บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
280
3 นาที
14 กันยายน 2569
เบื้องหลัง! เจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ รวยจริงมั้ย?
 

เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ได้มีเพียงรายได้จากค่าแฟรนไชส์แรกเข้า แต่ยังมีค่า Royalty Fee ค่าสินค้า ค่าบริการ และรายได้จากเครือข่ายสาขาแฟรนไชส์ ขณะที่เงินลงทุนและความเสี่ยงส่วนใหญ่ถูกกระจายไปยังผู้ซื้อแฟรนไชส์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีจำนวนกี่สาขา” แต่คือ เจ้าของแบรนด์สามารถสร้างรายได้จากระบบได้มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับเงินทุนที่ต้องใช้
 
ธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ เครื่องดื่ม และร้านค้าปลีกจำนวนมากในปัจจุบันเลือกใช้แฟรนไชส์เป็นกลไกขยายสาขา แทนการลงทุนด้วยเงินของบริษัททั้งหมด โดยเปิดให้ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนเข้ามารับสิทธิในการใช้แบรนด์ ระบบปฏิบัติการ สูตรสินค้า Know-how และมาตรฐานของธุรกิจ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยเจ้าของแบรนด์
 
โมเดลดังกล่าวทำให้การขยายธุรกิจเปลี่ยนจากการใช้เงินของเจ้าของแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การระดมเงินทุนจากเครือข่ายผู้ลงทุน ขณะที่เจ้าของแบรนด์ยังสามารถรักษาสิทธิในการควบคุมแบรนด์ ระบบ และมาตรฐานของธุรกิจ
 
อย่างไรก็ตาม จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเจ้าของแบรนด์จะได้รับรายได้เท่ากับยอดขายทั้งหมดของเครือข่าย ยอดขายของระบบ รายได้ของเจ้าของแบรนด์ และกำไรของแฟรนไชส์ซี เป็นคนละตัวเลขกัน
 
แฟรนไชส์ทำเงินจากอะไร


โครงสร้างรายได้ของเจ้าของแฟรนไชส์แตกต่างกันไปตามรูปแบบธุรกิจและสัญญา แต่โดยทั่วไปสามารถมาจากหลายช่องทาง ตั้งแต่ค่าแฟรนไชส์แรกเข้า ค่ารอยัลตีฟี ค่าการตลาด การขายวัตถุดิบ อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ ตลอดจนค่าบริการสนับสนุนระบบ
 
ค่าแรกเข้า หรือ Franchise Fee เป็นเงินที่ผู้ลงทุนจ่ายเพื่อเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ โดยอาจครอบคลุมสิทธิในการใช้แบรนด์ การฝึกอบรม คู่มือ และระบบปฏิบัติการตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท
 
อย่างไรก็ตาม ค่าแรกเข้าไม่ควรถูกตีความว่าเป็นกำไรของเจ้าของแบรนด์ทั้งหมด เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนในการพัฒนาและดูแลระบบ รวมถึงต้นทุนในการสนับสนุนแฟรนไชส์ซี อีกแหล่งรายได้สำคัญคือ Royalty Fee ซึ่งอาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายหรือเป็นค่าธรรมเนียมคงที่ โดยโครงสร้างขึ้นอยู่กับแต่ละแบรนด์
 
จุดนี้ทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์มีความน่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะหากจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น รายได้ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานของสาขาสามารถเพิ่มขึ้นตาม โดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าของแบรนด์เป็นผู้ลงทุนในสินทรัพย์ของทุกสาขาเอง
 
ยอดขาย 1,000 ล้าน อาจไม่ใช่เงินเจ้าของแบรนด์ 1,000 ล้านบาท
 
หนึ่งในความเข้าใจผิดของธุรกิจแฟรนไชส์ คือการนำยอดขายของเครือข่ายมาเท่ากับรายได้ของบริษัท ในทางบัญชีและเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างกันอย่างชัดเจน
 
ยอดขายของร้านแฟรนไชส์เกิดขึ้นจากลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้า ขณะที่เจ้าของแบรนด์อาจรับรู้รายได้เพียงบางส่วนผ่านค่าธรรมเนียม ค่ารอยัลตี รายได้จากการขายวัตถุดิบ หรือบริการอื่นตามโครงสร้างของระบบ
 
ขณะเดียวกัน แฟรนไชส์ซีต้องนำยอดขายไปชำระต้นทุนของร้าน ตั้งแต่ค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ ค่าสาธารณูปโภค ค่าการตลาด ค่าธรรมเนียม และต้นทุนทางการเงิน
 
ดังนั้น ร้านที่มีลูกค้าแน่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าของร้านจะมีกำไรสูง เช่นเดียวกับเครือข่ายที่มีจำนวนสาขามากก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของแบรนด์จะมีอัตรากำไรสูงโดยอัตโนมัติ
 
จุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ “Capital Efficiency”
 

สิ่งที่ทำให้แฟรนไชส์แตกต่างจากการขยายสาขาด้วยเงินของบริษัทเอง คือ ประสิทธิภาพของเงินทุน หรือ Capital Efficiency หากบริษัทต้องการเปิดร้านเองทุกสาขา การเพิ่มจำนวนร้านหมายถึงการเพิ่มเงินลงทุนในสินทรัพย์ ร้านค้า อุปกรณ์ บุคลากร และเงินทุนหมุนเวียน แต่ในระบบแฟรนไชส์ เงินลงทุนส่วนหนึ่งถูกส่งต่อไปยังผู้ซื้อสิทธิ
 
ผู้ลงทุนเป็นผู้จัดหาเงินทุน เปิดร้าน จ้างพนักงาน และรับความเสี่ยงจากผลประกอบการของสาขา ขณะที่เจ้าของแบรนด์สร้างระบบและเก็บรายได้จากสิทธิและบริการที่เกี่ยวข้อง
 
นี่ทำให้เจ้าของแบรนด์สามารถขยายเครือข่ายได้เร็วกว่าการใช้เงินของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ บริษัทต้องสร้างระบบให้แข็งแรงพอที่จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามมาตรฐาน
 
ร้านขยายเพิ่ม แต่ต้นทุนระบบก็เพิ่ม
 
การมีสาขาจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าธุรกิจสามารถทำกำไรได้แบบเส้นตรง เมื่อจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น เจ้าของแบรนด์ต้องเพิ่มการลงทุนในระบบการสนับสนุน ทั้งการฝึกอบรม การตรวจสอบมาตรฐาน ระบบจัดซื้อ เทคโนโลยี การควบคุมคุณภาพ Supply Chain และทีมงาน Franchise Support ดังนั้น โมเดลที่ดีจึงไม่ใช่เพียงโมเดลที่ “ขายแฟรนไชส์ได้มาก”
 
แต่ต้องเป็นโมเดลที่ทำให้แฟรนไชส์ซีมีกำไร + เจ้าของแบรนด์มีกำไร + ระบบสามารถขยายต่อได้
 
หากผู้ลงทุนเปิดร้านแล้วไม่สามารถทำกำไรได้ การขายแฟรนไชส์เพิ่มอาจไม่ได้สร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ในระยะยาว แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของเครือข่าย
 
3 กรณีศึกษา สะท้อนคนละรูปแบบของ Franchise Economics
 
ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถใช้แฟรนไชส์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยกรณีของ McDonald’s, 7-Eleven และ Café Amazon แสดงให้เห็นว่า “การมีเครือข่ายขนาดใหญ่” สามารถสร้างมูลค่าผ่านคนละกลไก
 
McDonald’s ใช้แฟรนไชส์เป็นเครื่องยนต์ขยายเครือข่าย
 

McDonald's เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการใช้ Franchise Model ในการขยายธุรกิจระดับโลก
 
จุดสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการขายอาหาร แต่คือการสร้างระบบปฏิบัติการที่สามารถนำไปใช้กับร้านจำนวนมาก ภายใต้แบรนด์ มาตรฐาน และกระบวนการที่กำหนดไว้
 
McDonald’s รายงาน Systemwide Sales ซึ่งเป็นยอดขายรวมของร้านทั้งระบบ แยกออกจากรายได้ของบริษัทโดยตรง ประเด็นนี้สะท้อนหลักสำคัญของธุรกิจแฟรนไชส์ว่ายอดขายของเครือข่ายไม่ใช่รายได้ของเจ้าของแบรนด์ทั้งหมด
 
แต่ยอดขายของระบบสามารถเป็นฐานในการสร้างรายได้จาก Franchise และ Royalty ให้กับบริษัทได้
 
7-Eleven ไม่ได้มีแค่แฟรนไชส์ แต่เป็น “Network Business”
 

สำหรับประเทศไทย CP All และ 7-Eleven เป็นอีกกรณีที่สะท้อนการออกแบบเครือข่ายในหลายรูปแบบ โครงสร้างของธุรกิจไม่ได้มีเพียงร้านที่บริษัทลงทุนและบริหารเอง แต่ยังมีรูปแบบ Store Business Partner หรือ SBP และ Sub-Area License
 
โครงสร้างดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถผสมระหว่าง ร้านของบริษัท + ผู้ประกอบการ + การให้สิทธิ เพื่อขยายเครือข่ายให้เหมาะกับพื้นที่และรูปแบบการดำเนินงาน
 
ในเชิงธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงจำนวนร้าน แต่คือการจัดสรร Capital และ Risk ระหว่างบริษัทกับผู้ประกอบการ
 
ใครเป็นคนลงทุนมากกว่า?
ใครเป็นคนบริหาร?
ใครรับความเสี่ยงจากยอดขาย?
และบริษัทได้รับผลตอบแทนจากเครือข่ายในรูปแบบใด?
 
คำถามเหล่านี้เป็นหัวใจของ Franchise Economics
 
Café Amazon จากร้านกาแฟสู่ Ecosystem
 

อีกกรณีศึกษาที่สะท้อนเศรษฐศาสตร์ของแฟรนไชส์ในประเทศไทยคือ Café Amazon ภายใต้ OR
 
ความน่าสนใจของ Café Amazon ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนสาขา แต่คือการสร้างระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การคั่วกาแฟ Supply Chain ระบบร้าน การฝึกอบรม ไปจนถึงการควบคุมมาตรฐาน เมื่อจำนวนร้านเพิ่มขึ้น สิ่งที่เติบโตตามไม่ได้มีเพียงยอดขายกาแฟ แต่ยังรวมถึงปริมาณการจัดซื้อ วัตถุดิบ ระบบโลจิสติกส์ และฐานลูกค้า
 
นี่คือความแตกต่างระหว่างการมีร้านจำนวนมาก กับ การมี Ecosystem ที่เติบโตไปพร้อมกับจำนวนร้าน
 
แล้วใครรวยที่สุด?
 
คำตอบอาจไม่ใช่คนที่มีร้านมากที่สุด แต่เป็นคนที่สามารถสร้างมูลค่าจากระบบได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับเงินทุนที่ตัวเองต้องใช้หากมองผ่านกรอบธุรกิจ จะมีตัวเลขสำคัญอย่างน้อย 4 ชุด
  1. System Sales ยอดขายรวมของร้านเครือข่ายทั้งหมด
  2. Brand Revenue รายได้ที่เจ้าของแบรนด์ได้รับจากระบบแฟรนไชส์
  3. Franchisee Profit กำไรของผู้ลงทุนหลังหักต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
  4. Return on Capital ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับเงินทุนที่แต่ละฝ่ายต้องนำมาลงทุน

ตัวเลขทั้ง 4 ตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมการบอกว่าแบรนด์นี้มี 5,000 สาขา ต้องรวยแน่ๆ จึงยังตอบไม่ได้ สุดท้ายแฟรนไชส์ไม่ใช่เรื่องของ “จำนวนร้าน” 
 
หัวใจของแฟรนไชส์อยู่ที่การสร้างระบบที่สามารถขยายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงินทุนของเจ้าของแบรนด์ในสัดส่วนเดียวกับจำนวนสาขา เจ้าของแบรนด์ที่แข็งแรงจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายสินค้า แต่เป็นเจ้าของ Brand + System + Supply Chain + Data + Customer Base ขณะที่แฟรนไชส์ซีเป็นผู้ใส่เงินทุนและรับความเสี่ยงจากการดำเนินงานในระดับสาขา
 
ดังนั้น เมื่อมองแฟรนไชส์ในมุมธุรกิจ คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ “แบรนด์นี้มีกี่สาขา” แต่ควรถามต่อว่า เงินลงทุนอยู่ที่ใคร ความเสี่ยงอยู่ที่ใคร และกำไรไหลกลับไปหาใคร เพราะในท้ายที่สุดเจ้าของแบรนด์ไม่ได้รวยเพราะมีร้านเยอะ
 
แต่รวยได้เมื่อสามารถสร้างระบบที่ทำให้คนอื่นนำเงินมาลงทุน คนอื่นบริหารร้าน ลูกค้าสร้างยอดขาย และเจ้าของระบบสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าจากเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือเหตุผลที่แฟรนไชส์ไม่ใช่เพียงโมเดลการขยายสาขา แต่คือ โมเดลการจัดสรรเงินลงทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทน และคำถามที่น่าสนใจที่สุดจึงไม่ใช่ “เจ้าของแบรนด์รวยหรือไม่”
 
แต่คือ เจ้าของแบรนด์ออกแบบและสร้างระบบนี้อย่างไร จึงทำให้เงินของคนอื่นสามารถช่วยสร้างมูลค่าให้ระบบของตัวเองได้

 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
480
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
438
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
430
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
414
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
399
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
383
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด