บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
299
3 นาที
19 พฤษภาคม 2569
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
 

ถ้าให้จัดอันดับว่าในประเทศไทยจังหวัดไหนที่มีร้านคาเฟ่มากที่สุด หากวัดกันที่จำนวนร้านต่อตารางกิโลเมตร หรือจำนวนร้านต่อสัดส่วนประชากรในพื้นที่ เชื่อได้เลยว่า เชียงใหม่ติดอันดับ 1 ถึงกับมีคำที่พูดกันว่า “ถ้าล้มตัวลงตรงนี้ ขาจะอยู่ร้านหนึ่ง หัวจะอยู่อีกร้านหนึ่ง” สะท้อนให้เห็นความหนาแน่นของของร้านคาเฟ่ในเชียงใหม่ได้อย่างดี
 
ทั้งนี้จากข้อมูลในเบื้องต้นคาดว่าเชียงใหม่มีร้านกาแฟและคาเฟ่ไม่ต่ำกว่า 2,500 – 3,000 แห่ง ซึ่งก็รวมทั้งแบบที่มีหน้าร้านชัดเจน ทั้งร้านขนาดกลาง ขนาดเล็ก รวมถึงแบบรถเข็นในบางพื้นที่ บริเวณที่หนาแน่นมากที่สุดอยู่ในอำเภอเมือง 
และที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเช่นแม่ริม , หางดง , ช้างม่อย , นิมมานเหมินท์ เป็นต้น
 
สัดส่วนความหนาแน่น 1 : 150 ในเขตอำเภอเมือง
 
ภาพจาก www.facebook.com/thebaristroofficial

การจำแนกความหนาแน่นของประชากรต่อร้านคาเฟ่ / ร้านกาแฟในเชียงใหม่ แตกต่างกันไปตามย่านเศรษฐกิจต่างๆ ถ้าดูเฉพาะในเขตอำเภอเมืองพบว่ามีร้านอยู่ประมาณ 1,500 แห่ง (ร้านที่จดทะเบียนและร้านอิสระขนาดเล็ก) โดยในเขตอำเภอเมืองนี้มีประชากร 230,000 คน (ข้อมูลตามทะเบียนราษฏร์) ที่ยังไม่นับรวมนักท่องเที่ยวที่เข้ามา

สัดส่วนความหนาแน่นเบื้องต้นประมาณ 1 : 150 คน เปรียบเทียบสัดส่วนนี้ถือว่าหนาแน่นสูงมาก เพราะหากเทียบกับมาตรฐานเมืองใหญ่ในระดับโลก บางเมืองอาจมีสัดส่วน 1 ร้านต่อประชากร 500-1,000 คน
 
หรือถ้าคิดคำนวณจำนวนร้าน ต่อ พื้นที่ ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่มีพื้นที่ประมาณ 40 ตร.กม.หรือประมาณ 40 ล้านตารางเมตร จำนวนร้านกาแฟประมาณ 1,500 แห่ง ค่าเฉลี่ยคือ 3.75 ร้านต่อ 1 ตารางกิโลเมตร หมายความว่าหากกระจายร้านให้เท่ากันทุกจุดในทุกๆ 160 เมตรเราจะเดินไปเจอร้านกาแฟ 1 ร้าน
 
ในย่านนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อย่างที่นิมมานเหมินทร์ ซอย 1 ถึง 17 ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1 ตร.กม.หรือประมาณ (1 ล้านตารางเมตร มีร้านกาแฟอยู่ประมาณ 200 ร้านค้า ความหนาแน่นเทียบพื้นที่คือ 1 ต่อ 5,000 ตารางเมตร หรือในพื้นที่ขนาดเท่าสนามฟุตบอลขนาดใหญ่จะมีร้านกาแฟอยู่ประมาณ 1.4 ร้าน อย่างไรก็ดีอาจมีบางคนแย้งว่าในกรุงเทพฯน่าจะมีร้านกาแฟ /คาเฟ่เยอะกว่า อันนี้ก็ถูกต้องแต่ถ้าวิเคราะห์ในขนาดพื้นที่ร่วมกับจำนวนประชากร เชียงใหม่มีการกระจุกตัวมากที่สุด
 
เปรียบเทียบความหนาแน่นร้านกาแฟ /คาเฟ่ใน เชียงใหม่ vs เกาหลีใต้
 

ภาพจาก www.facebook.com/thebaristroofficial

ในขณะที่เชียงใหม่มีความหนาแน่นที่ประมาณ 1:150 ในเขตอำเภอเมือง ไปดูที่กรุงโซล ของเกาหลีใต้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีร้านกาแฟหนาแน่นแห่งหนึ่งในโลก โดยเกาหลีใต้มีร้านกาแฟรวมกว่า 100,000 แห่ง เฉพาะในโซลมีร้านกาแฟแทบจะทุกหัวมุมถนนคล้ายเชียงใหม่

แต่เน้นไปที่ร้านแบบ Chain Store และร้านขนาดเล็กพื้นที่จำกัด ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20,000 แห่ง สัดส่วนความหนาแน่นประมาณ 1:500 หากวัดเฉพาะประชากรเทียบพื้นที่และจำนวนร้าน เชียงใหม่หนาแน่นกว่า แต่คนเกาหลีมีอัตราการดื่มกาแฟที่สูงกว่าเฉลี่ย 367 แก้วต่อปี 
 
สาเหตุที่ทำให้ร้านกาแฟ / คาเฟ่ในเชียงใหม่ดูหนาแน่นทั้งที่ในกรุงโซลมีร้านกาแฟ / คาเฟ่เยอะกว่า เป็นเพราะขตเมืองเชียงใหม่มีขนาดเล็กและกระจุกตัว ร้านส่วนใหญ่จึงตั้งอยู่เบียดกันในย่านเดียว ทั้งในนิมมานฯ, ช้างม่อย, คูเมือง ไม่ได้กระจายตัวเหมือนในกรุงโซลที่ส่วนใหญ่ไปอยู่ตามสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ

หรืออาจเป็นเพราะการออกแบบร้าน เนื่องจาก คาเฟ่เชียงใหม่มักเป็นแบบ Standalone มีดีไซน์เด่นชัด กินพื้นที่กว้าง ทำให้ มองเห็น และสัมผัสถึงร้านได้มากกว่าร้านในโซลที่มักจะอยู่ในตึกแถวหรือชั้นใต้ดิน

อย่างไรก็ดีนี่คือการเปรียบเทียบความหนาแน่นระหว่างเชียงใหม่กับกรุงโซล แต่ในความเป็นจริง เกาหลีใต้ไม่ใช่ประเทศที่มีร้านกาแฟ / คาเฟ่มากที่สุดหากดูข้อมูลอัปเดตในปี 2025 – 2026 พบว่าอินโดนีเซีย ครองตำแหน่งประเทศที่มีร้านกาแฟ/คาเฟ่มากที่สุดในโลก จำนวน 460,000 ร้าน ตามมาด้วย จีนจำนวน 190,000 ร้าน ขณะที่เกาหลีใต้อยู่อันดับที่ 5 จำนวน 100,000 ร้าน และไทยตามมาในลำดับที่ 6 จำนวน 97,000 ร้าน
 
ร้านเยอะ! คนแยะ! ธุรกิจร้านกาแฟ / คาเฟ่ในเชียงใหม่ กำไรดีแค่ไหน?
 
ภาพจาก www.facebook.com/akhaamacoffee

การกระจุกตัวของคาเฟ่/ร้านกาแฟ ในเชียงใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเทรนด์ฮิตเท่านั้น แต่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยทางเศรษฐกิจร่วมด้วย ถ้าวิเคราะห์เหตุผลเบื้องต้นพบว่า
  1. เชียงใหม่เป็นแหล่งวัตถุดิบกาแฟ โดยอยู่ใกล้แหล่งปลูกอาราบิก้าคุณภาพดีทั้งที่ดอยช้าง หรือว่าแม่กำปอง ทำให้โรงคั่วและร้านคาเฟ่สามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟสดใหม่ได้ในราคาที่ต่ำกว่าจังหวัดอื่น
  2. ต้นทุนค่าเช่าและดีไซน์ร้านที่มีความพิเศษ ซึ่งต้นทุนค่าเช่าในเชียงใหม่ถ้าเทียบกับกรุงเทพฯถือว่าถูกกว่า เปิดโอกาสให้คนที่ทุนน้อยก็เริ่มสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาได้ขึ้นอยู่กับการดีไซน์ร้านและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการ
  3. ศูนย์รวมของแหล่งท่องเที่ยว เป็นเสน่ห์สำคัญของจังหวัดท่องเที่ยวที่จะดึงดูดลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติได้มาก เป็นจุดหมายปลายทางที่คนต้องการเดินทางไปสัมผัสโดยเฉพาะในฤดูท่องเที่ยวที่คนจะมากเป็นพิเศษ
ถ้ามองในเรื่องกำไรและความอยู่รอดของธุรกิจร้านกาแฟ /คาเฟ่ในเชียงใหม่ ก็อาจจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่
  • กลุ่มที่มีกำไรมหาศาล ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนทั้งการเป็นร้านที่มีชื่อเสียง , การได้รับรางวัลระดับโลก , มีจุดเด่นและความพิเศษของร้าน กลุ่มนี้จะมีกำไรต่อแก้วเฉลี่ย 60-70% ราคาขายต่อแก้วอาจสูงถึง 150-200 บาท แน่นอนว่ารายได้อีกส่วนคือการขายของที่ระลึกที่บางครั้งกำไรจากสินค้าเหล่านี้สูงกว่าการขายกาแฟด้วย
  • กลุ่มที่อยู่รอดและพอมีกำไร ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดกลาง - เล็ก เน้นลูกขาประจำและคนในพื้นที่ เน้นการขายในปริมาณมากและมีการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพกำไรสุทธิอาจจะอยู่ประมาณ 15-25% แต่หัวใจสำคัญของกลุ่มนี้คือต้องพยามปรับตัวและแข่งขันสู้กับคู่แข่งที่เปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา
  • กลุ่มขาดทุน / เท่าทุน มักจะเป็นร้านที่เน้นดีไซน์สวยตามเทรนด์ แต่ไม่มีจุดขายเรื่องรสชาติ หรือไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดี แน่นอนว่ากลุ่มนี้มีจำนวนเยอะที่สุดในสถิติของการปิดตัวลง หลายๆร้านอาจอยู่ได้ไม่ถึงปี เพราะค่าการตลาดพุ่งสูงแต่ลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำมีจำนวนน้อย
อย่างไรก็ดีถ้าพูดถึงร้านคาเฟ่ / กาแฟ ที่ยอดขายดี อาจต้องใช้เกณฑ์ความนิยม , การขยายสาขา มาเป็นตัวชี้วัด ซึ่งก็มีหลายร้านที่น่าสนใจยกตัวอย่างเช่น 
  • The Baristro เป็นร้านที่มีการขยายสาขาได้มากที่สุดแบรนด์หนึ่งในเชียงใหม่ เช่นสาขาหลัง มช. (ถ.สุเทพ) , สาขาป่าตัน(ริมแม่ปิง) , สาขาหน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ , สาขาศิริมังคลาจารย์ เป็นต้น สาขาที่ได้รับความนิยมสูงมีรายได้เฉลี่ยต่อสาขาประมาณ 1-3 ล้านบาทต่อเดือน 
  • Roast8ry (โรสทรี) สาขาแรกสุดตั้งอยู่ที่ นิมมานเหมินท์ ซอย 3 เจ้าของคือแชมป์โลก World Latte Art โดยเลข 8 ที่อยู่ในชื่อร้านคือ Brand DNA ที่บอกเล่าเรื่องราวความพยายามจากบาริสต้าอันดับ 8 ของโลก จนก้าวขึ้นสู่การเป็น World Latte Art Champion ในปี 2017 ถือเป็นร้านกาแฟแบบพรีเมี่ยมที่อัตรากำไรต่อแก้วค่อนข้างสูง
  • Akha Ama มีสาขาที่โดดเด่นคือ สาขาอำเภอแม่ริม , สาขาในตัวเมือง เป็นแบรนด์ที่มี Brand Loyalty สูงมากทั้งคนไทยและต่างชาติ มีจุดเด่นคือการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้ดีกว่าคู่แข่ง เพราะเน้นการรับมาจากไร่ของชุมชนเองโดยตรง นอกจากเครื่องดื่มยังขายผลิตภัณฑ์อย่างเมล็ดคั่วกาแฟที่ส่งให้ร้านอื่น (B2B) เป็นรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่งด้วย
Checklist ให้ดีก่อนตัดสินใจเปิดร้านกาแฟ / คาเฟ่ในเชียงใหม่
 

ภาพจาก www.facebook.com/thebaristroofficial

เหตุผลประกอบการตัดสินใจว่าควรเปิดร้านกาแฟ / คาเฟ่ในเชียงใหม่ยุคนี้หรือไม่ มีทั้งเหตุผลที่ควรทำและไม่ควรทำก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างละเอียด เริ่มจากเหตุผลที่ไม่ควรลงทุน เพราะมองว่าตอนนี้ตลาดเกินจุดอิ่มตัว

ถ้าเป็นร้านกาแฟที่ไม่มีจุดขายโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์ ไหนจะต้องสู้กับสงครามราคา และร้านใหญ่ก็มีข้อได้เปรียบในเรื่องการบริหารจัดการวัตถุดิบ รวมถึงร้านใหญ่มีงบด้านการตลาดที่มากกว่า แต่เหตุผลที่ยังน่าทำก็เป็นเพราะถ้าเปิดร้านโดยใช้ไอเดียหรือจับจุดในทำเลที่เมืองกำลังขยายออกไป รวมถึงโมเดลธุรกิจที่เน้นความเร็ว คุณภาพ ราคาเข้าถึงได้ง่าย กลุ่มนี้ยังมีความต้องการสูง หรือจะเน้นธุรกิจที่ไปทางสายสุขภาพเพื่อจับกลุ่มคนรักษ์สุขภาพให้มาใช้บริการมากขึ้น
 
อย่างไรก็ดีเราก็ควร Checklist เบื้องต้นว่าเรามีทำเลที่ดีแค่ไหน เป็นที่ดินตัวเองหรือเช่า มีแหล่งวัตถุดิบที่ถูกกว่าเจ้าอื่นแค่ไหน รวมถึงโมเดลธุรกิจของเราขายประสบการณ์หรือความคุ้มค่า ทั้งนี้ก็ควรมองหารายได้เสริมที่ไม่ใช่แค่การขายเครื่องดื่มแต่เป็นการเพิ่มเมนูอื่นๆ ในร้านหรือสินค้าที่น่าสนใจเพื่อทำให้ธุรกิจมีรายได้จากหลายช่องทางมากขึ้น
 
ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งเชียงใหม่อาจมีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับการเปิดร้านคาเฟ่ / กาแฟ แต่ในจังหวัดอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันสิ่งสำคัญอยู่ที่การจับจุดความต้องการลูกค้าและพัฒนาโมเดลธุรกิจให้สอดคล้อง เราอาจไม่ต้องโฟกัสแค่การเปิดร้านที่เชียงใหม่ อาจเป็นจังหวัดใกล้ๆ ที่ต้นทุนถูกกว่าแต่ความต้องการของลูกค้ามีมากไม่แพ้กัน ก็ขึ้นอยู่กับการตลาด + คุณภาพสินค้าและบริการของผู้ลงทุนเป็นสำคัญด้วย
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Brand as a Creator ไม่ทำไม่รอด!
697
ไม่รอด! อวสานร้านเล็ก ส่วนใหญ่เซ้ง - เจ๊งยับ
622
เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026 วิธีบริหารเงินฉบับ “Famil..
613
สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จ..
434
ร้านแว่นตาท็อปเจริญ ดูเงียบๆ แต่รวยดัง
428
“White Label” สร้างธุรกิจ ทำสินค้า “ไม่ติดแบรนด์..
421
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด