บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
434
4 นาที
6 กรกฎาคม 2569
ถึงเวลาแพลตฟอร์มเอาคืน ภาครัฐไม่ตื่น คนขายไม่ฟื้น คนซื้อไม่ไหว
 

สมัยก่อนอยากได้สินค้าอะไรก็ต้องไปซื้อที่ร้าน การจะสั่งซื้อสินค้ามาส่งที่บ้านคือเรื่องที่เกิดขึ้นยากเพราะความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่กลัวถูกโกง กลัวจ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ 
 
กระทั่งในปี 2542 เป็นยุคแรกของ E-Commerce ที่เริ่มมีในเมืองไทยแต่รูปแบบก็แทบไม่แตกต่าง อารมณ์เหมือนเปิดท้ายขายของออนไลน์ ใครอยากขายอะไรก็มาตั้งกระทู้ทิ้งไว้ ถ้าพ่อค้าแม่ค้ามาเจอก็พูดคุยกันในกระทู้ ถ้าติดต่อกันจนถึงขั้นซื้อขายก็ใช้การโอนเงินผ่าน ATM แล้วให้ที่อยู่พ่อค้าแม่ค้าเพื่อจัดส่งสินค้า
 
กระทั่งในปี 2546 ที่เว็บบอร์ดต่างๆ เริ่มกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่อสำอาง ที่เริ่มเติบโตแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
 
ธุรกิจยักษ์ใหญ่จากต่างชาติ เริ่มทำตลาดในเมืองไทย 
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

เมื่อนักธุรกิจต่างชาติมองเห็นว่าคนไทยเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น จึงมองเห็นโอกาสเติบโต ในปี 2555 Lazada เริ่มเข้ามาบุกเบิกตลาดเมืองไทย และทำการตลาดให้คนไทยไม่ต้องกลัวเรื่องการถูกโกงเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์พร้อมสร้างระบบเก็บเงินปลายทาง (COD) ทำให้แพลตฟอร์มเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น 
 
กระทั่งในปี 2558 ที่ Shopee เริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งแย่งสัดส่วนการตลาด จากนั้นก็ถือเป็นยุคทองของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีเจ้าอื่นเข้ามาร่วมแชร์ส่วนแบ่งตลาดในภายหลังเช่น JD CENTRAL , Temu , 11 street เป็นต้น 
 
ถ้าถามว่าในตอนนั้นบรรดายักษ์ใหญ่ต่างชาติมองเห็นศักยภาพอะไรในเมืองไทยก็น่าจะมาจากหลายปัจจัยได้แก่
  • เป็นยุคทองของสมาร์ทโฟนอันเนื่องจากการประมูลคลื่นความถี่ 3G และ 4G ในช่วงปี 2555 – 2558 ทำให้ราคาโทรศัพท์ถูกลงมาก คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น
  • อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคนไทยเพิ่มจาก 30% ในปี 2555 มาถึงระดับ 60% ในปี 2559 
  • สถิติระบุว่าในกรุงเทพมีผู้ใช้งาน Facebook มากที่สุดในโลกคนไทยใช้เวลาบนโลกออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4-5 ชั่วโมงต่อวัน
  • ตลาด E-Commerce ของไทยในปี 2558 มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทอัตราเติบโต 20-30% ต่อปี
ซึ่งในตลาดที่แข่งขันดุเดือดก็มีหลายแพลตฟอร์มที่ยังไปต่อและบางแพลตฟอร์มเข้ามาแล้วก็หายไป อย่าง TikTok Shop ที่เพิ่งเริ่มเปิดฟีเจอร์นี้ในปี 2565 แต่ก็มาแรงเพราะใช้วิธีที่ตัวเองมีกลุ่มผู้ใข้งานอยู่จำนวนมากคะเนว่าไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านคนทั่วประเทศ 
 
ถ้าดูที่สัดส่วนการตลาดตอนนี้ Shopee ครองส่วนแบ่งกว่า 50%  ตามมาด้วย TikTok Shop 32%  และ Lazada 18%
 
กลยุทธ์ยอมเจ็บตัวก่อนเพื่อเอาคืนทีหลัง
 
สังเกตว่าในช่วงแรกแทบทุกแพลตฟอร์มต่างงัดการตลาดมาล่อตาล่อใจให้เรากลายเป็นลูกค้า เช่นไม่เก็บค่าธรรมเนียม แจกคูปอง หรือการส่งฟรี ถึงขนาดที่ตัวเองยอมขาดทุนหนัก 
 
ยกตัวอย่างคือ Lazada ในช่วงปี 2558 - 2563 เคยทำสถิติขาดทุนสะสมในไทยปีละ 2,000 - 3,000 ล้านบาท ทางด้าน Shopee  ที่เข้ามาทีหลังแต่ก็อัดโปรโมชันเข้มข้นก็เคยขาดทุนสุทธิสูงสุดในปี 2561 ถึง 4,100 ล้านบาท 
 
ในทางการตลาดโมเดลนี้คือ "Predatory Pricing" หรือการตั้งราคาตัดราคาเพื่อทำลายคู่แข่งในท้องถิ่นซึ่งไม่มีเงินทุนมาสู้  สุดท้ายร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมหลายแห่งก็ต้องย้ายตัวเองไปอยู่บนแอปพลิเคชันที่เหมือนจะไม่มีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่และมีโอกาสขายได้มากกว่า 
 
ในมุมของคนซื้อก็เริ่มยึดติดความสะดวกสบายคนบางส่วนเลิกไปเดินห้าง เลิกไปเดินตลาด  และเมื่อผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วไปเริ่มน้อยลง คู่แข่งก็เหลือน้อยแพลตฟอร์มเหล่านี้จึงได้เวลาเอาคืน
 
Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมปี 2026
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

โดยพุ่งเป้าไปที่ ค่าธรรมเนียมการผ่อนชำระ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุดเช่น 
  • ผ่อน 3 เดือน จากเดิม 4% ปรับใหม่เป็น 5% 
  • ผ่อน 6 เดือน จากเดิม 5.5% ปรับใหม่เป็น 6.5%
  • ผ่อน 10 เดือนขึ้นไป จากเดิม 6% ปรับใหม่เป็น 7%
รวมถึงการผ่อนชำระผ่านระบบสินเชื่อแอปก็เพิ่มขึ้น 1% และเมื่อนำไปรวมกับค่าธรรมเนียมการขายพื้นฐาน + ค่าบริการแคมเปญ เช่น ส่งฟรีหรือคืนคอยน์ ทำให้ภาพรวมถ้าร้านค้าจัดโปรโมชันเต็มรูปแบบ 
 
ต้นทุนจะถูกรีดออกไปตั้งแต่ 7 - 15.52% ทันที ทำให้ในปี 2567 Shopee มีรายได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท และมีกำไรประมาณ 4,600 ล้านบาท
 
Lazada ค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 12-15%
  • ค่าธรรมเนียมการใช้บริการระบบ ซึ่งคิดจากราคาสินค้าที่หักจากส่วนลดของร้านค้าแล้ว อย่างสินค้าทั่วไป / แฟชั่น คิดอัตรา 4-5% ถ้าเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ / ไอที / เครื่องใช้ไฟฟ้า คิดอัตรา 3-4% 
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน คิดจากยอดรวมทั้งหมดที่ผู้ซื้อจ่ายจริง ถ้าจ่ายช่องทางทั่วไปคิดอัตราเท่ากันที่ 3.21% (รวม VAT) ถ้าเป็นช่องทางผ่อนชำระร้านค้าจะต้องเป็นผู้แบกรับค่าธรรมเนียมการจัดการนี้เพิ่มอีก ประมาณ 5-7% (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาจำนวนเดือน) 
  • ค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมโปรแกรม (Campaign Fee) ถ้าหากร้านค้าไม่กดเข้าร่วม สินค้าจะถูกลดการมองเห็นและไม่มีป้ายแท็กดึงดูดลูกค้า โดยโปรแกรมส่งฟรีพิเศษ คิดเพิ่มอีกประมาณ 4 – 5 % ของมูลค่าสินค้า และ โปรแกรมสะสมเหรียญ/คืนคอยน์ (คิดเพิ่มอีก 3%
คิดอัตราค่าธรรมเนียมรวมทุกแคมเปญแล้ว ร้านค้าจะต้องสูญเสียส่วนต่างกำไรให้แพลตฟอร์มเฉลี่ยอยู่ที่ 12% - 20% 
 
ทั้งนี้ Lazada ในปี 2568 มีรายได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท และมีกำไรประมาณ 1,400 ล้านบาท 
 
TikTok Shop ค่าธรรมเนียมแฝง 25-30%
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

จากการที่ถูกยกให้เป็นแพลตฟอร์มมาแรงจนก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 แทน Lazada โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต้องแลกถึง 4 ต่อ
  • ค่าคอมมิชชันการขาย ปรับเพิ่มขึ้นตามหมวดหมู่สินค้า โดยเรตล่าสุดพุ่งทะยานขึ้นไปสูงสุดถึง 9.63% (รวม VAT)
  • ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโต เป็นค่าธรรมเนียมบังคับจ่ายตัวใหม่ที่ระบบนำมาทดแทนโปรแกรมส่งฟรี (Free Shipping XTRA) เดิม โดยเรียกเก็บเพิ่มอีก สูงสุดถึง 6.42% - 8.03% เพื่อเป็นค่าระบบจัดการโค้ดส่งฟรีและการมองเห็นที่แพลตฟอร์มโยนให้ร้านค้าแบกรับแทน
  • ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม คิดจากยอดรวมที่ลูกค้าจ่ายจริงบวกส่วนลดแพลตฟอร์ม ล็อกเรตตายตัวที่ 3.21% (รวม VAT) ไม่ว่าจะชำระเงินผ่านบัตรเครดิต, โอนเงิน, Wallet หรือเก็บเงินปลายทาง
  • ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม เป็นค่าระบบคงที่ เก็บเพิ่มอีก 1.07 บาท (รวม VAT) ต่อทุก ๆ คำสั่งซื้อ สำหรับร้านค้าที่มียอดขายเกิน 100 ออเดอร์ต่อเดือน
กรณีศึกษาที่น่าสนใจล่าสุดที่เราได้ยินข่าวคือ แพรี่ ไพรวัลย์ ที่ไลฟ์สดขายทุเรียนผ่าน TikTok Shop มียอดขายรวมภายในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ สูงถึง 2,859,148 บาท 
 
ดูเหมือนจะรวย แต่เมื่อกดถอนเงินกลับพบว่าถูกหักค่าธรรมเนียมแฝง ไปถึง 729,300 บาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 25% ของยอดขาย หรือคิดกันแบบง่ายๆ หากร้านค้าทั่วไป ขายสินค้ากลุ่มแฟชั่นราคา 100 บาท 
 
แล้วลูกค้าใช้โค้ดส่งฟรี ร้านค้าจะถูก TikTok Shop หักค่าธรรมเนียมแฝงรวมกันทั้ง 4 ต่อไปเกือบ 22 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 22% ทันที ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าแคมเปญยิงแอด และ ค่าคอมมิชชันนายหน้า ที่ร้านค้าต้องจ่ายต่างหากหากใช้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยขาย
 
แอปเดลิเวอรี่คิดค่า GP สูง! ร้านอาหารกำไรไม่เหลือ
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

ในกลุ่มของร้านอาหารเองก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากค่า GP ที่สูงลิ่ว แม้แต่ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ก็เคยนำเสนอว่ามีร้านอาหารแห่งหนึ่งมียอดออร์เดอร์รวม 244 บาท แต่มีเงินเข้าร้านจริงเพียงแค่ 124.75 บาท โดนถูกหักค่าต่างๆ คือ
  • หักค่าบริการ GP 68.32 บาท
  • หักภาษีมูลค่าเพิ่มค่าบริการ GP 4.78 บาท
  • หักค่าส่วนลดค่าส่ง 9.60 บาท 
  • หักภาษีมูลค่าเพิ่มค่าธรรมเนียมการตลาด 34.16 
  • ยอดรวมในการหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือ 119.25 บาท 
ก็ถือเป็นเรื่องจริงที่ร้านอาหารเองก็ต้องยอมรับเพราะหากร้านต้องการเข้าร่วมทุกโปรแกรมเพื่อหวังดันยอดขาย เงินส่วนต่างจะถูกระบบ Auto-deduct (หักอัตโนมัติ) ไปทันที 40% - 55% 
 
ยิ่งถ้าร้านมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 40-50% ของราคาอาหารอยู่แล้ว เมื่อเจอกลไกระบบเดลิเวอรี่หักไปอีก 40-50% เท่ากับว่า กำไรสุทธิ แทบจะเป็น 0 หรือหนักถึงขั้นติดลบ ร้านอาหารขนาดเล็กจึงตกอยู่ในสภาวะเหนื่อยฟรี บางร้านขายดีจนทำแทบไม่ทัน แต่ในบัญชีไม่มีเงินเหลือไปจ่ายค่าแก๊สหรือค่าเช่าที่
 
และอีกเรื่องที่น่ากังวลคือในอดีตแค่ร้านอาหารเข้าร่วมกับแอปก็มีออร์เดอร์เข้า แต่ปัจจุบันร้านอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทางแพลตฟอร์มจึงใช้อัลกอริทึม กดการมองเห็นแบบธรรมชาติ (Organic) ถ้าหน้าร้านไม่ยอมจ่ายเงินค่าแอดหรือเข้าโปรแกรมส่งฟรีพิเศษ ร้านจะถูกมองเห็นจากลูกค้าออนไลน์ได้ยาก เป็นการบีบให้ร้านค้าต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อความอยู่รอด
 
ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจกับ SMEs ทั่วประเทศ
 

ภาพจาก https://app.envato.com/

การที่แพลตฟอร์มปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและทำธุรกิจของตัวเองแบบครบวงจร ซึ่ง SMEs เหมือนถูกบีบบังคับให้ต้องทำตาม สิ่งที่ตามมาคือกำไรของ SMEs ที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยลดลงชัดเจน 
 
ข้อมูลจากสมาคมอีคอมเมิร์ซไทยระบุว่า อัตรากำไรสุทธิ) ของ SMEs ไทยบนแพลตฟอร์มในปัจจุบันเหลือเฉลี่ยเพียง 2-5% เท่านั้น หากเดือนไหนคำนวณต้นทุนผิดพลาด หรือเจอลูกค้ากดคืนสินค้า ร้านค้าจะเข้าสู่ภาวะขาดทุนทันที
 
นอกจากนี้การที่แพลตฟอร์มควบคุมระบบทุกอย่างได้เอง SMEs รายย่อยที่มีเงินทุนหมุนเวียนน้อย ไม่สามารถสู้เม็ดเงินยิงแอดของทุนใหญ่ได้ สินค้าจึงถูกอัลกอริทึมเล่นงานจนลูกค้ามองไม่เห็น 
 
กลไกนี้ทำให้ระบบการค้าออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ของ สินค้าที่ดีที่สุด อีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ของ คนที่ทุนหนา ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กค่อยๆหายไป 
 
และที่ร้ายสุดในภาพรวมระยะยาว รายได้จากการการช้อปปิ้งออนไลน์ของคนไทยที่แลกมาด้วยค่าธรรมเนียมที่แพงมาก + ค่าขนส่ง และค่าโฆษณาต่างๆ เงินเหล่านี้ไม่ได้หมุนกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่เป็นรายได้โดยตรงไปสู่บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านั้น
 
สิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือการวางกฏเกณฑ์ควบคุมค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจน แน่นอนเช่นกันว่าในมุมของแพลตฟอร์มเหล่านี้การคิดค่าธรรมเนียมก็ไม่ใช่เรื่องผิดเมื่อเป็นเรื่องของธุรกิจก็ย่อมต้องหวังเรื่องกำไร 
 
แต่จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างเติบโตไปพร้อมกันอย่างยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ผลประโยชน์ตกไปอยู่ที่ใครหรือธุรกิจใดแบบฝ่ายเดียว
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งร..
1,132
Kopi Kenangan จากร้านกาแฟทุน 5 แสน สู่ยูนิคอร์นม..
426
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70%..
418
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับ..
415
เซี่ยงไฮ้ ไทยแลนด์ AMAM LONBAKERY TOWN ตลาดเบเกอ..
413
ยุคเงินกู้แอปเดลิเวอรี่! คลิกเดียวกู้ง่าย! จ่ายค..
406
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด