บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
306
3 นาที
19 พฤษภาคม 2569
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
 

ในอดีตใบปริญญาคือปลายทางแห่งความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันนี้ใบปริญญาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บางคนเรียนมา 4-5 ปี จบออกมาก็หางานทำไม่ได้

ในยุคทองของปริญญาที่ระบบการศึกษาไทยยังอยู่ในลักษณะ "พีระมิดฐานกว้าง" คือคนส่วนใหญ่จบการศึกษาภาคบังคับ ป.4 หรือ ป.6 แต่คนที่มีโอกาสขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในระดับมหาวิทยาลัยมีน้อยมาก ผสมผสานกับการที่สังคมไทยยึดติดกับคำว่า “ความเป็นเจ้าคนนายคน” การได้ใบปริญญาสมัยก่อนจึงไม่ใช่แค่การบอกว่ามีความรู้ แต่คือการที่จะการันตีว่าหลุดพ้นจากอาชีพเกษตรกรรมหรือไม่จำเป็นต้องทำงานใช้แรงแลกเงินอีกต่อไป
 
จะเรียกได้ว่าในอดีตถ้าเป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนา การสอบติดมหาวิทยาลัยและเรียนจบจนได้ปริญญา จะเป็นการเชิดหน้าชูตาวงษ์ตระกูลขึ้นมาทันที

แม้แต่ระบบคัดกรองการทำงานในสมัยก่อนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เน้นการสอบเข้า (Entrance) นายจ้างในสมัยนั้นแทบจะไม่ดูทักษะอื่น ดูแค่ว่าจบมาจากที่ไหน จบจากคณะอะไร ก็เชื่อมั่นทันทีว่าคนนี้มีสติปัญญา มีความฉลาด และมีประสบการณ์ที่พร้อมจะให้เข้าทำงานได้ทันที
 
ยุคสมัยเปลี่ยนไป! ใบปริญญาเริ่มล้นตลาด จบมาก็หางานไม่ได้
 

ช่วงระหว่างปี 2553 – 2563 เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ใบปริญญาเริ่มหมดความหมาย ถึงกับที่บางคนบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ใบปริญญาล้นตลาด ประเทศไทยผลิตบัณฑิตปริญญาตรีออกมาสู่ตลาดแรงงานเฉลี่ยปีละ 300,000 - 350,000 คน ในขณะที่ตำแหน่งงานว่างมีเฉลี่ย 100,000 – 150,000 อัตราต่อไตรมาส

เมื่อรวมกับบัณฑิตที่จบมาก่อนหน้าและยังหางานไม่ได้ ทำให้มีแรงงานวุฒิปริญญาตรีสะสมในระบบพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดสภาวะที่คนมากกว่างาน ถ้าวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะอะไรระบบการศึกษาถึงได้ผลิตบัณฑิตจบใหม่ออกมาในเชิงปริมาณ จะพบว่า
 
1.ยุคที่มหาวิทยาลัยมีการขยายตัว เพราะมองในเรื่องของธุรกิจมากขึ้น ทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนที่เพิ่มขึ้น หรือมหาวิทยาลัยของภาครัฐเองที่เปิดรับภาคพิเศษ และรับผู้เรียนจากโครงการต่างๆ ที่ทำให้การจบปริญญาตรีเป็นเรื่องที่ง่าย 

2.การก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption โดยที่ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำราอีกต่อไป คนที่ไม่ได้เรียนปริญญาแต่ศึกษาหาความรู้เองผ่านสื่ออินเทอร์เนตต่างๆ ทำให้มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานได้ดี ทำให้บางคนแม้จะเรียนจบไม่ตรงสายที่บริษัทต้องการแต่มีความรู้มีประสบการณ์ ก็กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของคนที่จบปริญญาตรีได้ เห็นได้จาก บริษัทระดับโลกอย่าง Google, Apple, และ IBM เริ่มมีนโยบาย ไม่ดูใบปริญญา ในการรับเข้าทำงาน แต่จะวัดจากแบบทดสอบทักษะ แทน ซึ่งเทรนด์นี้ลามมาถึงบริษัท Start-up และบริษัทชั้นนำในไทยด้วย

3.ประสบการณ์ทำงานสำคัญกว่าความรู้ เพราะในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจมีสูงบริษัทก็ต้องการคนที่ทำงานเป็น คนที่ทำงานได้ บางคนมีความรู้ดีแต่ไม่เคยทำงาน เคยเรียนมาแต่ทฤษฏี ไม่เคยลงมือปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้หลายบริษัทมองว่าเป็นต้นทุนในการต้องมาฝึกสอน ทำให้เสียเวลา สู้รับคนที่อาจไม่จบปริญญา หรือคนที่มีทักษะ มีประสบการณ์ มาถึงก็ทำงานได้เลยจะดีกว่าทำให้นักศึกษาจบใหม่กลายเป็นส่วนเกินในตลาดแรงงาน 
 
แต่ในอีกมุมหนึ่งตลาดแรงงานเองก็ความต้องการแรงงานที่ค่อนข้างเยอะแม้ตัวเลขนักศึกษาจบใหม่จะเยอะกว่าก็ตาม การที่นักศึกษาบางส่วนยังหางานทำไม่ได้เกิดจากความไม่ต้องการทำงานที่ใช้แรงงานหรือทำงานที่ไม่เหมาะสมกับสายที่ตัวเองเรียนมา บางคนจึงต้องใช้เวลาในการหางานเฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี ขณะที่นักศึกษาจบใหม่บางส่วนก็เลือกที่จะไม่ทำงานเป็นลูกจ้างแต่หันไปทำธุรกิจตัวเอง บางคนไปขายของออนไลน์ เป็นต้น
 
บริษัทเลือกใช้ AI มากกว่าคนจบปริญญา
 

ความต้องการในตลาดแรงงานอยู่ในภาวะที่เรียกว่า การเลือกจ้างแบบเฉพาะเจาะจง แม้ตัวเลขการว่างงานในภาพรวมดูไม่สูงนัก ประมาณ 0.8% - 0.9% แต่หากเจาะลึกไปที่กลุ่ม เด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรีมีอัตราว่างงานสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกระดับ โดยผลสำรวจระบุว่านายจ้างกว่า 89% มองว่าเด็กจบใหม่ เสี่ยงตกงาน เพราะขาดทักษะที่ใช้ได้จริง
 
ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดเฉพาะในเมืองไทยแต่ในต่างประเทศก็เจอปัญหาไม่ต่างกัน ดูจากรายงานของ The Wall Street Journal ที่ระบุว่า บริษัทกว่า 66% ในสหรัฐฯ ไม่มีแผนจ้างพนักงานเพิ่ม รวมถึงบริษัทในประเทศอื่นก็มีแผน
คล้ายๆ กัน ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานมากขึ้น และในบรรดาคนตกงานทั้งหมด กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่เริ่มหางานเป็นครั้งแรก

เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน และนายจ้างในยุคนี้มักเรียกหาแรงงานที่มีประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไปเพื่อมาใช้งาน AI เนื่องจากองค์กรต้องการคนที่สามารถตรวจสอบความถูกต้อง และจัดการกับข้อผิดพลาดของ AI ได้ทันที มากกว่าที่จะจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกฝนทักษะนี้
 
ถ้าดูในเมืองไทยเองบริษัทประมาณ 49% ก็เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ทำงานพื้นฐาน เช่น งานธุรการ, สรุปเนื้อหา, การทำกราฟิกเบื้องต้น ซึ่งงานเหล่านี้เคยเป็นงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ของเด็กจบใหม่ เป็นเหตุผลน่าสนใจว่าแม้จะมีตำแหน่งงานว่างอยู่หลายอัตราแต่หลายบริษัทกลับไม่เลือกเด็กจบใหม่แต่หันไปจ้างฟรีแลนด์หรือคนที่มีประสบการณ์ในสายงานเพื่อมาใช้ได้ทันที
 
3 เคล็ดลับควรรู้! การหางานของนักศึกษาจบใหม่
 

ภาพจาก https://app.envato.com

สำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังเริ่มสมัครงาน และเริ่มเหนื่อยและท้อใจต่อการถูกปฏิเสธ มีเคล็ดลับในการหางานที่น่าสนใจ ดังนี้

1.เริ่มทำงานจากบริษัทขนาดเล็ก เพื่อเป็นการสะสมประสบการณ์ในกรณีที่ไม่เคยทำงานมาก่อน จะได้เรียนรู้สังคมการทำงานที่แท้จริง เรียนรู้รูปแบบการทำงาน ฝึกskill อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพ

2.ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม ข้อมูลระบุว่าเหตุผลที่บางบริษัทไม่เลือกรับเด็กจบใหม่เป็นเพราะ 51% มองว่าไม่มีทักษะที่เหมาะสม 55%ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และ50% มีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดี ดังนั้นเด็กจบใหม่ควรฝึกทักษะในการเข้าสังคม สร้างความประทับใจให้คนที่พบเจอ เพื่อลบจุดด้อยเหล่านี้ให้น้อยลง

3.ปรับปรุงและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แม้เด็กจบใหม่จะหางานได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีนักศึกษาจบใหม่ที่หางานได้อยู่เรื่อย ๆ หากเราถูกปฏิเสธ อย่าเครียด หรืออย่ากดดันตัวเองมากเกินไป แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เช่น ปรับใบสมัครงานให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ฝึกฝนการตอบคำถามตอนสัมภาษณ์ให้ดีกว่าเดิม เรียนรู้จุดแข็งและจุดด้อยของตัวเอง และไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ๆ ด้วย
 
ในยุคนี้ใบปริญญาเริ่มหมดความหมายในฐานะปลายทางของความสำเร็จ แถมยังต้องมาเจอคู่แข่งคือ AI และ ระบบ Automation ที่น่าสนใจกว่า การที่เรียนจบมาแล้วจะได้งานทำจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้มีแค่ความรู้แต่มี
ทักษะ + มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมด้วย สังเกตให้ดีว่านายจ้างยุคนี้มักจะถามเราในตอนสมัครงานว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ถึงขนาดที่บางบริษัทกลับไม่ถามเลยด้วยซ้ำว่าเราจบจากที่ไหน  
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Brand as a Creator ไม่ทำไม่รอด!
697
ไม่รอด! อวสานร้านเล็ก ส่วนใหญ่เซ้ง - เจ๊งยับ
622
เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026 วิธีบริหารเงินฉบับ “Famil..
613
สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จ..
434
ร้านแว่นตาท็อปเจริญ ดูเงียบๆ แต่รวยดัง
428
“White Label” สร้างธุรกิจ ทำสินค้า “ไม่ติดแบรนด์..
421
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด