บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
492
2 นาที
6 พฤษภาคม 2569
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรมากกว่า 50%
 

อาหารสตรีทฟู้ดในเมืองไทยขึ้นชื่อไปทั่วโลก หลายเมนูได้รับความนิยมมากอย่างเช่น ผัดไทย ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นทอด / ปิ้ง ฯลฯ คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดสตรีทฟู้ด ในปี 2025-2026 มีมูลค่ากว่า 2.66 แสนล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ย 6.8% ต่อปี  ถ้าดูในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้จะพบว่า
  • คนไทยนิยมบริโภคเมนูสตรีทฟู้ดเฉลี่ย 8-10 มื้อ/สัปดาห์ โดยเฉพาะในมื้อเช้าที่เร่งรีบและมื้อเย็นที่ไม่มีเวลาทำอาหารเอง
  • ราคาที่คนไทยรับได้คือ 45-70 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แปรผันไปตามต้นทุนวัตถุดิบแต่ถ้าเทียบกับเมนูราคาแพงอื่นๆถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนไทยในยุคนี้
  • คนไทยนิยมสตรีทฟู้ดเหตุผลส่วนหนึ่งเพราะสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีร้านลักษณะนี้แทบจะทุกที่ทั่วประเทศ ประมาณการว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 100,000 แห่งตั้งแต่รถเข็นริมทางไปจนถึงร้านในตึกแถว
ถอดรหัสต้นทุนสตรีทฟู้ด! กำไรหายไปเพราะอะไร?
 

ในยุคที่หันไปทางไหนก็เจอแต่คำว่า ของแพง หลายคนอาจมองว่าการขายสตรีทฟู้ดเป็นเรื่องเหนื่อยและกำไรน้อย แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจนี้มี Hidden Margin หรือกำไรที่ซ่อนอยู่ เพียงแต่เราต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนและรู้จักการวางกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง สมมุติว่าถ้าเราต้องการทำกำไรจากการขายให้ได้มากกว่า 50% สิ่งแรกที่ควรทำคือเลิกมองแค่ราคาวัตถุดิบ แต่ต้องมองภาพรวมให้ครบเริ่มจาก

1. COGS (Cost of Goods Sold) คือต้นทุนวัตถุดิบ เช่น หมู, ไก่, ผัก, ซอส สตรีทฟู้ดที่ดีควรคุมตรงนี้ให้อยู่ที่ 30-35% ของราคาขาย ยกตัวอย่างถ้าเราจะขายข้าวเหนียวหมูทอด ราคาห่อละ 50 บาท ต้นทุนวัตถุดิบที่สำคัญในส่วนนี้คือ หมู+ข้าวเหนียว ไม่ควรเกิน 17.5 บาท แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือเรามักมองแค่ราคาหมูสดที่ซื้อจากตลาด เช่นกิโลกรัมละ 160 บาท แต่ลืมคำนวณน้ำหนักของหมูที่หายไปหลังปรุงสุก 
 
เพราะในความจริง หมู 1 กิโลกรัมเมื่อทอดแล้วน้ำหนักอาจเหลือเพียง 600-700 กรัม ตรงนี้คือต้นทุนที่แท้จริงที่เราต้องคำนวณจากราคาต่อกรัมที่ขายจริง วิธีคำนวณคือ 160 บาท หารด้วย 650 กรัม จะเท่ากับ 0.246 บาท/กรัม เมื่อรู้ต้นทุนต่อกรัมแล้ว ให้กำหนดเลยว่า 1 ห่อ จะใส่หมูกี่กรัม เช่น ถ้าอยากคุมต้นทุนหมูที่ 12.5 บาท ในงบ 17.5 บาทที่รวมข้าวเหนียวแล้ว เราต้องตักหมูให้ลูกค้าไม่เกิน 50 กรัม/ห่อ เป็นต้น แต่ก็มีเทคนิคในการทำให้หมูสุกน้ำหนักหายน้อยที่สุดเช่นใช้เทคนิคการหมัก , การชุบแป้งขณะทอด หรือการใช้อุณหภูมิในการทอด

 
2.Food Waste หรือขยะจากวัตถุดิบที่ต้องทิ้ง คือตัวตัดกำไรมากที่สุด เพราะส่วนนี้คือเงินที่เราจ่ายเงินไปแต่ไม่ได้เงินกลับมา เช่น ผักที่เน่าเสีย หรือน้ำมันที่ใช้ซ้ำไม่ได้ หรือยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนคือเนื้อหมูสมมุติซื้อมา 10 กิโลกรัมแต่ตัดเศษเนื้อที่ติดมันเยอะออกไป 1 กิโลกรัม เท่ากับว่าต้นทุนหายไป 10% ตั้งแต่ยังไม่เริ่มขาย

วิธีการที่ง่ายที่สุดและไม่ให้เราเสียต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์คือหมุนเวียเพื่อมาสร้างมูลค่า เช่น มันหมูที่ตัดทิ้ง นำมาเจียวเป็น กากหมู ถ้วยละ 10-15 บาท) หรือใช้เป็นน้ำมันเจียวกระเทียมเพื่อเพิ่มความหอมให้เมนูหลัก นี่คือการเปลี่ยนต้นทุนที่ต้องทิ้งให้กลายเป็นกำไรได้
 
3.บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน Packaging มีการปรับราคาสูงมาก อย่างเช่น ถุงร้อน ถุงหิ้ว หรือหนังยาง ต้นทุนเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 2 บาท หรือถ้าเป็นกล่อง/ชามกระดาษ ราคาใบละ 2.50-4.50 บาท ราคาช้อนพลาสติก/ตะเกียบ ชุดละ 1-2 บาท นับเฉพาะ Packaging ต้นทุนอาจสูงขึ้นกว่า 4-6 บาท สมมุติถ้าเราขายข้าวกล่อง 50 บาท ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ยุคนี้คือ 10-12% ของราคาขาย
 
4.ต้นทุนด้านพลังงาน ยกตัวอย่างเช่นค่าแก๊สหุงต้ม ปัจจุบัน ราคากลางอยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กก. แต่บางพื้นที่อาจพุ่งไปถึง 480-490 บาทรวมค่าขนส่ง หาก 1 ถังใช้ทอดหรือต้มได้ 200 จาน ต้นทุนแก๊สจะตกจานละ 2.1 - 2.4 บาท รวมถึงค่าไฟฟ้า สมมุมติว่าร้านเราค่าไฟเดือนละ 2,000 บาท และเราขายได้ 1,000 จาน/เดือน ต้นทุนค่าไฟต่อจานจะประมาณ 2 บาท 
 
กลยุทธ์การลดต้นทุนส่วนเกินแบบมืออาชีพ
 

สังเกตให้ดีจะพบว่าในขณะที่ COGS ควรอยู่ที่ 35% แต่ต้นทุน ส่วนเกิน เหล่านี้กลับขยับรวมถึง 18% รวมต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงกว่า 53% ของรายได้ ดังนั้นถ้าไม่คุมจุดนี้ให้ดี Margin 50% จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย วิธีลดต้นทุนแบบมืออาชีพที่น่าสนใจเช่น
  • แยกราคาบรรจุภัณฑ์ ให้ชัดเจน โดยหากลูกค้าทานที่ร้านหรือนำภาชนะมาเอง ให้ส่วนลด 2-5 บาท วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนจริงและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้
  • การซื้อบรรจุภัณฑ์ยกลังจากแหล่งส่ง จะลดต้นทุนต่อชิ้นได้ 20-30% เมื่อเทียบกับการซื้อปลีกรายแพ็ค
  • การวางแผนเตรียมอาหาร ครั้งละมากๆ เพื่อลดระยะเวลาการเปิดเตาแก๊ส หรือการใช้หม้อหุงข้าว รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อลดต้นทุนในส่วนนี้
ทั้งนี้สตรีทฟู้ดยังเป็นหนึ่งในการลงทุนที่พร้อมสร้างรายได้ แต่ก็ต้องมีไอเดีย+กลยุทธ์บริหารจัดการที่ดี พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อาจจะมองหาสินค้าที่คุ้มค่า เมนูสตรีทฟู้ดหลายรายการก็ล้วนน่าสนใจอยู่ที่ผู้ประกอบการเองว่าจะทำให้อร่อย + คุ้มค่า +ราคาเข้าถึง ได้แค่ไหน ซึ่งทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สตรีทฟู้ดของเราได้กำไรอย่างสูงสุด
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
817
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
551
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
370
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
367
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
354
ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวร..
354
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด