บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
271
3 นาที
7 กรกฎาคม 2569
ดัชนีราคากาแฟไทย ถูกไป หรือ ไกลเกิน กาแฟเกินร้อย! เงินน้อยซื้อไม่ไหว
 

ปัจจุบันคนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ย 340 แก้ว /คน /ปี เพิ่มขึ้นจากในอดีตที่ดื่มเฉลี่ยเพียง 180 แก้ว /คน/ปี และการดื่มกาแฟในปริมาณนี้ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตรวดเร็ว 
 
ถ้าเทียบเฉพาะในอาเซียน คนไทยดื่มกาแฟมากกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ก็ยังเป็นรองสิงคโปร์ที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่สูงกว่าเนื่องจากฐานรายได้และเป็นลักษณะของสังคมเมืองแบบ 100% 
 
ในส่วนของมูลค่าการตลาดข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ระบุว่าในปี 2569 ตลาดเครื่องดื่มและกาแฟในประเทศไทยมีมูลค่า 56,000 – 67,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่ได้ลดน้อยแต่อย่างใด
 
เปรียบเทียบราคากาแฟไทย จากอดีต – ปัจจุบัน
 

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน บางคนดื่มมากกว่าวันละ 1-2 แก้ว ถ้ามองย้อนไปกาแฟ VS คนไทยผูกพันกันมายาวนานและมีการเปลี่ยนแปลงราคาไปตามยุคสมัยได้แก่
 
1.ยุคบุกเบิกร้านกาแฟปี 2440 – 2470 จากยุคที่มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะดื่มกาแฟได้ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 มีร้านกาแฟสไตล์ฝรั่งเปิดเป็นแห่งแรกที่ สนามเสือป่า ราคากาแฟในยุคนั้นประมาณ 10-20 สตางค์ และนับเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่จำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง นักเรียนนอก คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำมักไม่สนใจเพราะไม่มีโอกาสเข้าถึง
 
2.ยุคสภากาแฟเฟื่องฟู ปี 2480-2530 ได้อิทธิพลจากชาวจีนที่เข้ามาในเมืองไทย เกิดเป็นร้านกาแฟที่มีเมนูอื่นด้วยเช่น โอเลี้ยง , ยกล้อ , น้ำชา เกิดคำที่เรียกว่าสภากาแฟหมายถึงจุดที่ลูกค้ามานั่งดื่มกาแฟและพูดคุยเรื่องต่างๆ ราคาในยุคนี้เริ่มตั้งแต่แก้วละ 50 สตางค์ เพิ่มขึ้นตามระดับเงินเฟ้อของประเทศเป็น 2 บาท , 5 บาท ไปจนถึง 10 บาท เป็นยุคที่ถือว่ากาแฟไม่ใช่ของหายาก ประชาชนทั่วไปใครๆ ก็สามารถดื่มได้
 
3.ยุคกาแฟสดและแบรนด์กาแฟพรีเมี่ยมเริ่มเปิดตัว ปี 2540-2555 ในยุคหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง เริ่มมีแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาอย่าง เช่น Starbucks ในปี 2541 และการเปิดตัวของ Café Amazon ในปี 2545 รวมถึงร้านกาแฟแบรนด์ไทยต่างๆก็เริ่มทยอยเปิดตัวกันในยุคนี้ ทำให้คนไทยรู้จักกาแฟในอีกหลายเมนูเช่น เอสเพรสโซ , ลาเต้ ,คาปูชิโน่ เป็นต้น 
 
รวมถึงมีการขยายสาขาเข้าสู่สถานีบริการน้ำมัน มีร้านระดับกลางมากขึ้น ราคาเริ่มต้น 34-45 บาท แต่หากเป็นแบรนด์ใหญ่ราคาอาจเริ่มที่ 70-120 บาท ทำให้เกิดช่องว่างในด้านราคาอย่างชัดเจน
 
4.ยุค Specialty Coffee ปี 2560 - ปัจจุบัน ในตอนนี้คนไทยไม่ได้มองกาแฟเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่ยังสนใจในร้านบรรยากาศร้าน คุณภาพเมล็ดกาแฟ (Specialty Coffee) ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ระดับกลางๆอยู่ที่ 45-75 บาท 
 
ส่วนร้านที่เน้นความเป็น Specialty จัดร้านสวย เพื่อให้ลูกค้าถ่ายภาพลงโซเชี่ยล หรือเป็นร้านแบรนด์ดังๆ ราคาจะอยู่ที่ 90-180 บาท ตามแต่ชนิดเมนูและคุณภาพเมล็ดกาแฟ ถือว่าเป็นยุคที่กาแฟกลายเป็นสินค้าในลักษณะ Emotional Product ลูกค้ามักซื้อตามอารมณ์ความรู้สึกเป็นสำคัญ
 
กาแฟไทยถูกหรือแพง อะไรคือเหตุผล?
 

มีการพูดถึงกันมากว่า “ราคากาแฟ” ในเมืองไทยถูกหรือแพง ถ้ามองในแง่ราคาเทียบกับค่าครองชีพเฉลี่ยคำตอบส่วนใหญ่คือแพง เพราะราคากาแฟสดตามร้านทั่วไปเฉลี่ย 60-150 บาทในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 300-400 บาท ซึ่งถ้าพูดถึงเหตุผลของราคากาแฟก็มีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
1.เมล็ดกาแฟที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอ คนไทยบริโภคกาแฟรวมกันสูงถึงประมาณ 150,000 ตัน แต่เกษตรกรไทยสามารถผลิตเมล็ดกาแฟดิบได้ประมาณ 50,000 ตันต่อปี จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อชดเชยในส่วนที่ต้องการ เป็นต้นทุนที่ร้านกาแฟเองต้องคำนวณส่วนนี้เข้าไปด้วย
 
2.กำแพงภาษีที่สูงมาก เมื่อร้านกาแฟหรือโรงคั่วต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ แต่ประเทศไทยมีนโยบายภาษีนำเข้านอกโควตาสูงถึง 90% ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเมล็ดกาแฟนำเข้าราคาต้นทาง 100 บาทรวมภาษี 90% + VAT 7% + ค่าขนส่ง ราคากลายเป็น 220 บาท ต้นทุนส่วนนี้ก็จะไปรวมในราคาต่อแก้วของผู้บริโภค
 
3.ต้นทุนแฝงของร้านกาแฟที่แตกต่าง ในราคากาแฟต่อแก้วที่จ่ายไม่ได้มีแค่ค่าเมล็ดกาแฟกับค่านมแต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ของแต่ละร้านเช่น ค่าทำเล+การตกแต่งร้าน , ค่าอุปกรณ์ , ต้นทุนพนักงาน ยิ่งเป็นร้านที่มีความพรีเมี่ยมก็ต้องเน้นการใช้อุปกรณ์ที่มีราคาสูง และทุกต้นทุนของร้านก็รวมอยู่ในค่ากาแฟแต่ละแก้วด้วยเช่นกัน
 
ต้นทุนกาแฟ 1 แก้ว จ่ายเงินเป็นค่าอะไรบ้าง?
 

เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนว่าราคากาแฟในปัจจุบันมีต้นทุนแฝงที่เกี่ยวข้องเยอะมาก สมมุติกาแฟสด 1 แก้ว ราคา 100 บาทในร้านระดับคาเฟ่มาตรฐานจะมีการแบ่งค่าใช้จ่ายเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ
 
1. ต้นทุนวัตถุดิบ (COGS) ประมาณ 25-35 บาท
 
โดยกาแฟ 1 แก้วใช้เมล็ดกาแฟประมาณ 18-20 กรัม ยิ่งถ้าใช้เกรดพรีเมียมที่ต้องนำเข้าอาจมีต้นทุนถึงกิโลกรัมละ 600-800 บาท ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเฉพาะส่วนนี้อยู่ที่แก้วละประมาณ 12-16 บาท เมื่อรวมกับต้นทุนอื่นๆ อย่างเช่นนมสด , ไซรัป , น้ำแข็ง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ก็ทำให้เป็นต้นทุนรวมที่สูงมากขึ้น
 
2.ต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) ประมาณ 25-30 บาท
 
เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านกาแฟในห้างหรือในทำเลออฟฟิศ ต้องขายแก้วละเกือบร้อย (หรือมากกว่านั้น) คิดตัวเลขว่าถ้าค่าเช่าเดือนละ 45,000 ต้องขายให้ได้เฉลี่ย 60 แก้ว/วัน หรือ 1,800 แก้ว/เดือน เฉลี่ยๆ แล้วคิดเป็นต้นทุนต่อแก้วก็ไม่น้อยกว่า 25 บาท ไม่นับรวมต้นทุนอื่นอย่างค่าไฟ ค่าน้ำ ยิ่งร้านใหญ่ใช้ไฟเยอะเฉลี่ยต่อเดือนก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 10,000 – 20,000 บาท
 
3.ต้นทุนค่าแรงและค่าเสื่อมอุปกรณ์ ประมาณ 20-25 บาท
 
การจ้างบาริสต้าก็มีเงินเดือนที่สูง ยิ่งถ้าใช้บาริสต้าที่มีประสบการณ์มีชื่อเสียงเงินเดือนก็ยิ่งมากตาม ไม่นับรวมพวกค่าเสื่อมอุปกรณ์อย่างเครื่องชง เครื่องบด ที่ราคารวมกันหลักแสน-ล้าน แต่มีอายุการใช้งานที่ต้องคอยซ่อมบำรุง ทำให้ร้านต้องหักค่าเสื่อมราคาเฉลี่ยลงไปในทุกแก้วเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนเครื่องใหม่ในอนาคต
 
ราคากาแฟไทย เปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน
 

ถ้าใช้เกณฑ์ดัชนีราคากาแฟต่อค่าแรงขั้นต่ำมาเปรียบเทียบ โดยนำราคากาแฟสด 1 แก้ว มาหารกับค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละประเทศจะพบว่า
 
ญี่ปุ่น ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 1,118 เยนต่อชั่วโมง (วันละประมาณ 8,940เยน) ราคากาแฟสดแก้วละประมาณ 400-500 เยน คนญี่ปุ่นทำงาน 1 วัน สามารถซื้อกาแฟสดดื่มได้ถึง 20 แก้ว หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 5% ของรายได้ต่อวัน
 
สิงคโปร์ มีค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 72 ดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ 1,857 บาท ราคากาแฟประมาณแก้วละ 6 ลอลาร์สิงคโปร์ ทำงาน 1 วันกินกาแฟได้ประมาณ 12 แก้ว แต่ถ้าเลือกซื้อกาแฟจากศูนย์อาหารราคาประมาณ 1.5 – 2 ดอลลาร์จะซื้อได้ประมาณ 30-40 แก้ว/วัน
 
เวียดนาม ค่าแรงขั้นต่ำในเขตพื้นที่เมืองประมาณ 245,000 ดอง หรือประมาณ 311 บาท โดยราคากาแฟในร้านคาเฟ่ประมาณ 45,000 ดอง ทำงาน 1 วันจะซื้อกาแฟได้ 5.4 แก้ว
 
ประเทศไทย ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ขณะที่ราคากาแฟสดในร้านคาเฟ่ / พรีเมี่ยม เฉลี่ย 80-100 บาท สัดส่วนราคากาแฟต่อรายได้รายวันสูงถึง 21.2% คนไทยทำงานทั้งวันจึงซื้อกาแฟได้เพียง 4.7 แก้วเท่านั้น
 
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าร้านกาแฟไทยตั้งราคาเอาเปรียบ เพราะอย่างที่ทราบว่ากันว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องเจอต้นทุนที่สูงรอบด้าน แต่ตัวเลขเหล่านี้กลับสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างรายได้ของประชากรไทยเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ ราคากาแฟในร้านพรีเมี่ยมตอนนี้เป็น 1 ใน 3 ของค่าแรงขั้นต่ำไทย 
 
แม้บางกลุ่มจะยังพอมีกำลังซื้อดังจะเห็นได้จากกาแฟแก้วละ 10-200 ยังมีคนต่อคิวแน่น ในขณะที่อีกลุ่มต้องเลือกดื่มกาแฟในราคาที่ถูกลง สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่กลุ่มคนมีกำลังซื้อสูงยังคงใช้จ่ายได้สบาย แต่กลุ่มฐานรากต้องรัดเข็มขัดอย่างมาก 
 
ด้วยเหตุนี้กาแฟสดในไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแต่ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดรายได้ ที่คนชั้นกลางขึ้นไปพอจะจ่ายไหว แต่สำหรับแรงงานทั่วไปแล้ว กาแฟสดแพงๆ 1 แก้ว อาจกลายเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อมในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
410
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
392
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
388
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
381
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
335
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด