บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
322
2 นาที
20 พฤศจิกายน 2568
ธุรกิจแบบ “K-shaped” รายใหญ่โตไว รายเล็กตายเรียบ
 

ปัญหาใหญ่สุดในตอนนี้คือภาวะเศรษฐกิจที่ดูจะยังไม่ฟื้นตัว การลงทุนทางธุรกิจกลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสคืนทุนได้เร็วแค่ไหน? โดยเฉพาะกับบรรดา SMEs ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าพวกยักษ์ใหญ่เพราะโอกาสเสี่ยงเจ๊ง มีสูงกว่ามาก นักวิเคราะห์การตลาดมองว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือการเติบโตแบบ “K-shaped”
 
“K-shaped” การฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ
 
คำว่า " K-shaped " มาจากรูปร่างของตัวอักษร K ที่มีเส้นล่างยาวขึ้น หมายถึงบริษัทขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเส้นบนสั้นลง ที่หมายถึงธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SME ที่กำลังดิ้นรนและล้มละลาย ในประเทศไทยแน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้ชัดเจนมาก 
 
โดยบริษัทรายใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมหลักอย่างค้าปลีก การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ SME ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ที่คิดเป็น 99% ของธุรกิจทั้งหมดและมีการจ้างงานกว่า 80% ของแรงงาน กำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพคล่องและการแข่งขันที่รุนแรง
 
และตอนนี้ K-shape ที่ว่านั้นกำลังถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ Top 1% มีรายได้เติบโตต่อเนื่องและมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 76% ของรายได้รวมในภาคธุรกิจ 
 
และยิ่งนานวัน ตัวเลขเปิดปิดกิจการของ SMEs ยิ่งน่าเป็นห่วง ข้อมูลน่าสนใจระบุว่าเพียง 2 เดือนแรกของปี 2025 ที่ผ่านมาพบว่า ธุรกิจเปิดใหม่หดตัว 5.1% แต่ธุรกิจปิดกิจการเพิ่มขึ้น 16.9% สอดคล้องกับจำนวนการเปิดโรงงานที่ลดลง 4 ปีติดต่อกันตั้งแต่เกิดโควิด ขณะที่จำนวนโรงงานปิดตัวลงมากขึ้นเกือบ 2 เท่าเทียบกับปี 2020 ที่เกิดการแพร่ระบาดโควิด
 
 
ธุรกิจใหญ่โตไว ธุรกิจรายเล็ก ตายเรียบ?
 
หากวิเคราะห์ว่าอะไรคือความต่างของ ธุรกิจใหญ่โตไว แต่ทำไมรายเล็กถึงตายเรียบ จะพบคำตอบง่ายๆ คือธุรกิจใหญ่มี “เกราะป้องกัน 4 ชั้น” ที่รายย่อยไม่มีได้แก่ เงินทุน + ข้อมูล + เทคโนโลยี + อำนาจต่อรอง ถ้าดูข้อมูลเปรียบเทียบจะยิ่งเห็นชัด
 
ธุรกิจรายใหญ่
  • โอกาสเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0.5 – 2% ต่อปี 
  • มีเงินสดสำรองมากกว่า 6 – 12 เดือน
  • มี Big Data รู้พฤติกรรมลูกค้าก่อนคู่แข่ง
  • มีความสามารด้านเทคโนโลยี เข่น Cloud, ERP, Automation, Generative AI ช่วยลดต้นทุน 20–40% ต่อปี
  • มีอำนาจต่อรอง โรงงานจีน/เวียดนาม หรือในประเทศอื่นๆ ช่วยลดต้นทุนได้กว่า 30%
  • อำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่มีโอกาสได้ส่วนลดวัตถุดิบ 20 – 30% 
 

ธุรกิจรายย่อย (SMEs)
  • ได้ดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่แพงกว่า ประมาณ 7 – 12% ต่อปี
  • ไม่สามารถระดมทุนได้เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่
  • ต้องใช้เงินทุนส่วนตัวหรือจากการกู้ยืมในการเริ่มธุรกิจเบื้องต้นประมาณ 1-3 ล้านบาท
  • เงินทุนสำรองน้อยกว่า 3 เดือน
  • ไม่สามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่ใช้แค่โซเชี่ยลเป็นช่องทางการตลาด คาดเดาความต้องการลูกค้าได้ยาก
  • โอกาสขยายสาขาเพิ่มจาก 1 เป็น 2 ค่อนข้างยาก
  • ไม่มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ ต้นทุนวัตถุดิบสูง
  • ต้องผลิตสินค้าสู้กับตลาดต่างประเทศหรือบริษัทใหญ่ที่ต้นทุนถูกกว่า
ตัวเลขรายได้ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่าง
 

เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้นต้องดูข้อมูลรายได้เป็นส่วนประกอบ ยกตัวอย่าง บริษัทในกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีอย่าง PTT และ AIS มีกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 20-25% เมื่อเทียบปีต่อปี 
 
ขณะที่รายได้รวมของบริษัทใหญ่ 50 แห่ง สูงถึง 12 ล้านล้านบาทเพิ่มจากปีก่อน 18% สวนทางกลับ SMEs ซึ่งมีถึง 45% ที่ยอดขายลดลงกว่า 20% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 และ 30% กำลังเผชิญหนี้ค้างชำระที่เกิน 6 เดือน
 
หรือไปดูในอุตสาหกรรมอาหารก็ยิ่งชัดเจนว่าแบรนด์ใหญ่มีอัตรารอดสูงกว่าแบรนด์เล็กเนื่องจากเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งกว่า ขณะที่รายเล็กต้องเผชิญ "กับดักต้นทุนและแข่งขัน" หนักหน่วง ส่งผลให้ มากกว่า 600,000 ร้านปิดตัวใน 3 ปีที่ผ่านมา 
 
และอีกกว่า 60% ของร้านเปิดใหม่ล้มเหลวในปีแรก ตัวเลขของธุรกิจนี้ถ้าเทียบระหว่างรายใหญ่กับรายเล็กก็ยิ่งเห็นความต่างที่กลายเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดได้ชัด
  • ร้านอาหารแบรนด์ใหญ่เงินทุนหนากว่า มี Economies of Scale ต่อรองวัตถุดิบได้ราคาถูก 30-50%
  • ร้านอาหารแบรนด์ใหญ่มีเงินทุนสำรองมากกว่า 12 เดือน ขณะที่รายเล็กกว่า 42% ขาดเงินหมุนเวียน
  • ร้านเล็กไม่มีเงินสู้ในเรื่องค่าเช่า ร้านค้าใหญ่ในห้างอัตรารอดสูงกว่า 22% 
  • ร้านขนาดใหญ่ใช้ AI ลดต้นทุน 20% เช่น personalization จาก Big Data
  • ร้านเล็กยังต้องพึ่งพา Excel/Facebook/Line ทำให้ต้นทุนในการหาลูกค้าสูงกว่า
“รายได้ น้อยกว่ารายจ่าย” ก็ทำให้เกิดธุรกิจแบบ K-shape
 

อย่างไรก็ตามปัญหาธุรกิจที่เติบโตแบบ K-shaped นี้ไม่ได้เกิดจากระบบบริหารจัดการเพียงอย่างเดียว ในมุมของลูกค้าหรือกำลังซื้อก็มีผลทำให้ร้านขนาดเล็กประสบปัญหาอันเนื่องจาก
 
1. รายได้ไม่พอรายจ่าย 
 
กว่า 32% ของครัวเรือนไทยที่มีหนี้สินจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ใน 5 ปีข้างหน้า แถมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ขณะที่อีก 17% จะต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน 3-5 ปี ส่วนอีก 26% จะต้องใช้เวลา 1-3 ปี ขณะที่กลุ่มที่ฟื้นใน 1 ปีหรือฟื้นแล้วมีเพียงแค่ 23%
 
2.ตลาดแรงงานมีแค่ปริมาณ แต่ไม่มีกำลังซื้อ
 
‘ค่าจ้างเฉลี่ย’ ของลูกจ้างในปี 2024 โตต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด หรือเรียกว่าต่ำกว่าเกือบ 2 เท่า นอกจากนั้น อัตราว่างงานของเด็กจบใหม่ยังเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิด รวมถึงแรงงานไทยส่วนใหญ่ มีรายได้เฉลี่ยต่ำและยังมีรายได้ไม่แน่นอนด้วย
 
3.ปัญหาหนี้ที่ทำให้ต้องชะลอการใช้จ่าย
 
โดยหนี้เสียในช่วงเดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 9% และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากยังมีโอกาสจะสูญเสียความสามารถในการจ่ายหนี้ซึ่งมีผลกระทบต่อการจับจ่ายในภาคธุรกิจด้วย
 
อย่างไรก็ดีบรรดา SMEs ที่ยังรอดจากภาวะวิกฤติแบบนี้ส่วนใหญ่มักมีกลยุทธ์ในการบริหารที่มีประสิทธิภาพเช่นการเริ่มด้วยเงินทุนน้อยๆแต่ฉลาดในการทำธุรกิจ เน้นการใช้ตลาดออนไลน์ที่เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้กว่า 50% 
 
โดยอาจไม่ต้องมีหน้าร้าน หรือการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที มีการพัฒนาธุรกิจในงบที่จำกัดได้อย่างเหมาะสม สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเคล็ดลับสำคัญที่จะพาธุรกิจให้อยู่รอดก้าวพ้นจากการเติบโตแบบ K-shape ได้

 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
469
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
410
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
370
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
367
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
355
อวสานห้างไทยในตำนาน คน แบรนด์ สถานที่
354
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด