บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
272
15 นาที
5 มีนาคม 2569
สงครามเชนร้านกาแฟในไทย ใครกวาดเรียบ ใครแพ้เพียบ
 

ธุรกิจร้านกาแฟในประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของทั้งแบรนด์ต่างชาติและแบรนด์ไทย จากข้อมูลล่าสุดพบว่ามูลค่าตลาดกาแฟรวมในประเทศปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการบริโภคกาแฟที่เปลี่ยนไปสู่การเป็น “ไลฟ์สไตล์” มากกว่าแค่เครื่องดื่มปกติ
 
ขณะที่จำนวนธุรกิจร้านกาแฟในไทยก็ไม่ได้ลดลง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ทำให้ทั้งเชนใหญ่และร้านเล็กต่างผุดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านกาแฟรวมทั้งสิ้น 96,969 แห่ง (เดือนมกราคม 2026) โดยพบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่มีจำนวนร้านกาแฟมากที่สุดในประเทศ จำนวน 14,756 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15.2% ของร้านกาแฟทั้งหมด 
 
รองลงมาคือ เชียงใหม่ ซึ่งมีร้านกาแฟจำนวน 5,462 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของทั้งสองจังหวัด ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่มีความต้องการบริโภคกาแฟและพื้นที่นั่งทำงานหรือพบปะสังสรรค์ในระดับสูง
 
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจร้านกาแฟในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นทำเลหลักในการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแก้วเริ่มต้นราคาประหยัดไปจนถึงกาแฟพิเศษแบบ specialty ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
 
เหตุผลที่ตลาดกาแฟในไทยถูกมองว่าร้อนแรง ไม่ใช่เพียงเพราะตัวเลขมูลค่าหรือจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะกาแฟได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนไทยยุคใหม่ ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ชานเมือง คนไทยบริโภคกาแฟมากขึ้นเฉลี่ยเกือบ 340 แก้วต่อคนต่อปี และมีการเปลี่ยนแปลงจากกาแฟแบบเดิมไปสู่กาแฟสด กาแฟเย็น และกาแฟพิเศษ
 
ความหลากหลายของผู้เล่น ตั้งแต่เชนระดับโลกอย่าง Starbucks ไปจนถึงแบรนด์ไทยที่ขยายสาขาอย่าง Café Amazon, PunThai Coffee หรือ Inthanin ก็ทำให้การแข่งขันในตลาดกาแฟมีลักษณะเหมือน “สงครามเชนกาแฟ” ที่ใครชิงพื้นที่ในหัวเมืองใหญ่ได้ก่อน หรือใครตอบโจทย์ราคาต่อคุณภาพได้ดีกว่า จะมีโอกาสครองส่วนแบ่งตลาดอย่างชัดเจนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
 
รู้หรือไม่ว่าคำถามสำคัญที่มักถูกตั้งขึ้นมาในแวดวงธุรกิจกาแฟในไทย คือ แบรนด์ไหนจะเป็นผู้คว้าตำแหน่งผู้นำในตลาด ทั้งจำนวนสาขาและยอดขายที่เกิดขึ้นจริง และ แบรนด์ไหนจะถูกบีบให้ถอยออกจากการแข่งขัน จากแรงกดดันด้านต้นทุน ค่าเช่าสถานที่ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ทั้งหมดนี้คือบริบทสำคัญที่จะพาไปสำรวจกันต่อไป
 
พฤติกรรมผู้บริโภคไทย
 

ภาพรวมตลาดกาแฟในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สะท้อนผ่านความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เริ่มให้ความสำคัญกับกาแฟ สด (fresh brew), specialty coffee และเมนูพิเศษ มากขึ้น โดยคนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ย กว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี ซึ่งสูงขึ้นมากจากอดีตที่เป็นเพียงเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มพลังงานในแต่ละวัน
 
ความนิยมของผู้บริโภคไทยแบ่งเป็นหลายเซ็กเมนต์ ตั้งแต่กาแฟร้อนพื้นฐานอย่างเอสเปรสโซและอเมริกาโน ไปจนถึงกาแฟเย็นและกาแฟดริปแบบพรีเมียม โดยเฉพาะเครื่องดื่มเย็นในสภาพอากาศร้อนของไทยยังคงครองความนิยมสูง โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่มักสั่งเมนูเย็นหรือ cold brew ซึ่งตอบโจทย์ทั้งรสชาติและไลฟ์สไตล์ที่เน้นการแชร์บนโซเชียลมีเดีย
 
นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มที่ specialty coffee ซึ่งเน้นวัตถุดิบคุณภาพสูงและศิลปะการชง มีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดโดยรวม ตลาดกาแฟกลุ่มนี้ดึงดูดผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์กาแฟ “พรีเมียม” มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
พฤติกรรมนี้ยังได้รับการผลักดันจากการเติบโตของกลุ่มเยาวชนและคนวัยทำงาน โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์กาแฟ” และบรรยากาศในร้านมากขึ้น พวกเขามักเลือกคาเฟ่ที่มีเมนูเฉพาะตัว แฟลร์ดีไซน์ภายในร้าน หรือสามารถเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” สำหรับการพบปะสังสรรค์และทำงานร่วมกัน
 
คาเฟ่และร้านกาแฟในปัจจุบันจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่ขายเครื่องดื่ม แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางสังคม (social space) ที่ผู้คนใช้เป็นพื้นที่ทำงาน พบปะ หรือถ่ายรูปโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยขับเคลื่อนปริมาณการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และหัวเมืองหลักอื่นๆ
 
อีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ยังพบว่า ราคาที่ผู้บริโภคยอมจ่าย เริ่มแตกต่างกันออกไป จากเดิมที่กาแฟราคาประหยัดเคยเป็นทางเลือกหลัก ปัจจุบันมีความต้องการกาแฟระดับกลางถึงพรีเมียมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มกาแฟ specialty ที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพและรสชาติที่แตกต่าง
 
แบรนด์ต่างชาติใหญ่ในไทย
 
ท่ามกลางการแข่งขันที่คึกคักของแต่ละแบรนด์ในตลาดร้านกาแฟประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนร้านรวมเกือบหนึ่งแสนแห่งทั่วประเทศ เชนร้านกาแฟจากต่างชาติยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญ ที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดกาแฟเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ละแบรนด์มีจุดเริ่มต้น มีแนวคิด มีกลยุทธ์ และช่วงเวลาเข้ามาทำตลาดในไทยแตกต่างกัน ดังนี้
 
1.Starbucks
 

สตาร์บัคส์ แฟรนไชส์ร้านกาแฟยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งในปี 1971 ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน โดย กอร์ดอน โบว์เกอร์, เจอร์รี บัลด์วิน และเซฟ ซีเกิล ช่วงแรกใช้โลโก้เป็นรูปไซเรน  2 หาง เข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทยสาขาแรกที่เซ็นทรัลชิดลมในปี 1998 ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 464 แห่งทั่วประเทศ อยู่ภายใต้การบริหารของ "เจ้าสัวเจริญ" ในนามบริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ ประเทศไทย บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท เอฟแอนด์เอ็นรีเทล คอนเนคชั่น จำกัด หนึ่งในบริษัทลูกของไทยเบฟ กับ แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารจากฮ่องกง
 
2. Tim Horton
 
Tim Hortons แบรนด์ร้านกาแฟและโดนัทสัญชาติแคนาดา ก่อตั้งขึ้นในปี 1964 โดยนักกีฬาฮอกกี้ ชื่อ “Tim Hortons” พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจจากร้านอาหารแต่ไม่สำเร็จ แบรนด์กาแฟดังแคนาดาเข้าตลาดไทยในปี 2020 ภายใต้การลงทุนของ บริษัท วีอีท จำกัด โดยทายาทตระกูล “วัธนเวคิน” ไทยนับเป็นประเทศที่ 14 ของแผนการขยายสู่ตลาดโลกของ Tim Hortons มี 16 สาขา
 
3. The Coffee Club

ภาพจาก www.facebook.com/thecoffeeclubthailand

The Coffee Club ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 เปิดสาขาแรกที่ท่าเรือ Eagle Street เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย โดย Emmanuel Kokoris และ Emmanuel Drivas ในช่วงแรกวางคอนเซ็ปต์คอนเซปต์เป็นร้านกาแฟแบบ all day dining นอกจากเสิร์ฟกาแฟทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ยังมีบริการเสิร์ฟอาหารเช้า กลางวัน และเย็นด้วย The Coffee Club เข้ามาในไทยปี 2008 โดยบริษัทข้ามชาติที่มีต้นกำเนิดจากไทย อย่าง ‘ไมเนอร์ กรุ๊ป’ ได้ส่ง ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เข้าซื้อกิจการ 50% ของ ‘ไมเนอร์ ดีเคแอล’ บริษัทแม่ของ The Coffee Club ปัจจุบันมี 39 สาขาทั่วประเทศ
 
4. Costa Coffee
 
Costa Coffee แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1971 โดยสองพี่น้องชาวอิตาลี Bruno กับ Sergio Costa ที่ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่อังกฤษ เปิดสาขาแรกที่ลอนดอน เข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อปี 2013 เปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้การบริหารของ บริษัท เอ็กซ์เพรส ฟู้ด กรุ๊ป (ประเทศไทย) โดยได้รับสิทธิแฟรนไชส์ในไทยและกัมพูชา ปัจจุบันมีจำนวนสาขาราวๆ 3 แห่งในไทย แต่ในจีน Costa Coffee เติบโตอย่างรวดเร็วมีสาขาเกือบ 500 สาขา 
 
5. Café Kitsuné

ภาพจาก https://citly.me/ZCYi9

Café Kitsuné (คาเฟ่ คิทสึเนะ) เชนร้านกาแฟ 2 สัญชาติ ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 โดย Gildas Loaëc (จิลดาส์ โลแอค) และ Masaya Kuroki (มาซายะ คุโรกิ) ผู้ที่มีความหลงใหลในการดื่มกาแฟคุณภาพดี เข้ามาทำตลาดในไทยปี 2020 ก่อนเปิดให้บริการสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ สาขาในประเทศไทยมีการหยิบจับเอาส่วนประกอบเล็กน้อยจากศิลปะวัฒนธรรมไทยอย่างไม้ไผ่ท้องถิ่นมาทำเป็นบานไม้ฉลุตกแต่งในร้าน
 
6. Hollys Coffee 
 
ฮอลลิสคอฟฟี แบรนด์ร้านกาแฟจากประเทศเกาหลีใต้ ก่อตั้งในปี 1998 โดย The KG Group เข้ามาเปิดตลาดในไทยสาขาแรกที่ปากวอยสุขุมวิท 15 ตรงข้ามโคเรียนทาวน์ในปี 2013 มีจุดเด่นตรงที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ออกโปรโมชั่นทุกเดือน ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น นอสิต นักศึกษาเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีราวๆ 9 สาขา   
 
7. Gloria Jean's Coffees 
 

ภาพจาก https://gloriajeanscoffees.co.th

Gloria Jean's Coffees แบรนด์ร้านกาแฟมีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี 1979 โดย Gloria Jean Kvetko หลังจากนั้นในปี 1995 มีนักธุรกิจชาวออสเตรเลียมาซื้อแฟรนไชส์ไปขยายตลาด ก่อนจะมีสาขาอยู่ใน 50 ประเทศทั่วโลก ส่วนประเทศไทยเข้ามาเปิดสาขาในปี 2007 ภายใต้การลงทุนของ บริษัท พรีโม ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด ปัจจุบันมีราวๆ 11 สาขา 
 
8. TOM N TOMS COFFEE
 
Tom N Toms แบรนด์ร้านกาแฟชื่อดังสัญชาติเกาหลีใต้ ก่อตั้งในปี 1999 กลายเป็นร้านกาแฟที่มีชื่อเสียง จนได้จดทะเบียนเป็นบริษัทในปี 2004 เป็นร้านกาแฟเปิด 24 ชั่วโมง เข้ามาทำตลาดในไทยปี 2009 ซึ่ง Tom N Toms เป็นร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงติดอันดับ Top 3 ของเกาหลีใต้ ตอนนี้ Tom N Toms มีสาขาที่อยู่ในความดูแลของบริษัท 47 สาขา และมี Franchise มากถึง 375 สาขาทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยมีราวๆ 28 สาขา 
 
9. Louisa Coffee 
 
ภาพจาก www.facebook.com/louisacoffee.thailand

หลุยซ่า คอฟฟี่ (Louisa Coffee) แบรนด์ร้านกาแฟพรีเมียมยักษ์ใหญ่มีสาขามากที่สุดในไต้หวันกว่า 500 สาขา ก่อตั้งในปี 2006 โดย Cris Huang  ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Coffee Journey” เข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทย เป็นแห่งแรกในต่างประเทศ เปิดสาขาแรกที่อัมรินทร์ พลาซ่าในปี 2019 อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท หลุยซ่า คอฟฟี่ ประเทศไทย จำกัด
 
10. % Arabica 
 
% Arabica แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยคุณ Kenneth Shoji ในปี 2013 เข้ามาเปิดตลาดเมืองไทยสาขาแรกที่ไอคอนสยามเมื่อปี 2020 ถือเป็นแบรนด์กาแฟที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว เพราะภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูดีมีสไตล์ ช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ให้อยากเข้ามาลองจิบกาแฟที่นี่สักครั้ง

จุดแข็งของ % Arabica อยู่ที่คุณภาพของกาแฟ ตัวแบรนด์ % Arabica ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกเมล็ดกาแฟ รวมถึงใช้เครื่องคั่วและเครื่องชงกาแฟคุณภาพอันดับต้นๆ ของโลก
 
11. Hario Café
 

ภาพจาก www.facebook.com/hariocafebkk

Hario Café แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติญี่ปุ่น ก่อตั้งในปี 2018 โดย Hiromu Shibata ในตอนแรก HARIO เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบีกเกอร์ หรือหลอดแก้วตวงปริมาตร

รวมถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความหอมหลายๆ ตัว จนกระทั่งมาในปี 2018 HARIO ตัดสินใจเปิดร้าน HARIO Café ก่อนที่จะเข้ามาเปิดตลาดในไทยเป็นแห่งที่ 3 รองจากสาขาปรกที่โตเกียว สาขาที่สองอินดดนีเซีย โดยสาขาแรกในไทยเปิดอยู่ที่โชคชัย 4 ก่อนจะขยายมาเปิดสาขาธนิยะ พลาซ่า มีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติ กาแฟมีความหอมเหมือนกลิ่นสมุนไพร มีความหวานคล้ายน้ำผึ้ง   
 
12. The Coffee Academïcs
 
 The Coffee Academics แบรนด์ร้านกาแฟชื่อดังจากฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นโดย Jennifer Liu เมื่อปี 2012 หรือ 2555 ก่อนขยายสาขาไปที่สิงคโปร์ จีน และไทย ส่วนไทยเข้ามาเปิดตลาดสาขาแรกที่โครงการ เวลา สินธร วิลเลจ ซอยหลังสวน เมื่อปี 2019 ภายใต้การบริหารของ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ซื้อแฟรนไชส์ทำสัญญาระยะเวลา 10 ปี เป็นร้านที่จะเสิร์ฟทั้งกาแฟ ขนม และอาหาร กาแฟเริ่มต้นที่แก้วละ 120 บาท จนถึงมากกว่า 200 บาท
 
13. Omotesando Koffee 
 
ภาพจาก https://citly.me/OfFr8

Omotesando Koffee แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นปี 2011 โดย Eiichi Kunitomo สาขาแรกใช้บ้านทรงญี่ปุ่นเก่าแก่ในย่าน Omotesando ชานกรุงโตเกียว เปิดเป็นร้านกาแฟเรียบง่าย ก่อนปิดตัวตั้งแต่ปี 2015 แต่ขยายสาขาต่างประเทศ

อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย เปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนปี 2018 มีเอกลักษณ์เป็นคาเฟ่สไตล์มินิมอล เป็นคูหาลูกบาศก์สร้างด้วยโครงเหล็กสีดำ แซมด้วยแผ่นไม้สีอ่อนดูสบายตา พร้อมโต๊ะไม้ยาวให้นั่งดื่มกาแฟ
 
14. La Cabra Coffee Roasters 
 
 La Cabra Coffee Roasters แบรนด์ร้านกาแฟจากประเทศเดนมาร์ก มีจุดเด่นในเรื่องของการคัดสรรเมล็ดกาแฟอย่างเข้มข้น ทั้งแหล่งปลูก เกษตรกร และนำมาคั่วให้ได้รสชาติที่แท้จริงของเมล็ดกาแฟนั้น

ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 เข้ามาเปิดสาขาแรกในไทยที่ย่านตลาดน้อย ร้านตกแต่งสไตล์นอร์ดิกเรียบง่าย สีขาว และไม้ กลมกลืนไปกับย่านเมืองเก่าตลาดน้อย หน้าร้านมีกิมมิกเล็กๆ น่ารัก ใช้ตั่งเป็นที่นั่งพร้อมกับหมอนขวานสไตล์ไทยๆ ปัจจุบันเปิดสาขาสองแล้วที่ย่านซอยอารีย์
 
15. UCC Coffee Roastery 
 
ภาพจาก www.facebook.com/ucccoffeeroasteryTH

UCC Coffee แบรนด์ร้านกาแฟจากประเทศญี่ปุ่น เปิดร้านครั้งแรกที่เมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโกะในปี 1933 ภายใต้ชื่อร้าน Ueshima Tadao Shoten โดย “Mr.Tadao Ueshima” ผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งกาแฟของญี่ปุ่น” จนกระทั่งในปี 1951 ได้ตั้งเป็นบริษัทชื่อ “Ueshima Coffee Co., Ltd.” เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเมื่อปี 2020 ปัจจุบันมี 3 สาขา K’s café สยามพารากอน, UCC Coffee Shop สยามทาคาชิมาย่า และ UCC COFFEE ROASTERY เกตเวย์เอกมัย
 
16. ZUS Coffee
 
ชื่อของ ZUS Coffee เริ่มปรากฏให้เห็นถี่ขึ้นในกรุงเทพฯ ท่ามกลางสมรภูมิร้านกาแฟที่แข่งขันดุเดือด แบรนด์สัญชาติมาเลเซียรายนี้กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ม้านอกสายตา” เมื่อปี 2019 สู่หนึ่งในเชนกาแฟที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปี 2025
 
ปัจจุบัน ZUS Coffee มีสาขาในมาเลเซียมากกว่า 700 แห่ง และเดินหน้าขยายเครือข่ายในระดับภูมิภาค ทั้งฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 2 สาขาในย่านอารีย์และเซ็นทรัล พาร์ค
 
ที่น่าสนใจคือ ในช่วงต้นปี 2024 จำนวนสาขา ZUS Coffee ในมาเลเซียแซงหน้า Starbucks อย่างเป็นทางการ โดย ZUS มี 743 สาขา เทียบกับ Starbucks 320 สาขาในตลาดเดียวกัน
 
หนึ่งในปัจจัยหนุนการเติบโต คือ กระแสต่อต้านแบรนด์ที่ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายเชนต่างชาติในมาเลเซียช่วงเวลาดังกล่าว เปิดพื้นที่ให้แบรนด์ท้องถิ่นเร่งขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น
 
ตั้งแต่เริ่มต้น ZUS Coffee วางกลยุทธ์ “Digital-First” ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชันที่รวมการสั่งซื้อ ชำระเงินแบบ Cashless และเดลิเวอรี่ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว แม้ช่วงแรกผู้บริโภคมาเลเซียยังไม่คุ้นเคยกับการจ่ายเงินไร้เงินสด แต่การมาของโควิด-19 กลับทำให้โมเดลนี้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญในช่วงล็อกดาวน์
 
Venon Tian ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ระบุว่า บริษัทสามารถทำกำไรได้ภายใน 10 เดือนหลังเปิดตัว และในปี 2024 รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 3 เท่า แตะ 37 ล้านริงกิต (ราว 286 ล้านบาท) สะท้อนการเติบโตที่ก้าวกระโดด
 
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ “ความยั่งยืน” ท่ามกลางตลาดกาแฟในไทยที่มีผู้เล่นหนาแน่น ZUS Coffee จะสามารถรักษาความแตกต่าง ทั้งด้านรสชาติ ราคา เทคโนโลยี และประสบการณ์ลูกค้า เพื่อก้าวสู่แบรนด์ระดับภูมิภาคได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เส้นทางของม้านอกสายตาจากมาเลเซียรายนี้ จึงยังเป็นเรื่องที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิดในปีต่อๆ ไป
 
17. Bacha Coffee
 

ภาพจาก https://bachacoffee.com

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดกาแฟในไทย Bacha Coffee เลือกเดินเกมต่างจากเชนทั่วไป ด้วยการวางตำแหน่งเป็นกาแฟลักชัวรี่ที่ขาย “ตำนานและรสนิยม” มากกว่าความถี่ในการดื่มต่อวัน

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ย้อนกลับไปปี 1910 ที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ใกล้พระราชวัง Dar El Bacha ก่อนจะปิดตัวลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกปลุกชีพอีกครั้งในปี 2019 โดยกลุ่มทุนสิงคโปร์ V3 Gourmet ซึ่งนำแนวคิด “Heritage as Value” มาต่อยอด เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมกว่า 100 ปี ให้กลายเป็นแบรนด์กาแฟระดับพรีเมียมที่ขยายสาขาอย่างรวดเร็วในเอเชียและตะวันออกกลาง
 
กลยุทธ์สำคัญคือการสร้างประสบการณ์เหนือระดับ ผ่านการออกแบบร้านสไตล์โมร็อกโกที่หรูหราคล้ายพระราชวัง การจัดวางสินค้าให้โดดเด่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าร้าน และแพ็กเกจจิงแบบกิฟต์บ็อกซ์ที่ยกระดับกาแฟให้เป็นของฝากหรือของขวัญ ทำเลที่ตั้งล้วนอยู่ในศูนย์กลางเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

รวมถึงสาขาแรกในไทยที่สยามพารากอน สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคโซเชียลที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ การเช็กอิน และการแชร์ประสบการณ์ไม่แพ้รสชาติของเครื่องดื่ม
 
แม้ภาพจดจำจะเป็นความหรูหรา แต่หัวใจของแบรนด์ยังอยู่ที่กาแฟอาราบิก้า 100% กว่า 200 รายการจาก 35 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ซิงเกิลออริจินหายากไปจนถึงเบลนด์พิเศษ หนึ่งในเมล็ดที่ถูกพูดถึงมากคือ Paraiso Gold Coffee จากบราซิล ซึ่งกลายเป็นไวรัลจากราคาต่อแก้วระดับหลายพันบาทไปจนถึง 5,000 บาท  
 
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า Bacha Coffee ไม่ได้ขายเพียงกาแฟ หากแต่ขายเรื่องราว คุณค่าเชิงสัญลักษณ์ และประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยอมจ่ายในราคาพรีเมียม เพื่อแลกกับความรู้สึกพิเศษที่มากกว่ารสชาติในถ้วยเดียว
 
แบรนด์แฟรนไชส์กาแฟไทยและเชนระดับท้องถิ่น
 
1. คาเฟ่ อเมซอน
 

เชนกาแฟรายใหญ่ภายใต้ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งปี 2002 ปัจจุบันมีมากกว่า 4,742 สาขาในและต่างประเทศ จุดแข็งคือเครือข่ายสถานีบริการและระบบแฟรนไชส์ที่คุมทำเลเข้มงวด อนุมัติราว 500 สาขาต่อปี แม้มีผู้สมัครจำนวนมาก ราคาขาย 40–80 บาท งบลงทุนประมาณ 2.3–4.2 ล้านบาท สัญญา 6 ปี
 
2. กาแฟพันธุ์ไทย
 
แบรนด์ในเครือ พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เปิดตัวปี 2012 มีราว 1,600 สาขา ชูอัตลักษณ์ความเป็นไทยและวัตถุดิบท้องถิ่น ใช้เมล็ดกาแฟดอยช้าง ขยายสาขาทั้งใน–นอกปั๊ม โมเดลลงทุน 1.3–2.5 ล้านบาท สัญญา 3+3 ปี
 
3. อินทนิล
 

แฟรนไชส์ของ บางจาก รีเทล จำกัด ก่อตั้งปี 2005 มีประมาณ 1,035 สาขา เด่นด้านภาพลักษณ์แบรนด์และดีไซน์ร้านแบบ “ยูนีค ดีไซน์” รองรับแนวคิด Third Place งบลงทุน 1–2 ล้านบาท สัญญา 6 ปี และยังเดินหน้าขยายปีละราว 200 สาขา
 
4. ชาวดอย
 
อยู่ภายใต้ เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ตเอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด ในเครืออโรม่ากรุ๊ป มีราว 250 สาขา ชูจุดขายเมล็ดกาแฟคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดจับมือสถานีบริการคาลเท็กซ์ขยายเพิ่มในปั๊มทั่วประเทศ งบลงทุน 1.17–2 ล้านบาท สัญญา 5 ปี
 
5. ดิโอโร่
 
ภาพจาก www.d-oro.coffee

แบรนด์ของ โกลเด้น ครีม จำกัด ก่อตั้งปี 1999 มีราว 103 สาขา วางตำแหน่งเป็นกาแฟคุณภาพสำหรับกลุ่มกลาง–บน เน้นทำเลอาคารสำนักงาน ค่าแฟรนไชส์ 3.5 แสนบาท งบลงทุน 1.3–1.7 ล้านบาท สัญญา 5+5 ปี
 
6. แบล็คแคนยอน
 
ดำเนินธุรกิจโดย แบล็ค แคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวปี 1993 ปัจจุบันมีราว 300 สาขา จุดแข็งคือโมเดล Coffee & Restaurant ควบคู่กาแฟและอาหารไทย ขยายแฟรนไชส์ในต่างประเทศด้วย งบลงทุน 2–4.5 ล้านบาท สัญญา 10 ปี 
 
7. 1:2 Coffee

ภาพจาก www.facebook.com/onetotwocoffee

1:2 Coffee ก่อตั้งปี 2018 ที่กาดหลวง จ.เชียงราย วางตำแหน่ง Premium Mass เสิร์ฟกาแฟคุณภาพในราคาเข้าถึงได้ เริ่มต้น 55 บาท เจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศและลูกค้าทั่วไป พร้อมเลือกทำเลใกล้ออฟฟิศ–ที่อยู่อาศัย–ศูนย์การค้า ปัจจุบันขยายแล้ว 55 สาขา ทำรายได้ปีล่าสุด 140 ล้านบาท กำไร 20 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตที่โดดเด่นในตลาดกาแฟแมสพรีเมียม
 
8. UNO! Coffee
 
UNO! Coffee สร้างกระแสตั้งแต่วันเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ด้วยยอดขายวันแรก 800 แก้ว จุดขายคืออเมริกาโนเมล็ด “เกอิชา” ราคาเพียง 85 บาท ใช้กลยุทธ์ Loss Leader และ Economies of Scale ลดต้นทุนจากการสั่งซื้อจำนวนมาก เพื่อดึงทราฟฟิกและสร้างการรับรู้แบรนด์ ล่าสุดเปิดสาขาที่ 2 ที่เมเจอร์รัชโยธิน ตอกย้ำการรุกตลาดอย่างรวดเร็ว
 
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีร้านกาแฟ 12 แบรนด์ในเครือ CP มีแบรนด์อะไรบ้าง แต่ละแบรนด์มีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างไร  
 
1.True Coffee
 

ภาพจาก www.facebook.com/TrueCoffeeTH

เป็นร้านกาแฟที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นคอมมูนิตี้มากกว่าร้านกาแฟ เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ ในร้านมีบริการทั้งเครื่องดื่ม อาหาร เบเกอรี่ และการบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ชูคอนเซ็ปต์ Roastery & Bakery Café ผสมผสานกับนวัตกรรมอัจฉริยะของทรู 5G ปัจจุบันมีจำนวน 123 สาขา มีขายแฟรนไชส์ให้ผู้สนใจ ลงทุนเริ่มต้น 2-3.5 ล้านบาท 
 
2. True Coffee GO

ร้านกาแฟที่ถูกออกแบบและวางคอนเซ็ปต์ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของผู้บริโภคชาวไทย เป็นร้านแบบคีออส เน้นบริการแบบ Grab & Go เพียงเปิดแอปฯ True Coffee GO ก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ทำเลเปิดร้านหลักๆ จะอยู่ตามตึกออฟฟิศใจกลางเมือง รวมถึงแหล่งช้อปปิ้งที่มีคนพลุกพล่าน ปัจจุบันมีจำนวน 100 สาขา 
 
3. All Café
 

แบรนด์ร้านกาแฟหลักของซีพีออลล์ เปิดขายใน 7-Eleven ที่มีอยู่มากกว่า 14,000 สาขา แต่สาขาที่มี All Cafe จะมีอยู่ราวๆ 7,000-8,000 สาขาเท่านั้น อย่าลืมว่าสาขาในปั๊ม ปตท. ไม่มี All Cafe เพราะมีคาเฟ่อเมซอนเปิดให้บริการอยู่แล้ว
 
4.  All Cafe Gold

แบรนด์ร้านกาแฟที่แตกไลน์มาจาก All Cafe จับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม เน้นขายใน 7-Eleven ที่มีสาขาตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น พังงา กระบี่ สงขลา ภูเก็ต รวมถึงสำนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ที่มีชาวต่างชาติ นอกจากจะมีกาแฟ ชา และเครื่องดื่มต่างๆ ในร้านยังมีโชว์อบเบเกอรี่สด พร้อมอาหารตามสั่งหลากหลายเมนูที่ปรุงสดใหม่ทุกวัน  
 
5. All SELECT

แบรนด์ร้านกาแฟใน 7-Eleven เปิดตัวเมื่อช่วงปลางปี 2024 เป็นร้านกาแฟที่ยกระดับมาจาก All Cafe ใช้พื้นที่เดียวกับ All Cafe แต่รูปแบบร้านแบบพรีเมี่ยม ทั้งการตกแต่งโทนน้ำเงิน ดำ และฟ้า ติดป้ายโลโก้ขนาดใหญ่ที่หน้าเคาน์เตอร์ ใช้สโลแกน All SELECT – Specialty Moments ต่างจาก All Cafe ที่ใช้สีน้ำตาล แดง และส้ม กับสโลแกน Relax Anytime สาขาที่มี All SELECT พนักงานจะใช้ประโยคต้อนรับแทน All Cafe เป็น All SELECT ด้วย ปัจจุบันมี 500 สาขา  
 
6. KUDSAN Bakery & Coffee
 

แบรนด์ร้านกาแฟของซีพีออลล์ ชูคอนเซ็ปต์ให้เป็น “ไลฟ์สไตล์คาเฟ” สาขาส่วนใหญ่จะใน 7-Eleven เหมือน All Café แต่ต้องเป็นร้านที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ในร้านเน้นขายเบเกอรี่ ขนมปังอบสดใหม่ กาแฟคั่วบดสด และเครื่องดื่มต่างๆ ส่วนกาแฟเป็นกาแฟสดใช้เมล็ดกาแฟผสม ใช้เครื่องชงกาแฟแบบทำมือ ปัจจุบันมีจำนวน 400 สาขา

จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 แบรนด์ All Café, All Cafe Gold, All SELECT และ KUDSAN Bakery & Coffee มีช่องทางจำหน่ายที่สะดวกสบาย เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย คือ 7-Eleven ทำให้ CP ประหยัดต้นทุนเรื่องทำเลเปิดร้าน ส่งผลให้ขายกาแฟถูกลงได้ 
 
7. Jungle Café

เป็นร้านกาแฟรูปแบบ Convenience Store จับกลุ่มลูกค้าระดับคาเฟ่อเมซอน เปิดในโลตัสโกเฟรช มีให้เลือกหลายเมนู มีพระเอกเป็นกาแฟสดพรีเมียม คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ ราคาไม่แพงมาก ผสมผสานกาแฟอาราบิก้าและโรบัสต้าอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีเมนูสุดฮิตชานมไต้หวันแท้ ปัจจุบันมีจำนวน 1,800 สาขา
 
8. ARABITIA
 
 

ร้านกาแฟสไตล์โมเดิร์น คลาสสิก เปิดอยู่ตามโลตัสกว่า 158 สาขา ทั้งร้านคาเฟ่เต็มรูปแบบ ร้านขนาดเล็ก ใช้วัตถุดิบระดับซูเปอร์พรีเมียม ทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี่ และอาหารพร้อมทาน ร้านกาแฟ ARABITIA ยังมีบริการจัดเลี้ยงโอกาสต่างๆ อาทิ ชุดอาหารว่าง ชุดอาหารกลางวัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและหน่วยงานต่างๆ อีกด้วย
 
9. Chester's Coffee

อีกหนึ่งแบรนด์ร้านกาแฟในเครือ CP เป็นแบรนด์ที่มาเสริม Ecosystem ให้ร้านอาหารในเครือ CP เช่น ร้าน Chester’s ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั่วไป และเป็นลูกค้าประจำของร้าน Chester’s ปัจจุบันมีราวๆ 8 สาขา

10. Star Coffee

เป็นแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ภายใต้บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชนส์ อาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 5,000 สาขาในไทย มีแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย ได้แก่ ไก่ย่างห้าดาว, ไก่ทอดห้าดาว โดยในกลุ่มเครื่องดื่มนั้น Star Coffee เป็น Chain ร้านเครื่องดื่มแบรนด์แรกของบริษัทฯ ปัจจุบันมี 250 สาขาทั่วประเทศ
 
11. Bellinee’s Bake & Brew
 

ภาพจาก www.facebook.com/bellinee

ร้านเบเกอรี่และกาแฟระดับพรีเมี่ยมในบรรยากาศอบอุ่นสไตล์อิตาลี เป็นแบรนด์แฟรนไชส์ร้านกาแฟที่ทางซีพีออลล์นำเข้ามาเปิดตลาดในไทย โมเดลร้านแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ เบลลินี่ เบค แอนด์ บรู ร้านเบเกอรี่เฮ้าส์ระดับพรีเมี่ยม มีมุมถ่ายรูปให้กับลูกค้า และ เบลลินี่ แกรบ แอนด์ โก ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น กระทัดรัด เหมาะกับ Take Away
 
Bellinee’s Bake & Brew มีเมนูทั้งคาวและหวาน อาทิ ครัวซองต์นำเข้าจากฝรั่งเศส เบเกอรี่ พิซซ่า อบร้อนๆ จากเตา และเค้กหลากหลายสไตล์ รวมทั้งเครื่องดื่มมากมาย มีกาแฟคั่วสูตรพรีเมี่ยมจากอิตาลี เมนูข้าว หรือ สปาเก็ตตี้ มีให้เลือกเพียบ ปัจจุบันมีจำนวน 105 สาขา และยังขายแฟรนไชส์ให้ผู้สนใจอีกด้วย งบลงทุนเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท  
 
12. Beanie Coffee

ภาพจาก https://citly.me/CTqRW

แบรนด์ร้านกาแฟน้องใหม่อันดับ 13 ในเครือ CP หลังจากที่แบรนด์แฟรนไชส์ “กาแฟมวลชล” ได้ปิดตัวไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2022 เป็นการโยกรวมกับ Bellinee’s Bake & Brew 

Beanie Coffee เปิดตัวเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2025 ในรูปแบบ Specialty Cloud Café ผลงานจากทีม “เถ้าแก่” ของเครือซีพี เสิร์ฟกาแฟสุดพิเศษ ด้วยเมล็ดกาแฟหลายสายพันธุ์ คัดสรรอย่างพิถีพิถัน สาขาแรก ซ. วิภาวดีรังสิต 62 (ศรีรับสุข)
 
ภาพรวมตลาดกาแฟไทย 
 
สามารถแบ่งตาม “ระดับราคา–ประสบการณ์–คุณภาพเมล็ด” ได้ 3 เซกเมนต์หลัก ดังนี้
 
ตลาดกาแฟแมส
 
ท่ามกลางร้านกาแฟเกือบแสนแห่งทั่วประเทศ ตลาด Mass Market (30–80 บาท/แก้ว) คือสมรภูมิที่ใหญ่และแข่งขันดุเดือดที่สุด เพราะเป็นตลาด “ดื่มทุกวัน” ของผู้บริโภควงกว้าง ตั้งแต่วัยทำงาน นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงแรงงานในเมืองและต่างจังหวัด แบรนด์ที่ครองพื้นที่นี้ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องแหล่งปลูกหรือโปรไฟล์รสชาติซับซ้อน แต่ต้องตอบโจทย์ความสะดวก ความคุ้มค่า และความคุ้นเคยให้ได้ในทุกวัน
 
โครงสร้างการแข่งขันจึงเป็นเกมของ Volume อย่างแท้จริง ทำเลต้องใกล้ตัว เช่น ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน คีออส และห้างชุมชน บริการต้องรวดเร็ว 1–3 นาทีต่อแก้ว ราคาแสดงชัดเจนไม่ซับซ้อน และมีโปรโมชันหมุนเวียนถี่เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ ใครควบคุมสเกล ซัพพลายเชน และความเร็วหน้าร้านได้ดีกว่า ย่อมได้เปรียบในตลาดแก้วละไม่เกิน 80 บาทแห่งนี้
 
ผู้เล่นหลัก
 
All Café

All Café ใช้เครือข่ายร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทั่วประเทศเป็นอาวุธหลัก ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคระดับชุมชนได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนเปิดทำเลใหม่ จุดแข็งอยู่ที่ต้นทุนทำเลต่ำจากการใช้พื้นที่เดิมของร้านสะดวกซื้อ ทราฟฟิกหน้าร้านสูงตลอดวัน และการกำหนดราคาคงที่พร้อมโปรโมชันต่อเนื่อง กลยุทธ์สำคัญคือการเล่นเกม “ความสะดวก + ความถี่ (Repeat Purchase)” เพื่อกระตุ้นการซื้อประจำและฝังตัวอยู่ในพฤติกรรมผู้บริโภคประจำวัน
 
Café Amazon
 
Café Amazon ถือเป็นผู้นำตลาดเชนแมสในไทย ด้วยเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันที่ครอบคลุมทั่วประเทศ สร้างความได้เปรียบด้านทำเลและการเข้าถึงลูกค้าในชีวิตประจำวัน จุดแข็งสำคัญคือ Economy of Scale จากจำนวนสาขาหลายพันแห่ง ทำให้บริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ แบรนด์แข็งแรงโดยเฉพาะในต่างจังหวัด และมีเมนูหลากหลายในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย กลยุทธ์หลักคือการผสาน “ทำเล + แบรนด์ + ปริมาณ” เพื่อครองส่วนแบ่งตลาดวงกว้างอย่างต่อเนื่อง
 
กาแฟพันธุ์ไทย
 

กาแฟพันธุ์ไทย วางจุดขายชัดเจนด้าน “ความเป็นไทย” ผ่านการใช้เมล็ดดอยช้างและการสื่อสารเรื่องราวท้องถิ่น สร้างภาพลักษณ์สนับสนุนเกษตรกรไทยเป็นหัวใจของแบรนด์ จุดแข็งอยู่ที่การเชื่อมโยงอัตลักษณ์กับความภาคภูมิใจในสินค้าไทย ควบคู่กับการขยายสาขาทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน กลยุทธ์หลักคือการทำ Identity Marketing ผสานกับระดับราคาที่จับต้องได้ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภควงกว้างโดยยังคงความแตกต่างด้านเรื่องราวแบรนด์ 
 
อินทนิล
 
อินทนิล เดินเกมยกระดับภาพลักษณ์ตลาดแมสให้ดูพรีเมียมมากขึ้น ผ่านการออกแบบร้านสไตล์ Third Place ที่เน้นบรรยากาศนั่งสบายเกินกว่าร้านกาแฟในปั๊มทั่วไป จุดแข็งอยู่ที่การวางตำแหน่ง “กาแฟดีในราคามิตรภาพ” เพื่อรักษาฐานลูกค้ากว้างในขณะที่ยกระดับประสบการณ์ กลยุทธ์หลักคือการผสานคุณภาพเครื่องดื่มเข้ากับบรรยากาศที่เหนือกว่ามาตรฐานปั๊มน้ำมันทั่วไป เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดแมสที่แข่งขันสูง
 
Jungle Café
 

ภาพจาก www.facebook.com/JungleCafeOfficial

Jungle Café เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านโมเดลร้านใน Lotus’s Go Fresh ทำให้สามารถกระจายสาขาเข้าถึงทั้งชุมชนเมืองและต่างจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดแข็งอยู่ที่โครงสร้างทำเลใกล้บ้านและระดับราคาที่แข่งขันได้กับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดแมส กลยุทธ์หลักคือการขยายสาขาเชิงรุกควบคู่กับการยึดทำเลในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความถี่ในการซื้อและฐานลูกค้าประจำในวงกว้าง 
 
Star Coffee
 
Star Coffee วางตำแหน่งเป็นแฟรนไชส์ราคาย่อมเยา เจาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจกาแฟด้วยเงินลงทุนไม่สูง จุดแข็งอยู่ที่โมเดลแฟรนไชส์ที่ออกแบบให้ขยายสาขาได้รวดเร็วและบริหารจัดการไม่ซับซ้อน กลยุทธ์หลักคือการเร่งสร้างเครือข่ายผ่านผู้ลงทุนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มจำนวนจุดขายและครอบคลุมทำเลชุมชนในวงกว้าง 
 
1:2 Coffee
 

ภาพจาก www.facebook.com/onetotwocoffee

1:2 Coffee วางตำแหน่งเป็น “Premium Mass” ด้วยราคาเริ่มต้นราว 55 บาท ชูจุดแข็งด้านคุณภาพที่เหนือกว่าตลาดแมสทั่วไป แต่ยังไม่ขยับไปถึงระดับราคาพรีเมียม ทำให้เข้าถึงง่ายในวงกว้าง ควบคู่กับการเลือกทำเลใกล้ออฟฟิศและย่านที่อยู่อาศัยเพื่อจับกลุ่มลูกค้าประจำ กลยุทธ์หลักคือการเล่นเกม “ความคุ้มค่า + คุณภาพ” เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดที่อ่อนไหวต่อราคาแต่ยังต้องการมาตรฐานที่ดีขึ้น 
 
ปัจจัยชี้ขาดในตลาดแมส
 
ตลาดกาแฟแมสมี 3 ปัจจัยชี้ขาดสำคัญ ได้แก่ Economies of Scale ผู้เล่นต้องมีจำนวนสาขามากพอเพื่อสร้างอำนาจต่อรองต้นทุนเมล็ดกาแฟ นม แก้ว บรรจุภัณฑ์ และบริหารโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
ถัดมาคือ Franchise & Supply Chain ระบบแฟรนไชส์ที่ควบคุมมาตรฐานรสชาติและบริการให้เหมือนกันทุกสาขาเป็นหัวใจของการขยายตัวอย่างยั่งยืน และสุดท้ายคือ Repeat Purchase เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ดื่มเป็นกิจวัตร แบรนด์ที่สร้างความคุ้นเคย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ความสะดวกได้ต่อเนื่อง จะครองส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว
 
แนวโน้มการแข่งขันปี 2025–2027
 

ในช่วงปี 2025–2027 ตลาดกาแฟแมสมีแนวโน้มแข่งขันเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะสงครามราคาในบางทำเลที่มีผู้เล่นหนาแน่น ขณะเดียวกันแอปสะสมแต้มและโมเดล Subscription จะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มความถี่การซื้อ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มขยับตำแหน่งสู่ “Premium Mass” เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มมาร์จินต่อแก้วโดยไม่ทิ้งฐานลูกค้าหลัก อีกทั้งทำเลในชุมชนและต่างจังหวัดยังถูกมองเป็นพื้นที่เติบโตสำคัญ จากกำลังซื้อที่กระจายตัวและการแข่งขันที่ยังไม่อิ่มตัวเท่าเขตเมืองใหญ่
 
ตลาดกาแฟพรีเมียม
 
ตลาดกาแฟพรีเมียมในไทย ช่วงราคา 90–160 บาทต่อแก้ว กำลังกลายเป็นสมรภูมิของแบรนด์ที่แข่งขันกันด้วยภาพลักษณ์และประสบการณ์มากกว่าตัวเครื่องดื่มเอง Premium Chain ไม่ได้ขายเพียงกาแฟ แต่ขายไลฟ์สไตล์ พื้นที่พบปะ และบรรยากาศที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมือง กลุ่มลูกค้าหลักได้แก่พนักงานออฟฟิศ นักศึกษา คนรุ่นใหม่ และชาวต่างชาติ ซึ่งมองร้านกาแฟเป็นทั้งสถานที่ประชุม งานสังสรรค์ ไปจนถึงพื้นที่ทำงานนอกสำนักงาน
 
ภาพรวมการแข่งขันขยับจาก “แก้วกาแฟ” สู่แนวคิด Third Place อย่างชัดเจน การเติบโตสอดรับกับการขยายตัวของศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ทำเลจึงต้องมีทราฟฟิกสูงและมีกลุ่มกำลังซื้อชัดเจน ขณะเดียวกันร้านต้องออกแบบให้นั่งสบาย มีปลั๊กไฟ อินเทอร์เน็ต และบรรยากาศเอื้อต่อการใช้เวลา แม้ระดับราคาจะสูงกว่าตลาดแมส แต่ผู้บริโภคคาดหวังความคุ้มค่าในเชิงภาพลักษณ์ คุณภาพ และประสบการณ์โดยรวมที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
 
ผู้เล่นหลัก
Starbucks

Starbucks ถือเป็นผู้นำตลาดกาแฟพรีเมียมในไทย ด้วยจุดแข็งด้าน Brand Equity ระดับโลก ทำเลในศูนย์การค้าและย่าน CBD ที่มีทราฟฟิกคุณภาพ รวมถึงโปรแกรมสมาชิกที่แข็งแรงและสร้างการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์หลักคือการทำ Lifestyle Branding ควบคู่กับการออกเมนูตามฤดูกาล และการใช้ Loyalty Program เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับฐานลูกค้า
 
The Coffee Club
 
The Coffee Club วางตำแหน่งด้วยโมเดล All Day Dining ที่ผสานคาเฟ่เข้ากับร้านอาหารอย่างชัดเจน สร้างจุดแข็งด้านรายได้ต่อบิลที่สูงขึ้นจากเมนูอาหารครบทั้งเช้า กลางวัน และเย็น กลยุทธ์หลักคือการเป็นคาเฟ่กึ่งร้านอาหาร เพื่อยืดระยะเวลาการใช้บริการต่อโต๊ะ เพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ และกระจายแหล่งรายได้ให้มากกว่าเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว
 
Costa Coffee
 

ภาพจาก www.facebook.com/CostaCoffee

Costa Coffee เชนกาแฟจากสหราชอาณาจักรที่เน้นคุณภาพเมล็ดและรสชาติสไตล์ยุโรปเป็นจุดขายหลัก วางภาพลักษณ์ให้แตกต่างด้วยความเข้มข้นแบบคลาสสิกและบรรยากาศร้านที่สะท้อนกลิ่นอายยุโรป กลยุทธ์สำคัญคือการทำ Positioning ในฐานะ “European Coffee Experience” เพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกนอกเหนือจากแบรนด์อเมริกันในตลาดพรีเมียม
 
True Coffee
 
True Coffee วางตำแหน่งเป็น Roastery & Bakery Café ที่ผสานเข้ากับ Digital Ecosystem ของเครือทรูอย่างชัดเจน จุดแข็งสำคัญคือการเชื่อมต่อสิทธิประโยชน์กับบริการดิจิทัลในเครือ รวมถึงการเลือกทำเลในอาคารสำนักงานและย่านออฟฟิศที่มีกลุ่มคนทำงานหนาแน่น กลยุทธ์หลักคือการผสานเทคโนโลยีกับการสร้างคอมมูนิตี้คนทำงาน ให้ร้านเป็นทั้งพื้นที่ประชุม ทำงาน และใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลครบวงจร
 
Black Canyon
 
ภาพจาก www.facebook.com/BlackCanyonThailand

Black Canyon วางโมเดล Coffee & Restaurant ผสานร้านกาแฟเข้ากับเมนูอาหารไทยและอาหารจานหลักอย่างครบถ้วน จุดแข็งอยู่ที่ความหลากหลายของรายการอาหาร ซึ่งช่วยให้รายได้ไม่พึ่งพาเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวและรองรับลูกค้าหลายช่วงเวลา กลยุทธ์หลักคือการเล่นเกม “ความหลากหลาย ครอบครัว/กลุ่มเพื่อน” ดึงดูดทั้งลูกค้าที่มาทานอาหารจริงจังและกลุ่มที่นัดพบสังสรรค์ในบรรยากาศเข้าถึงง่าย
 
Gloria Jean's Coffees
 
Gloria Jean's Coffees สร้างภาพลักษณ์อบอุ่นสไตล์ออสเตรเลีย เน้นบรรยากาศเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายในตลาดพรีเมียม จุดแข็งอยู่ที่ความหลากหลายของเมนูเครื่องดื่ม ทั้งกาแฟและเครื่องดื่มปรุงแต่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่ม กลยุทธ์หลักคือการขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ ควบคู่กับการพัฒนาเมนูใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสดใหม่ของแบรนด์
 
Tim Hortons
 
Tim Hortons โดดเด่นด้วยจุดแข็งด้านโดนัทและกาแฟสไตล์แคนาดาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างความแตกต่างจากเชนกาแฟทั่วไปในตลาดพรีเมียม กลยุทธ์หลักคือการทำชุดเมนูแบบ Combo Set เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและดันยอดใช้จ่ายต่อบิล พร้อมดึงดูดทั้งลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วและกลุ่มที่มองหามื้อย่อยในบรรยากาศร้านที่เป็นกันเอง
 
Bellinee’s Bake & Brew
 

Bellinee’s Bake & Brew วางตำแหน่งเป็นคาเฟ่เบเกอรี่สไตล์ยุโรปที่เน้นบรรยากาศอบอุ่นและเข้าถึงง่ายในตลาดพรีเมียม จุดแข็งสำคัญคือไลน์ครัวซองต์และขนมอบที่หลากหลาย ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ต่อบิลและดึงลูกค้าเข้าร้านได้ตลอดทั้งวัน กลยุทธ์หลักคือการเล่นเกม “Premium Bakery + ทำเลในเมือง” เลือกโลเคชันที่มีกำลังซื้อ พร้อมผลักดันเบเกอรี่คุณภาพเป็นตัวขับเคลื่อนยอดขายควบคู่กับกาแฟ

ZUS Coffee
 
ZUS Coffee ดาวรุ่งจากมาเลเซียที่ขยายสาขาอย่างรวดเร็วในภูมิภาค ด้วยโมเดล Digital-First เป็นหัวใจหลัก ทั้งระบบสั่งล่วงหน้าและชำระเงินผ่านแอปที่ช่วยลดต้นทุนหน้าร้านและเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า จุดแข็งอยู่ที่การตั้งราคากึ่งพรีเมียมซึ่งเข้าถึงง่ายกว่าคู่แข่งบางราย กลยุทธ์สำคัญคือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับราคาจูงใจ พร้อมเร่งสปีดการขยายสาขาเพื่อสร้างสเกลในระยะสั้นถึงกลาง 
 
ปัจจัยชี้ขาดในตลาดพรีเมียม
 
ตลาดกาแฟพรีเมียมมีปัจจัยชี้ขาดหลักประการแรกคือ Brand Equity เพราะผู้บริโภคในเซกเมนต์นี้ไม่ได้จ่ายเพียงค่ากาแฟ แต่จ่ายเพื่อ “ความมั่นใจในแบรนด์” แบรนด์ที่มีภาพลักษณ์แข็งแรงและสื่อสารตัวตนชัดเจนย่อมสามารถตั้งราคาสูงกว่าได้โดยลูกค้ายอมรับ ปัจจัยถัดมาคือ ทำเลทอง แม้มีต้นทุนค่าเช่าสูง แต่ทำเลในศูนย์การค้าและย่านธุรกิจช่วยยกระดับภาพลักษณ์และดึงดูดทราฟฟิกที่มีกำลังซื้ออย่างมีนัยสำคัญ
 
อีกองค์ประกอบสำคัญคือการเพิ่ม Basket Size ผ่านเมนูอาหารและเบเกอรี่ ซึ่งช่วยดันยอดใช้จ่ายต่อบิลให้สูงขึ้นและกระจายความเสี่ยงจากรายได้ที่พึ่งพาเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันระบบ Loyalty & App ไม่ว่าจะเป็นการสะสมแต้ม โปรโมชั่นเฉพาะสมาชิก หรือสิทธิพิเศษรายเดือน กลายเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาฐานลูกค้าประจำและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม
 
แนวโน้ม 2025–2027
 

ในช่วงปี 2025–2027 ตลาดกาแฟพรีเมียมมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากกลุ่ม Premium Mass ที่ตั้งราคาต่ำกว่าเล็กน้อยแต่ยกระดับคุณภาพใกล้เคียง ทำให้การแข่งขันด้านความคุ้มค่าเข้มข้นขึ้น

ขณะเดียวกันแบรนด์จะเร่งสร้างกระแสผ่านความร่วมมือกับแฟชั่นแบรนด์หรือศิลปิน เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มมูลค่าทางภาพลักษณ์ เมนูสุขภาพ เช่น สูตรน้ำตาลต่ำและเครื่องดื่มจากพืช จะเติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ และประสบการณ์ดิจิทัลอย่างระบบสั่งล่วงหน้า (Pre-order) และโมเดลสมาชิกแบบ Subscription มีแนวโน้มกลายเป็นมาตรฐานสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว
 
Specialty Coffee
 
ตลาด “Specialty Coffee” ไทย ในช่วงราคา 120–300+ บาทต่อแก้ว (และบางเมนูแตะระดับหลักพันบาท) แม้มีขนาดเล็กกว่าตลาดแมสและพรีเมียมในเชิงปริมาณ แต่ถือเป็นเซกเมนต์ที่สร้างมูลค่าสูงจากมาร์จินต่อแก้ว และมีฐานลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์อย่างจริงจัง จุดแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็วหรือความสะดวก หากแต่อยู่ที่คุณภาพ ความรู้ และประสบการณ์เชิงลึกที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากตลาดกระแสหลัก
 
โครงสร้างของตลาดนี้จึงขยับจากการขาย “สินค้า” ไปสู่การขาย “งานคราฟต์” หัวใจสำคัญคือเมล็ดกาแฟแบบ Single Origin หรือ Micro-lot โปรไฟล์การคั่วเฉพาะตัว ความเชี่ยวชาญของบาริสต้าที่เข้าใจสายพันธุ์ แหล่งปลูก และกรรมวิธีแปรรูป ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ชงเฉพาะทางอย่างพิถีพิถัน ผู้บริโภคในกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงเรื่องรสชาติพื้นฐาน แต่ให้ความสำคัญกับที่มาของเมล็ด ระดับความสูงของพื้นที่เพาะปลูก และกระบวนการผลิต สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคที่มองกาแฟเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในถ้วยเดียว
 
ผู้เล่นหลัก
% Arabica

 
ภาพจาก www.instagram.com/arabica.journal

% Arabica วางภาพลักษณ์มินิมอลระดับโลกอย่างชัดเจน ด้วยจุดแข็งด้านการคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง การใช้เครื่องคั่วและเครื่องชงระดับแนวหน้า รวมถึงการออกแบบร้านที่สะอาดตา เรียบง่าย และจดจำได้ในทุกประเทศ กลยุทธ์หลักคือการสร้าง Global Aesthetic ควบคู่กับความสม่ำเสมอของรสชาติและมาตรฐานบริการ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์แบบเดียวกันไม่ว่าสาขาใดในโลก
 
Café Kitsuné
 
Café Kitsuné โดดเด่นด้วยการผสานโลกของกาแฟเข้ากับแฟชั่นและไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว สร้าง Brand Culture ที่ชัดเจนและแตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไป พร้อมเลือกทำเลในย่านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม กลยุทธ์หลักคือการวางตำแหน่ง “Coffee as Lifestyle Statement” ให้การถือแก้วกาแฟไม่ใช่แค่การดื่ม แต่เป็นการสะท้อนตัวตนและรสนิยมของผู้บริโภค
 
The Coffee Academïcs
 
ภาพจาก www.facebook.com/TheCoffeeAcademicsTH

The Coffee Academïcs วางตำแหน่งเป็นร้านสเปเชียลตี้ที่ผสมผสานอาหารคุณภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จุดแข็งอยู่ที่การคัดสรรเมล็ดกาแฟหลากหลายแหล่งปลูก ควบคู่กับเมนูอาหารและเบเกอรี่ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าต่อบิล (Basket Size) กลยุทธ์หลักคือทำให้ Specialty Coffee เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งในแง่บรรยากาศ ราคา และประสบการณ์ โดยยังคงมาตรฐานคุณภาพในระดับสูง 
 
Hario Café
 
Hario Café ต่อยอดจากชื่อเสียงของแบรนด์อุปกรณ์ดริประดับโลก สร้างจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญการชงแบบ Pour Over อย่างลึกซึ้ง ทั้งในแง่เทคนิค อุปกรณ์ และการถ่ายทอดความรู้ กลยุทธ์หลักคือการผสาน Education เข้ากับ Brewing Experience ให้ลูกค้าไม่ได้เพียงดื่มกาแฟ แต่ได้เรียนรู้และเข้าใจศาสตร์การสกัดรสชาติในทุกขั้นตอน
 
Omotesando Koffee
 

ภาพจาก https://citly.me/qDS7P

Omotesando Koffee สะท้อนอัตลักษณ์มินิมอลแบบญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ด้วยการออกแบบร้านที่เรียบง่าย ตัดทอนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็น และโฟกัสที่คุณภาพในถ้วยกาแฟเป็นหลัก กลยุทธ์สำคัญคือ Simplicity ควบคู่กับ Craft Focus ให้ประสบการณ์การดื่มกาแฟกลับสู่แก่นแท้ของรสชาติและความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน
 
La Cabra Coffee Roasters
 
La Cabra Coffee Roasters โรงคั่วจากเดนมาร์กที่ยึดแนวคิดความโปร่งใสของรสชาติเป็นหัวใจหลัก โดดเด่นด้วยการคัดสรรเมล็ดกาแฟอย่างเข้มงวดและพัฒนาโปรไฟล์การคั่วสไตล์สแกนดิเนเวียนที่เน้นความสะอาด ชัดเจน และสะท้อนเอกลักษณ์ของแหล่งปลูก กลยุทธ์สำคัญคือการเล่นเกม Purity of Flavor นำเสนอรสชาติแท้จริงของเมล็ดโดยไม่ปรุงแต่งเกินจำเป็น เพื่อเจาะกลุ่มคอกาแฟสายคราฟต์โดยเฉพาะ

UCC Coffee Roastery
 

ภาพจาก www.facebook.com/ucccoffeeroasteryTH

UCC Coffee Roastery สะท้อนประสบการณ์อันยาวนานของแบรนด์กาแฟญี่ปุ่นที่สั่งสมความเชี่ยวชาญมาหลายทศวรรษ จุดแข็งอยู่ที่ความชำนาญด้านการคั่วและการพัฒนาโปรไฟล์รสชาติที่แม่นยำสม่ำเสมอ กลยุทธ์หลักคือการผสาน Heritage เข้ากับ Craft นำเสนอคุณค่าทางประวัติศาสตร์ควบคู่กับความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสากล
 
Bacha Coffee
 
Bacha Coffee วางตำแหน่งเป็น Luxury Specialty ที่มีรายการกาแฟให้เลือกมากกว่า 200 ชนิดทั่วโลก โดดเด่นด้วยการเล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ควบคู่กับแพ็กเกจจิงหรูหราที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน กลยุทธ์หลักคือการผลักดันแนวคิด “Coffee as Luxury Gift & Experience” เปลี่ยนกาแฟจากเครื่องดื่มประจำวันให้กลายเป็นของขวัญและประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่สะท้อนรสนิยมของผู้บริโภค
 
ปัจจัยชี้ขาดในตลาดสเปเชียลตี้

ตลาดสเปเชียลตี้มีปัจจัยชี้ขาดประการแรกคือ Storytelling การสื่อสารเรื่องแหล่งปลูก ระดับความสูง เกษตรกร และวิธีแปรรูปต้องชัดเจนและน่าเชื่อถือ เพราะยิ่งเล่าเรื่องได้ลึกและมีที่มาเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มคุณค่าและตั้งราคาได้สูงขึ้น ประการที่สองคือกลยุทธ์ Limited Lot / Exclusive Menu การนำเสนอเมล็ดล็อตเล็กหรือเมนูเฉพาะช่วงเวลา ช่วยสร้างความรู้สึก “หายาก” และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาเยือนซ้ำเพื่อทดลองรสชาติใหม่อยู่เสมอ
 
ขณะเดียวกัน Experience Design ถือเป็นหัวใจสำคัญ ตั้งแต่ดีไซน์ร้าน กลิ่น เสียง แสง ไปจนถึงรูปแบบการเสิร์ฟ ล้วนถูกออกแบบให้เป็นงานศิลป์มากกว่าร้านเครื่องดื่มทั่วไป และสุดท้ายคือโมเดล High Margin – Low Volume เน้นกำไรต่อแก้วสูงมากกว่าปริมาณการขาย ลูกค้ากลุ่มนี้ยินดีจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อแลกกับคุณภาพ ความพิถีพิถัน และความพิเศษที่แตกต่าง
 
แนวโน้ม 2025–2027
 

ในช่วงปี 2025–2027 ตลาด Specialty Coffee ไทยมีแนวโน้มเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น โดยความนิยมเมล็ดกาแฟไทยคุณภาพสูงแบบ Single Estate จากภาคเหนือจะเพิ่มบทบาทในเมนูของหลายร้าน ควบคู่กับการจัดกิจกรรม Coffee Tasting และ Workshop เพื่อสร้างประสบการณ์และความรู้ให้ผู้บริโภค

ขณะเดียวกันการ Collaboration ระหว่างโรงคั่วไทยกับต่างประเทศจะเกิดถี่ขึ้นเพื่อยกระดับภาพลักษณ์และขยายฐานลูกค้า กลุ่ม Gen Z เริ่มเข้าสู่ตลาดด้วยความสนใจด้านรสชาติและเรื่องราวของแหล่งปลูกมากขึ้น และกระแส Luxury Specialty ระดับแก้วละหลักพันบาทมีแนวโน้มถูกใช้เป็นเครื่องมือ Content Marketing บนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการรับรู้และความแตกต่างให้แบรนด์ในระยะยาว
 
ปัจจัยกำหนดชัยชนะในสงครามนี้
 
แม้ตลาดกาแฟไทยจะมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ชนะ” และ “ผู้ตามเกม” ถูกกำหนดด้วยปัจจัยสำคัญหลายด้านที่มากกว่ารสชาติกาแฟเพียงอย่างเดียว
 
ราคา vs ความคุ้มค่า
 

ในยุคที่กำลังซื้อผู้บริโภคผันผวน “ราคา” ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นเรื่องของ ความคุ้มค่า (Value for Money) มากกว่า แบรนด์อย่าง Cafe Amazon ใช้จุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่ายเพื่อครองตลาดแมส ขณะที่ Starbucks ตั้งราคาสูงกว่าแต่ชดเชยด้วยภาพลักษณ์และประสบการณ์ที่แตกต่าง
 
ผู้บริโภคไทยจำนวนมากพร้อมจ่าย 120–180 บาทต่อแก้ว หากมองว่าได้รับคุณภาพ วัตถุดิบ หรือประสบการณ์ที่เหนือกว่า ในทางกลับกัน หากราคาสูงแต่ไม่มีความแตกต่างชัดเจน แบรนด์นั้นอาจถูกตัดออกจากตัวเลือกทันที
 
ประสบการณ์ในร้าน 
 
คาเฟ่ยุคใหม่ไม่ใช่แค่ร้านขายเครื่องดื่ม แต่เป็น “พื้นที่ใช้ชีวิต” บรรยากาศ การออกแบบร้าน ความสะดวกสบาย และบริการของพนักงาน ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญ
 
แบรนด์ที่สร้างบรรยากาศให้เป็นทั้งพื้นที่ทำงาน พบปะ หรือพักผ่อน จะได้เปรียบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ลูกค้าใช้เวลานั่งร้านนานกว่าการซื้อแบบ Grab & Go ความต่างเล็ก ๆ เช่น ที่นั่งปลั๊กไฟ ความเงียบ หรือดีไซน์ถ่ายรูปสวย สามารถเปลี่ยนยอดขายต่อสาขาได้อย่างมีนัยสำคัญ
 
โซเชียลและรีวิวออนไลน์
 
ภาพจาก www.facebook.com/akhaamacoffee
 
ยุคโซเชียลมีเดียทำให้การตัดสินใจเลือกคาเฟ่ไม่ได้เริ่มจากหน้าร้าน แต่เริ่มจากหน้าจอมือถือ รีวิวใน Google Maps, TikTok, Instagram หรือ Facebook มีผลโดยตรงต่อทราฟฟิกหน้าร้าน
 
กลุ่ม specialty coffee อย่าง Ristr8to หรือ Akha Ama Coffee เติบโตได้ส่วนหนึ่งจากการบอกต่อในโลกออนไลน์ และการสร้างภาพลักษณ์ “ร้านต้องไปลอง” ยิ่งคอนเทนต์ถูกแชร์มาก ยิ่งลดต้นทุนการตลาดแบบดั้งเดิม

การขายหน้าร้าน vs Delivery
 
หลังโควิด-19 พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนชัดเจน การสั่งผ่านแอปเดลิเวอรีกลายเป็นอีกช่องทางรายได้สำคัญ แบรนด์ที่ปรับตัวเร็ว สามารถออกแบบเมนูให้เหมาะกับการจัดส่งและควบคุมคุณภาพเมื่อถึงมือลูกค้าจะได้เปรียบ
 
อย่างไรก็ตาม กาแฟยังเป็นสินค้าที่พึ่งพาประสบการณ์สดใหม่ ทำให้การขายหน้าร้านยังคงเป็นหัวใจหลัก ความท้าทายจึงอยู่ที่การบริหารสมดุลระหว่างสองช่องทางโดยไม่ให้กระทบกำไรขั้นต้น
 
โปรแกรมสมาชิกและส่วนลด
 
การแข่งขันไม่ได้หยุดแค่หน้าร้าน แต่ขยายไปสู่ระบบสมาชิกและฐานข้อมูลลูกค้า แอปพลิเคชันสะสมแต้ม คูปองส่วนลด และแคมเปญเฉพาะสมาชิก ช่วยเพิ่มความถี่ในการกลับมาซื้อซ้ำ
 
แบรนด์ขนาดใหญ่มีข้อได้เปรียบด้านงบประมาณและเทคโนโลยี สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเพื่อนำมาวิเคราะห์และทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคลได้แม่นยำขึ้น ขณะที่ร้านขนาดเล็กต้องอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าเป็นเครื่องมือแข่งขัน

สรุป
 

ท่ามกลางจำนวนร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นแตะหลักแสนแห่งทั่วประเทศ และมูลค่าตลาดรวมระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี สงครามเชนกาแฟในไทยยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว ผู้เล่นรายใหญ่ยังเดินหน้าขยายสาขา 
 
ขณะที่ผู้เล่นรายเล็กต้องเร่งสร้างความแตกต่างเพื่อความอยู่รอด เกมการแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันที่ “ใครเปิดสาขามากที่สุด” เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการบริหารต้นทุน สร้างประสบการณ์ และรักษาฐานลูกค้าในระยะยาว
 
บทเรียนจากตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า แบรนด์ที่ปรับตัวเร็วและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจะมีความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมนูใหม่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างโปรแกรมสมาชิก หรือการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน ตั้งแต่กลุ่มราคาประหยัดไปจนถึงกาแฟระดับพรีเมียม ในสมรภูมิที่การแข่งขันสูงเช่นนี้ “ความชัดเจน” กลายเป็นอาวุธสำคัญที่สุดของแต่ละแบรนด์
 
อย่างไรก็ตาม ผู้ตัดสินที่แท้จริงไม่ใช่เจ้าของกิจการหรือผู้ลงทุน แต่คือ ผู้บริโภคในประเทศไทย ที่มีตัวเลือกมากขึ้นกว่าเดิม และพร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันทีหากไม่ตอบโจทย์ ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และประสบการณ์ การเติบโตของโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มรีวิวออนไลน์ ยิ่งทำให้เสียงของผู้บริโภคมีพลังมากกว่าเดิม
 
แม้ตลาดจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวในบางพื้นที่ แต่แนวโน้มในช่วง 3–5 ปีข้างหน้ายังถูกมองว่าธุรกิจร้านกาแฟมีศักยภาพเติบโตได้ต่อ โดยเฉพาะในกลุ่มกาแฟ specialty เมืองท่องเที่ยว และหัวเมืองรองที่กำลังขยายตัว ที่สำคัญก็คือหากเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศฟื้นตัวต่อเนื่อง ธุรกิจกาแฟยังมีโอกาสขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อีกมาก
 
ท้ายที่สุด สงครามเชนกาแฟไทยอาจไม่มี “ผู้ชนะถาวร” มีเพียงแบรนด์ที่ปรับตัวได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ที่จะยืนอยู่ในสนามแข่งขันได้ยาวนาน และในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้ การหยุดนิ่งอาจหมายถึงการถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
 
แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
1,956
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
380
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
359
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
340
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
340
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
335
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด