศเพื่อรักษาฐานการจ้างงาน
 
สำหรับจีน มาตรการเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดภายนอกต่อโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่จีนพึ่งพาการส่งออกสินค้าที่มีกำลังผลิตเกินอุปสงค์ภายในประเทศ
 
หากตลาดหลักอย่างยุโรปเริ่มปิดประตูนำเข้าบางส่วน ความสามารถของจีนในการระบายสินค้าออกนอกประเทศจะลดลง และแรงกดดันด้านราคาอาจย้อนกลับมากระทบตลาดภายในประเทศหนักขึ้นอีก
 
นี่คือ วงจรสะท้อนกลับที่ทำให้สงครามราคากลายเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่ากลยุทธ์ทางการค้าเพียงอย่างเดียว
 
แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
1,998
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
381
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
361
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
344
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
343
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
339
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด