บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
1.9K
3 นาที
21 มิถุนายน 2562
5 วิธีที่คนไทยจะรวยแบบไม่ต้อง “เล่นหวยเล่นหุ้น”
 

อยากรวยต้องทำไง? คำถามง่ายๆ แต่ตอบยากเหลือเกิน เพราะแม้แต่เราเองตอนนี้ก็ยังไม่รวยกับเขาสักที เมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบ สิ่งที่คนไทยมองเห็นว่าคือทางลัดสำหรับการเป็นเศรษฐีก็มีแต่การ “เล่นหุ้น” กับ “เล่นหวย” แต่เราจะคุ้นเคยกับคำที่ว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” มันแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระดับหนึ่งของรายได้ในสังคมไทย

อย่างไรก็ดี www.ThaiFranchiseCenter.com มองว่าการเล่นหุ้นแม้จะเป็นที่นิยมในหมู่คนรวย หรือเดี๋ยวนี้มนุษย์เงินเดือนอีกไม่น้อยก็นิยมเปิดพอร์ทหุ้นเล่นสะสมกันไปทีละเล็กละน้อย รวยไม่รวยก็ว่ากันอีกที แต่ในถ้าดูกลุ่มคนที่รวยจากการเล่นหุ้นจากผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2561


ปรากฏว่า น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ด้วยมูลค่าสูงสุด รวม 77,129.32 ล้านบาท ในขณะที่อันดับ 2 คือคุณสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวมทั้งสิ้น 57,645 ล้านบาท
 
ข้ามมาที่ฝั่งคนเล่นหวยกันบ้าง ที่น่าจะเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยศูนย์วิเคราะห์ Customer Insights by TMB Analytics ธนาคารทหารไทย (TMB) พบว่า คนไทยเล่นหวยกันทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้มีรายได้น้อย ไปจนถึงมนุษย์เงินเดือน และเจ้าของกิจการ นอกจากนี้ไม่ว่าจะอายุน้อย อายุมาก หรืออยู่ในวัยเกษียณ ก็เล่นหวย
 
โดยคนที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีการซื้อล็อตเตอรี่และหวยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 680 บาท คิดเป็น 1.2% ของรายได้ ซึ่งมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 350 บาท คิดเป็น 2.2% ของรายได้ ขณะที่ 50% ของมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจ หรือประมาณ 12 ล้านคนก็เล่นหวยเช่นกัน
 
ศูนย์วิเคราะห์ Customer Insights ยังระบุต่อไปอีกว่าคนไทย 63% อยู่ในกลุ่ม “ชอบหวย” โดยจะซื้อหวยเฉลี่ยเดือนละ 420 บาท ขณะที่กลุ่ม “ติดหวย” มีอยู่ 11% จะซื้อเดือนละ 800 บาท และกลุ่ม “เล่นขำๆ” มี 26% ซื้อเดือนละ 225 บาท

 
แต่ที่เจ็บปวดกว่าการเล่นหวย คือคนกลุ่มที่ชอบหวย และติดหวย ยังมองว่า “หวย คือ การลงทุน” ทั้งๆ ที่โอกาสได้ผลตอบแทนจากการซื้อหวย หรือ ถูกหวยใต้ดิน 2 ตัว และ 3 ตัว ทั้งบนและล่าง มีเพียง 0.4-2% และยิ่งเป็นล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 โอกาสถูกจะเหลือเพียง 0.0001% หรือแค่ “หนึ่งในล้าน”  เพราะฉะนั้น โอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ ขาดทุน 100% แต่คนส่วนใหญ่ก็มองข้ามจุดนี้เพราะคิดแค่ว่า ถ้าถูกสักครั้งไอ้ที่ไม่ถูกมาก่อนหน้านี้ก็จะลืมๆมันไปได้
 
คำถามอีกเช่นกันถ้าบอกว่าเล่นหุ้นก็เหมาะสำหรับคนที่มีเงินและมีประสบการณ์ เล่นหวยก็โอกาสขาดทุนมากกว่ากำไร แล้วแบบนี้จะให้คนไทยไปทำมาหากินอะไรที่จะรวยกับเขาได้สักที
 
แยกกันนะครับคำว่า “ทำมาหากินกับคำว่าเสี่ยงโชค” แม้การลงทุนทำธุรกิจใดๆ ก็ถือเป็นความเสี่ยงในระดับหนึ่งแต่โอกาสที่จะมีกำไรก็มากกว่าการเล่นหวย และบางธุรกิจไม่ต้องใช้เวลาคืนทุนนาน และอาจไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากเหมือนการเล่นหุ้น ทีนี้ลองมาดู 5 วิธีทำกินที่ถ้าไม่ใช่หวย และหุ้น เราจะพอทำอะไรได้บ้าง
 
1.อัพเกรดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
 

เมืองไทยมีสินค้าหลักก็คือสินค้าเกษตร คนไทยเองก็มีความสามารถในการเพาะปลูกทั้งข้าว ผลไม้  รวมถึงบรรดาสัตว์เศรษฐกิจทั่วไปอย่างหมู ไก่ เป็ด ปลา เป็นต้น หากว่าเราพอจะมีที่ดินอยู่บ้าง แนะนำว่าอาชีพเกษตรกรก็ไม่ได้น่าเกลียด และรายได้ก็ไม่ได้น้อยนิดเหมือนในอดีต

สิ่งสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการว่าในพื้นที่ของเราจะจัดสรรปันส่วนอย่างไร จะทำการตลาดอย่างไร มนุษย์เงินเดือนที่ผันตัวเอาดีด้านเกษตรและกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านก็มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งเราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนเหล่านี้ว่าเขาเริ่มต้นอย่างไร เขามีวิธีอย่างไร เขาทำการตลาดอย่างไร แต่ด้วยความที่เป็นงานเกษตร อาจต้องตากแดด ตากลม ตัวดำกันบ้าง

หลายคนบอกว่าเหนื่อย ร้อน ไม่อยากทำ อยากทำงานสบายๆ อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ แต่ก็มาบ่นว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่พอรายจ่าย บางทีถ้าอยากรวย สิ่งที่ต้องลงทุนอาจไม่ใช่เงิน แต่คือความคิดที่ต้องเปลี่ยนและลงแรงทำให้มากกว่าพูดด้วย
 
2.ลงทุนซื้อแฟรนไชส์ที่ถนัด
 

ยุคนี้ธุรกิจแฟรนไชส์ถือว่าเฟื่องฟู มีแฟรนไชส์ในเมืองไทยกว่า 578 แบรนด์ แยกย่อยกันไปตามหมวดหมู่ต่างๆ ที่ฮอตฮิตมากๆ ก็สายเครื่องดื่มเช่นร้านกาแฟ ชานมไข่มุก หรือในสายอาหารก็ร้านปิ้งย่าง ลูกชิ้นทอด ไก่ทอด หรือแม้แต่ในสายบริการก็มีทั้งคาร์แคร์ นายหน้าออนไลน์ ร้านสารพัดบริการ หรือสายการศึกษาก็พวกสถาบันความรู้ต่างๆ ที่มีให้เลือกลงทุนกันตามความเหมาะสม ถามว่าแล้วจะเลือกลงทุนกับแฟรนไชส์อะไรคือดีที่สุด


ถามกลับไปเช่นกันว่าเราถนัดเรื่องอะไร ถ้าตัวเองทุนน้อย ไม่มีประสบการณ์ ทำเลที่ดีก็อาจจะยังไม่มี แนะนำให้ลงทุนกับแฟรนไชส์แบบง่ายๆ จำพวก อาหารหรือเครื่องดื่มที่ลงทุนประมาณ 10,000 -20,000 บาท สะสมประสบการณ์เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจไปพลางๆ ก่อนขยายใหญ่ในอนาคต หรือถ้ามีความพร้อมมากหน่อย อาจจะเลือกในแฟรนไชส์ที่มีความพรีเมี่ยมมากขึ้น ราคาลงทุนหลัก 100,000 ขึ้นไป ก็จะได้แฟรนไชส์ที่ดูเป็นธุรกิจมั่นคงมากขึ้น รวยเร็วรวยช้าขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเป็นสำคัญ
 
3.สร้างแบรนด์สินค้าตัวเอง
 

ปัจจุบันธุรกิจ OEM หลายแห่งเปิดโอกาสให้คนสนใจได้มีสินค้าเป็นของตัวเอง บางแห่งมีทั้งแผนกวิจัย แผนกพัฒนาแพคเกจจิ้ง แผนกส่งเสริมการตลาด สิ่งที่เราควรจะทำถ้าสนใจเรื่องนี้คือ มองหาสินค้าที่ตลาดต้องการแต่ยังไม่มีคนทำและลองเอาแนวคิดนี้ไปคุยกับทาง OEM ที่เขาพร้อมที่จะช่วยพัฒนาและต่อยอดหากเป็นไอเดียที่บรรเจิดและแปลกใหม่ บางทีเราอาจไม่ต้องใช้เงินทุนตัวเองด้วยซ้ำ

อาจเป็นในรูปแบบของความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วนกัน ซึ่งการลงทุนสร้างแบรนด์ของตัวเองเดี๋ยวนี้มีเงิน สัก 5,000 ก็มีสินค้าของตัวเองได้ แต่การต่อยอดหลังจากนี้คือการตลาดที่ต้องโปรโมทสินค้าใหม่นี้ให้เป็นที่รู้จัก เรื่องของการตลาดหากยังไม่มีความชำนาญสามารถศึกษาได้จากคอร์สเรียน หรือสอบถามจากคนที่มีประสบการณ์โดยตรงก็ได้
 
4.ธุรกิจขายส่งสินค้า
 

อย่าไปคิดว่านี่คือธุรกิจที่คู่แข่งเยอะแยะ ยิ่งมีตลาดออนไลน์คนจะต้องมาซื้อสินค้าขายส่งของฉันทำไม หากมองในแง่ลบ ธุรกิจนี้จะเกิดไม่ได้เด็ดขาด ยกตัวอย่างของแม่ค้าขายส่งรายหนึ่งที่ขายส่งชุดชั้นในผู้หญิง เป็นพวก Underwear ทั้งหลาย จุดเริ่มเขามีแค่เงินลงทุนที่กู้ยืมมา 2,000 เอามาซื้อสินค้าจากแหล่งชายส่ง เริ่มต้นจากการวางขายตลาดนัด และเมื่อเริ่มมีทุนมากขึ้น ซื้อสินค้ามาตุนมากขึ้น

ทีนี้ก็จัดโปรและโฆษณาขายสินค้าแบบขายส่งทางออนไลน์ ปรากฏว่ามีคนสนใจและทำให้ธุรกิจนี้เติบโตจนมีรายได้หลักล้าน ซึ่งเราอาจไม่จำเป็นต้องขาย Underwear เหมือนที่เรายกตัวอย่างไป แต่จะบอกว่าธุรกิจนี้ยังมีการเติบโตได้ เพียงแค่มุ่งมั่นและตั้งใจทำจริง อย่ายอมแพ้และขี้เกียจไปซะก่อน
 
5.นายหน้าอสังหาริมทรัพย์
 

นี่คือการลงทุนที่ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรเลย หลายคนอาจจะบอกว่าไม่เสี่ยงก็จริงแต่โอกาสจะขายได้มันก็น้อยมาก ไม่ว่าจะที่ดิน บ้าน คอนโด แม้ค่านายหน้าที่ได้คือร้อยละ 3 จากมูลค่าสินทรัพย์จะเป็นตัวดึงดูดเช่นสินทรัพย์ราคา 1,000,000 บาท ค่านายหน้าได้ 30,000 บาท ซึ่งจำนวนนี้อาจจะต้องมาหารให้กับทีมงานที่ทำร่วมกัน

แต่อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีคอร์สสอนการเป็นนายหน้าและอาชีพนี้ไม่จำเป็นต้องแยกมาทำอิสระอาจทำคู่ไปกับงานประจำเพียงแค่บริหารจัดการเวลาให้ดี โอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่มก็มีมาก หากโชคดีจังหวะดี อาจขายสินทรัพย์ที่มูลค่าสูงๆได้ ค่านายหน้าที่ได้ก็จะเป็นทุนให้เราใช้ต่อไปได้สบายๆเช่นกัน
 
อย่างไรก็ดีต่อให้พยายามแยกแยะว่าอะไรที่ดีกว่าการเล่นหุ้น เล่นหวย แต่สุดท้ายแล้วเรื่องหุ้น เรื่องหวยก็ยังอยู่ในสายเลือกคนไทยที่นิยมการเสี่ยงโชค และเลือกมองว่า ซื้อทิ้งๆ ไว้ถูกก็ถูก ไม่ถูกก็ซื้อใหม่ หรือบางคนไม่เลือกเล่นหวย แต่เอาเงินที่มีไปซื้อกองทุนสำหรับความมั่นคงในอนาคต ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเงินส่วนนี้อย่างน้อยก็ไม่หายไปและในอนาคตก็การันตีได้ว่าเรามีเงินใช้ไม่ลำบากแน่นอน
 
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

 
ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ www.thaifranchisecenter.com/document/index.php