บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเงิน บัญชี ภาษี การลงทุน    การลงทุน
682
2 นาที
19 มกราคม 2564
เงินเดือน 15,000 ลงทุนทำอะไรได้บ้าง!


ทุกคนอยากรวย! แต่คำถามคือทำยังไงถึงจะรวย? ยิ่งต้นทุนชีวิตเราไม่มี พ่อแม่ไม่ได้เป็นนักการเมืองไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากมาย เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา รายได้ต่อเดือนเริ่มต้นแค่ประมาณ 15,000 ลำพังเงินแค่นี้ใช้กินไปในแต่ละเดือนก็แทบไม่พอใช้ ไม่ต้องพูดถึงเอาไปลงทุนทำอะไรด้วยซ้ำ  ซึ่งถ้าพูดแบบนี้ก็แสดงว่าคนเงินเดือน 15,000 ไม่มีโอกาสรวยได้เลย?

แต่ www.ThaiFranchiseCenter.com มองว่ายังพอมีความเป็นไปได้กับการมีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 แต่สามารถมีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้านได้ แต่การจะไปถึงจุดนั้นก็ต้องใช้ความพยายามร่วมด้วย แต่หากตั้งใจจริงก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ถ้าไม่เลิกล้มไปกลางทางซะก่อน
 
1.บริหารเงินเดือน 15,000 บาทแบบ 60 : 30 : 10
 

หากยังนึกไม่ออกว่าจะแบ่งเงินลงทุนอย่างไรให้ได้กำไร ลองดูวิธีการบริหารจัดการเงินเดือนที่มีน้อยนิดนี้ จะทำให้สามารถลงทุนได้เพียงใช้เงินเริ่มต้นเพียงไม่กี่พันบาท ซึ่งต้องเริ่มจากการแบ่งเงินเดือนที่ได้ออกเป็น 3 ส่วนก่อนที่จะเอาไปลงทุน เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าใช่จ่ายประจำในแต่ละเดือน ในสัดส่วน 60 : 30 : 10 คือ
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือน 60 % = 9,000 บาท
  • เงินสำหรับลงทุน 30 % = 4,500 บาท
  • เงินเก็บเอาไว้ใช้สำรอง 10 % = 1,500 บาท
สัดส่วนในการแบ่งเงินเดือน 3 ส่วนนั้นไม่ตายตัว โดยจะแบ่งยังไงก็ได้ไม่ว่ากัน อาจปรับเปลี่ยนเป็น  70 : 20 : 10 บ้าง บางเดือน 50 : 40 : 10 แต่ไม่ว่าจะแบ่งยังไงก็ตาม เงินเก็บสำรองจะต้องเป็น 10 % เสมอ เผื่อเอาไว้ใช้ในตอนจำเป็นหรือใช้ในยามฉุกเฉิน
 
2.นำเงินสำรอง 10% ไปฝากเป็นเงินออม
 

ภาพจาก bit.ly/3o1bUsq

ซึ่งหลังจากที่แบ่งเงินเป็นสัดส่วนแล้ว เรานำเงินเก็บสำรอง 1,500 ไปฝากเป็นเงินออมทุกเดือนสะสมไว้เพื่อกินดอกเบี้ยหรือใช้เงิน 2,000 บาท ในการซื้อกองทุนสะสมรวมไว้ 1 กองทุน เป็นกองทุนแบบระยะสั้นผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี โดยเงินตอบแทนคือ 21.7% เป็นกองทุนประเภท ETF ที่มีการแบ่งจ่ายปันผลให้เป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ 3 เดือนแรก 6 เดือน และ 1 ปี

ที่สำคัญกองทุนนี้ไม่กำหนดเงินขึ้นต่ำในการซื้อกองทุนและมีค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายต่ำ โดยมีค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายที่ 0.10 การเลือกซื้อกองทุนให้เลือกค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายให้ต่ำที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายเยอะนั่นเอง เงินที่ได้ก็เพิ่มขึ้นด้วย
 
3.นำเงินมา “ลงทุน” ขายสินค้า

การเลือกสินค้าจำหน่ายอาจเป็นความยากด้วยว่าไม่รู้จะเลือกสินค้าอะไรแบบไหน ภายใต้งบที่มีจำกัด และยังไม่มั่นใจด้วยว่ารับสินค้ามาแล้วจะขายได้ไหม หรือจะขายแบบไหนอย่างไรลองไปดูตัวอย่างกัน
 
(3.1)รับสบู่และครีมบำรุงผิวมาขาย
 

ช่องทางในการจำหน่ายก็อย่าไปคิดมากโพสต์ขายทั้งในเฟซบุ๊ก ไลน์และไอจี ผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เลือกสินค้าที่คนรู้จักจะช่วยให้ขายได้ง่าย และอย่าไปกลัวคู่แข่งเราต้องมั่นใจในตัวเองซะก่อน ลงทุนครั้งแรกๆอาจลองทำด้วยงบสัก 1,500 บาท ซึ่งข้อมูลจากผู้ที่เคยรับสบู่และครีมมาขายกับเงินจำนวนนี้จะได้สินค้าดังนี้
  • ครีมบำรุงผิว : ลงทุน 600 บาท ได้ครีมบำรุงผิว 20 ซอง ขายซองละ 50 บาท ได้เงิน 1,000 บาท กำไรจากการขาย 1,000 – 600 = 400 บาท
  • สบู่หน้าใส : ลงทุน 1,000 บาท ได้สบู่ 10 ก้อน ขายก้อนละ 150 บาท ได้เงิน 1,500 บาท กำไรจาการขาย 1,500 – 1,000 = 500 บาท
การขายสบู่และครีมบำรุงผิวถ้าเราขายได้เรื่อย ๆ และได้กำไรดีเลยสต็อกของเพิ่ม ยิ่งเราสต็อกของมากขึ้นต้นทุนก็ยิ่งต่ำลงทำให้เรามีกำไรจากการขายมากขึ้น จากยอดสั่งซื้อประจำจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่สอบถามเข้ามาทางเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งอาจทำให้มีรายได้รวมต่อเดือน 3,000 – 5,000 บาท ทั้งนี้ควรทำบัญชีแยกไว้ต่างหากและนำเงินที่ได้มาซื้อของสต็อกขายต่อ จึงไม่ต้องใช้เงินทุนที่ได้จากเงินเดือน 
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการเป็นตัวแทนขายคือหากเรามีลูกทีมหรือเป็นตัวแทนขายให้ทีม เราก็จะได้ส่วนต่างจากสินค้าอีก 10 – 20 % จากสินค้าโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรด้วย

(3.2)รับเสื้อยืดมาขาย
 

ลองมาต่อยอดดูว่าถ้าการขายสบู่และครีมนั้นพอเดินหน้าไปได้เราควรหาสินค้าทางเลือกอื่นๆ มาช่วยเพิ่มรายได้และลดอัตราเสี่ยงหากสินค้าเดิมเริ่มขายไม่ออกจะได้มีตลาดใหม่ไว้คอยรองรับ ลองเลือกไปที่ตลาดเสื้อผ้า โดยเฉพาะเสื้อยืดทั้งหลาย ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 บาท ซื้อเสื้อยืดสีพื้นขนาดต่าง ๆ คละไซส์กันมาขายในราคา 120 บาทต่อตัว

ซึ่งสีพื้นส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว เทา ดำ สีกรมท่า เพราะเป็นสีที่คนทั่วไปนิยมใส่กันและขายได้ง่ายไม่ตกเทรนด์ ในแต่ละวันสามารถขายได้ทั้งจากการขายออนไลน์และออฟไลน์ เปิดตลาดแรกๆ อาจเริ่มขายให้เพื่อนร่วมงานด้วยกันเพื่อให้มีการบอกต่อ หากขายได้สักเดือนละ  50 – 60 ตัว รายได้ประมาณ 6,000 – 7,200 บาท หักค่าต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นและค่าเช่าที่ในการขายเสื้อผ้าประมาณ 4,500 บาท ทำให้ได้กำไรประมาณ 1,500 – 2,700 บาท
 
(3.3) ขายสินค้าออนไลน์ (Dropship)
 
ภาพจาก bit.ly/3nXNTCL

วิธีการสร้างรายได้คือ นำรูปและลักษณะของสินค้าที่ร้านค้าสามารถสั่งมาขายโพสต์ลงเว็บไซต์หรือเว็บที่ขาย เมื่อมีลูกค้ามาสั่งสินค้า ร้านค้ารับเงินค่าสินค้าแล้วค่อยไปสั่งกับร้านขายสินค้าจริงพร้อมกับจ่ายเงินค่าสินค้านั้นให้กับร้านขายสินค้า และร้านขายสินค้าจะเป็นผู้ส่งสินค้าให้กับลูกค้าเอง รายได้ของร้านค้าจะมาจาก ส่วนต่างของค่าสินค้า

เช่น สมมติร้านค้าประกาศขายสินค้าชิ้นละ 120 บาท ร้านค้ารับเงินลูกค้ามา 120 บาท แต่ร้านค้าจ่ายให้ร้านขายสินค้าจริงด้วยมูลค่าเงินน้อยกว่านั้น เช่น ขายสินค้าราคา 120 บาท แต่อาจจ่ายร้านขายสินค้าแค่ 100 บาทหรือน้อยกว่า 120 บาท แล้วแต่ว่าตกลงกันไว้เท่าไหร่ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนน้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ จำเป็นที่เราต้องเอาใจใส่และมีเทคนิคในการขายพอสมควร
 
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกลงทุนขายอะไรกับสินค้าอะไรสิ่งสำคัญคือ “ต้องลงแรง” และ “ขยัน” ไม่มีกำไรจากการขายสินค้าที่ได้มาแบบง่ายๆ ไม่เหนื่อย ซึ่งมนุษย์เงินเดือนควรมีวิธีบริหารจัดการเงินเดือนอย่างมีประสิทธิภาพ มีการแบ่งแยกบัญชีเป็นสัดส่วนเพื่อให้มองเห็นสถานการณ์การเงินตัวเองชัดเจน แม้รายได้อาจจะไม่ช่วยให้มนุษย์เงินเดือนดีขึ้นในทันทีแต่อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์และทำให้รายได้ 15,000 ต่อเดือนนั้นมีคุณค่ามากขึ้น
 
ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจ ติดตามได้ที่ www.thaifranchisecenter.com/document/index.php
 
รับฟังบทความต่างๆ ผ่านทาง PodCast ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ https://soundcloud.com/thaifranchisecenter