ดาวเด่นธุรกิจ    กำไรจาก “วาฟเฟิล” ดีแค่ไหน? มารุวาฟเฟิล วัตถุดิบพร้อม อุปกรณ์ค...
324
1 ตุลาคม 2569
กำไรจาก “วาฟเฟิล” ดีแค่ไหน? มารุวาฟเฟิล วัตถุดิบพร้อม อุปกรณ์ครบ เริ่มได้เลย
 

เมื่อต้องให้เลือกว่าจะลงทุนอะไรสักอย่าง สิ่งที่นักลงทุนอยากเห็นไม่ใช่แค่ภาพสวยงามของแบรนด์แต่ต้องมองลึกไปถึงตัวเลขรายได้ ยิ่งยุคนี้คู่แข่งเยอะ พฤติกรรมลูกค้าก็เปลี่ยน เงินลงทุนใดๆ ก็ตามย่อมคาดหวังถึงการหมุนเวียนกลับมาได้อย่างคุ้มค่า คำถามก็คือว่า แล้วจะยังมีสินค้าแบบไหน อย่างไรที่ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างที่ต้องการ
 
บางคนเลือกเปิดร้านอาหาร บางคนเลือกเปิดร้านกาแฟ เพราะมองว่านี่คือสินค้าที่คนต้องการมาก ขอแค่มีทำเลที่ดีแม้มีความเสี่ยงแต่ก็มีโอกาสขายได้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า + บริการ + การตลาดเป็นสำคัญ แต่ถ้าจะฉีกแนวไปอีกหน่อย อาจโฟกัสลงมาในกลุ่มที่คนอาจนึกไม่ถึงแต่ก็เป็นสินค้าขายดีเหมือนกัน นั่นคือ “วาฟเฟิล” 
 
ทำไม “วาฟเฟิล” ถึงน่าสนใจและน่าลงทุน?
 

จุดเด่นของวาฟเฟิลคือสินค้าที่เข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย กินได้ตั้งแต่นักเรียน วัยรุ่น คนวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สิ่งที่ทำให้วาฟเฟิลขายดีคือกลิ่นที่หอมและแป้งที่อบใหม่ ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าที่เดินผ่านไปมาให้แวะซื้อได้ทันที ในสมัยก่อนวาฟเฟิลมีรูปร่างธรรมดา แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้เป็นยุคใหม่มากขึ้น ผสมผสานการใส่ไอศกรีม วิปครีม หรือผลไม้สด กลายเป็นเมนูง่ายๆ แต่พรีเมี่ยมในราคาที่คนยอมจ่าย ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่ายุคนี้การตลาดโซเชี่ยลสำคัญมาก และการที่วาฟเฟิลหน้าตาสวยเป็นทุนเดิม ย่อมทำให้ลูกค้าอยากโพสต์ในโซเชี่ยล ที่ช่วยเป็นการตลาดให้กับแบรนด์ได้อีกทางหนึ่งด้วย
 
ยิ่งถ้าวิเคราะห์ในแง่ของความคุ้มค่าน่าลงทุนจะพบว่าวาฟเฟิลมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่พร้อมสร้างรายได้คือ
 
1.ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ แต่สร้างกำไรได้สูง 

หากมองในกลุ่มเบเกอรี่โดยทั่วไปมีต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost) อยู่ที่ประมาณ 30–35% ของราคาขาย หมายความว่าหากขายได้ชิ้นละ 60–80 บาท จะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้
 
2.พฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า / สินค้าต้องมีจุดเด่น 

เพราะลูกค้าสมัยนี้ไม่ได้เน้นแค่อร่อยแต่ต้องรู้สึกประทับใจกับสินค้านั้นๆ การที่วาฟเฟิลมีกลิ่นหอม มีรสชาติที่หลากหลาย จึงเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ได้อย่างดี และยังเป็นสินค้าที่พัฒนาเมนูได้อย่างไม่จบสิ้น ยิ่งใส่ไอเดียมากเท่าไหร่ โอกาสขายดีก็ยิ่งมีมากขึ้นด้วย
 
3.ธุรกิจที่ความเสี่ยงต่ำกว่าเบเกอรี่ประเภทอื่น 

ในขณะที่เบเกอรี่ประเภทเค้กหรือขนมปังสด อาจเจอความเสี่ยงเรื่อง Shelf Life ที่มีผลต่อต้นทุนและรายได้ ในกรณีของ วาฟเฟิลที่ส่วนใหญ่ใช้แป้งสำเร็จรูป จึงควบคุมสต็อกวัตถุดิบได้ดีกว่า ต้นทุนวัตถุดิบของเหลือทิ้งแทบจะไม่มี
 
มารุวาฟเฟิล! แฟรนไชส์อุปกรณ์ครบ ระบบพร้อม เปิดร้านได้ทันที
 

อย่างไรก็ดีแม้วาฟเฟิลจะเป็นสินค้าที่ขายง่าย ขายดี แต่การที่คนอยากเปิดร้านเองแล้วไปเริ่มจากศูนย์ต้องก้าวไปทีละขั้นตั้งแต่คิดสูตร หาอุปกรณ์ สร้างแบรนด์ ออกแบบร้าน ทำการตลาด สร้างฐานลูกค้า ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้คาดว่าน่าจะใช้เวลานาน วิธีที่ดีที่สุดคือการลงทุนกับแฟรนไชส์ ซึ่ง “มารุวาฟเฟิล” มีโมเดลลงทุนที่สนับสนุนผู้ลงทุนในทุกด้าน
  • มีแป้งสำเร็จรูปพร้อมใช้งานได้ทันที ซึ่งเป็นหัวใจของวาฟเฟิล และแป้งสูตรมารุวาฟเฟิลพร้อมส่งตรงให้ผู้ลงทุนในทุกสาขา ไม่ต้องผสมแป้งเอง นำไปใช้งานได้ทันที ช่วยสร้างมาตรฐานเรื่องรสชาติให้เท่าเทียมกันในทุกวัน ในทุกสาขา และสามารถควบคุม Food Waste ได้แม่นยำ 100%
  • พื้นที่ร้านขนาดเล็ก ไม่ต้องจ้างพนักงานเยอะ ใช้พื้นที่เปิดร้านประมาณ 12-35 ตร.ม. เมื่อพื้นที่ร้านเล็ก การควบคุมต้นทุนต่างๆ ก็ง่ายกว่าการเป็นร้านขนาดใหญ่ ที่สำคัญไม่ต้องจ้างพนักงานหลายคนใช้เพียง 1-2 คน ก็เปิดร้านได้ ตรงนี้มีส่วนสำคัญมากกับค่า Fixed Cost ในแต่ละเดือน
  • อุปกรณ์ครบ ทีมงานพร้อมดูแลทุกขั้นตอน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ลงทุนไม่ต้องมานั่งสร้างแบรนด์เอง ไม่ต้องคิดเรื่องรูปแบบร้าน มารุวาฟเฟิลมีสาขารวมกว่า 221 แห่ง และมีประสบการณ์มานาน มีฐานลูกค้าทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเปิดสาขาที่ไหนคนก็รู้จักแบรนด์ได้ทันที 
จำลองตัวเลขรายได้! มารุวาฟเฟิล ขายดีแค่ไหน?
 

เพื่อให้มองเห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจน เราจะจำลองตัวเลขรายได้จากการประมาณการยอดขาย ซึ่งขอบอกก่อนว่าตัวเลขนี้สามารถผันแปรได้ตามปัจจัยที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละสาขา เบื้องต้นเราคำนวณจากพื้นที่ 12-35 ตร.ม. ซึ่งเหมาะสำหรับการเปิดเป็นคีออสในห้างสรรพสินค้า , คอมมูนิตี้มอลล์ หรือในสถานีบริการน้ำมันต่างๆ สมมุติตัวเลขเบื้องต้นคือ
  • ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้น 60 - 80 บาท
  • ยอดขาย 50 - 80 ชิ้นต่อวัน
  • รายได้ต่อวัน ประมาณ 3,500 - 5,000 บาท
  • รายได้ต่อเดือน ประมาณ 105,000 - 150,000 บาท
หักลบต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ (ตัวเลขประมาณการ)
  • ต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost) 30-35% ของยอดขาย ประมาณ 35,000 - 45,000 บาท/เดือน
  • ค่าเช่าพื้นที่ 12-35 ตร.ม.เฉลี่ยประมาณ 10,000 - 25,000 บาท/เดือน
  • ค่าจ้างพนักงาน ประมาณ 12,000 - 18,000 บาท/เดือน 
  • ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Royalty 3% + Marketing 1% รวมเป็น 4%) คิดจากยอดขาย จะอยู่ที่ประมาณ 4,200 - 6,000 บาท/เดือน
  • ค่าสาธารณูปโภค (น้ำ-ไฟ) ประมาณ 3,000 - 5,000 บาท/เดือน
ดังนั้นธุรกิจจะมีกำไรสุทธิเหลือประมาณ 30% - 40% ของยอดขาย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 35,000 - 60,000 บาทต่อเดือน จากงบลงทุนตั้งต้นที่ 500,000 - 800,000 บาท สาขาที่ทำเลดีและยอดขายเป็นไปตามเป้า จะสามารถ คืนทุนได้ภายในระยะเวลาประมาณ 12 - 24 เดือน


ภาพจาก มารุวาฟเฟิล
 
ในแง่ของการลงทุนถือว่าคุ้มค่าและมองเห็นภาพรายได้ที่ชัดเจน อย่างไรก็ดีมารุวาฟเฟิลยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและบริการเป็นสำคัญ จึงมีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สะท้อนว่านี่คือการลงทุนที่ไม่ใช่แค่การสร้างธุรกิจแต่มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างกำไรได้ในระยะยาวด้วย
 
สนใจลงทุนแฟรนไชส์มารุวาฟเฟิล โทร. 097-4429797 , 089-6569797 
 
ดาวเด่นธุรกิจยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
รวบรวมขนมปัง 20 บาท มาเอาใจคนอยากมีร้าน
164,779
ชานมไข่มุกปลุกตลาด 7 พันล้าน เทรนด์‘ไต้หวันกลับซ..
101,935
กาแฟสด ชาวดอย ลงทุนน้อย ความเสี่ยงต่ำ ความคล่องต..
85,592
เนสท์เล่ ปูพรมร้านไอศกรีมลงทุนเอื้ออาทร สานฝันคน..
80,943
ปั่นแหลก น้ำผลไม้สด แซงโค้งเข้าวินสร้างอาชีพ
77,521
“เคพีเอ็นพลัส” แฟรนไชส์อะไหล่มอ’ไซด์ ลั่นขยาย100..
58,417
ดาวเด่นธุรกิจมาใหม่
ดาวเด่นธุรกิจอื่นในหมวด