บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
252
5 นาที
7 พฤศจิกายน 2569
พาต้า ปิ่นเกล้า จาก Asset ที่เคยรุ่ง สู่โจทย์การลงทุนที่อาจไม่คุ้มค่า
 

ลองนึกย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน ถ้าพูดถึงห้างสรรพสินค้าที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของฝั่งธนบุรี ชื่อของ “พาต้า ปิ่นเกล้า” ต้องเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ห้างสำหรับซื้อของ แต่เป็นศูนย์รวมความบันเทิงที่ครบวงจรมากแห่งหนึ่งในยุคนั้น มีทั้งโรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร โซนของเล่น เครื่องเล่นสำหรับเด็ก และไฮไลต์สำคัญอย่างสวนสัตว์บนชั้น 6 และ 7 ที่มี “บัวน้อย” ลิงกอริลลาซึ่งกลายเป็นภาพจำของห้างมาจนถึงทุกวันนี้
 
แต่จากห้างที่เคยคึกคักและเป็นจุดหมายของผู้คนจำนวนมาก วันนี้พาต้า ปิ่นเกล้า กลับเหลือพื้นที่เปิดให้บริการเพียงบางส่วน คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่า พาต้าจะกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้งหรือไม่ แต่คือถ้าเรามองพาต้าในฐานะสินทรัพย์ทางธุรกิจ การนำเงินหลายร้อยล้านบาทมารีโนเวตห้างแห่งนี้ใหม่ ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอยู่หรือเปล่า
 
และนี่คือเรื่องราวของห้างในตำนาน ที่กำลังเผชิญโจทย์ยากกว่าการปรับปรุงอาคารเก่าให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง
 
จากร้านเล็กๆ สู่แลนด์มาร์กของฝั่งธนบุรี


ภาพจาก https://citly.me/8mlopm
 
ย้อนกลับไปในปี 2516 ครอบครัวเสริมศิริมงคลเริ่มต้นธุรกิจจากร้านขายสินค้าชื่อ “ไทย ช้อปปิ้ง” จำนวน 7 คูหา ภายในศูนย์การค้าอินทรา ย่านประตูน้ำ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 300,000 บาท หลังจากธุรกิจเริ่มประสบความสำเร็จ ก็พัฒนาต่อยอดเป็นห้างสรรพสินค้าพาต้า เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2518 ความสำเร็จจากสาขาแรกทำให้ครอบครัวมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ และในปี 2525 พาต้า ปิ่นเกล้า ก็ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นที่ฝั่งธนบุรี
 
ในยุคนั้น พาต้าไม่ได้วางตัวเป็นเพียงห้างขายสินค้า แต่ต้องการเป็นศูนย์การค้าที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้เวลาร่วมกันได้ตลอดทั้งวัน ตัวอาคารมีความโดดเด่น มีโรงภาพยนตร์ หอคอยชมวิว น้ำพุ และลิฟต์แก้วซึ่งเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดสำคัญของห้างในยุคนั้นที่สำคัญคือสวนสัตว์บนชั้น 6 และ 7 ซึ่งเริ่มต้นจากแนวคิดในการสร้างพื้นที่พักผ่อน ก่อนจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมและกลายเป็นจุดขายที่คนจดจำได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง 
 
ลองนึกภาพครอบครัวที่พาลูกมาซื้อของ กินข้าว ดูหนัง แล้วขึ้นไปชมสัตว์ต่อในวันเดียวกัน นี่คือประสบการณ์ที่ทำให้พาต้ามีความแตกต่างจากร้านค้าทั่วไป และกลายเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของคนจำนวนมาก ในช่วงที่ธุรกิจรุ่งเรือง พาต้ามีถึง 3 สาขา ได้แก่ อินทรา ปิ่นเกล้า และหัวหมาก ก่อนที่สาขาอื่นๆ จะทยอยปิดตัวลง เหลือพาต้า ปิ่นเกล้า เป็นสาขาสุดท้าย
 
เมื่อยุคทองผ่านไป และคู่แข่งไม่ได้มีแค่ห้างใหญ่


ภาพจาก https://citly.me/8mlopm
 
แต่โลกธุรกิจค้าปลีกไม่เคยหยุดเปลี่ยนครับ เมื่อเวลาผ่านไป ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งเซ็นทรัล เดอะมอลล์ และศูนย์การค้ารูปแบบใหม่ที่มีร้านอาหาร แบรนด์ดัง โรงภาพยนตร์ และกิจกรรมต่างๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกันขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม จากการเดินห้างเพื่อซื้อสินค้า มาเป็นการเลือกสถานที่ตามประสบการณ์ที่ต้องการ บางคนอยากไปกินร้านอาหารดัง บางคนอยากเดินเล่นในคอมมูนิตี้มอลล์ใกล้บ้าน 
 
ขณะที่คนอีกกลุ่มก็ซื้อสินค้าออนไลน์ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านเลย พาต้าจึงไม่ได้เผชิญแค่ปัญหาว่าตัวอาคารเก่า แต่ยังต้องเผชิญกับคำถามว่า ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย เหตุผลอะไรที่จะทำให้คนยอมเดินทางกลับมาที่นี่ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่โดยรอบปิ่นเกล้าและฝั่งธนบุรีก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นทวีวัฒนา พุทธมณฑล สาย 1 ถึงสาย 4 ราชพฤกษ์ และพื้นที่รอบวงแหวนกาญจนาภิเษก ซึ่งมีทั้งศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์เกิดขึ้นหลายแห่ง
 
ขณะที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ก็เป็นคู่แข่งสำคัญที่มีทั้งแบรนด์ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมที่ดึงดูดผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่ม หากขยายมองไปทางศาลายา ก็ยังมีฐานลูกค้าจากมหาวิทยาลัยมหิดล และชุมชนที่กระจายตัวอยู่ตามแนวถนนพุทธมณฑลอีกด้วย นั่นหมายความว่า แม้พาต้าจะตั้งอยู่บนทำเลที่มีผู้คนสัญจรผ่านจำนวนมาก แต่การมีทำเลดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจกลับมาประสบความสำเร็จเหมือนเดิม
 
มีที่ดินและอาคารอยู่แล้ว ทำไมยังต้องคิดหนัก


ภาพจาก https://citly.me/8mlopm
 
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด หลายคนอาจมองว่า พาต้าเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีที่ดินและอาคารเป็นของตัวเอง จึงน่าจะได้เปรียบกว่าผู้ประกอบการที่ต้องเช่าพื้นที่ เพราะไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ไม่ต้องซื้อที่ดินใหม่ และยังมีชื่อเสียงที่คนจำนวนมากรู้จัก 
 
แต่ในมุมการลงทุน การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ไม่ได้หมายความว่าการนำสินทรัพย์นั้นกลับมาใช้ประโยชน์จะมีต้นทุนต่ำเสมอไป โดยเฉพาะอาคารที่มีอายุประมาณ 40 ปีอย่างพาต้า ซึ่งหากต้องการปรับปรุงครั้งใหญ่ให้กลับมาเป็นศูนย์การค้าที่แข่งขันได้ ก็อาจต้องลงทุนมากกว่าการตกแต่งภายในทั่วไป
 
ตั้งแต่การตรวจสอบและปรับปรุงโครงสร้าง งานระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบประปา ระบบป้องกันอัคคีภัย ลิฟต์ ห้องน้ำ พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงการปรับผังอาคารให้รองรับธุรกิจสมัยใหม่
หากใช้เงินลงทุนระดับ 200-300 ล้านบาทตามที่มีการประเมินกันในความคิดเห็นของผู้ติดตามเรื่องนี้ ก็ต้องถือเป็นเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่ต้องศึกษาความเป็นไปได้อย่างจริงจัง
 
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นจากมุมมองของผู้แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่งบประมาณรีโนเวตที่พาต้าประกาศอย่างเป็นทางการ และต้นทุนจริงอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอาคาร ขอบเขตการปรับปรุง และรูปแบบธุรกิจที่เลือกทำ แต่ไม่ว่าจะเป็นเงิน 200 ล้าน หรือ 300 ล้านบาท คำถามสำคัญก็ยังเหมือนเดิม
 
ลงทุนไปแล้ว จะเอารายได้จากไหนกลับมา
 
เพราะการปรับปรุงห้างไม่ได้จบแค่วันที่ก่อสร้างเสร็จ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอาคาร ค่าพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค การตลาด และต้นทุนในการดึงดูดร้านค้าเข้ามาเช่าพื้นที่ 
 
หากทำเสร็จแล้วไม่มีร้านค้ารายใหญ่เข้ามาเป็นแม่เหล็ก ไม่มีผู้เช่ารายย่อยเพียงพอ และไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เงินลงทุนก้อนใหญ่ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่สร้างผลตอบแทนไม่คุ้มค่า พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เจ้าของอาจมีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงอยู่ในมือ แต่ไม่ได้แปลว่าทรัพย์สินนั้นจะสร้างกระแสเงินสดได้ดีเสมอไป
 
เปิดห้างใหม่ แล้วใครจะมาเช่า


ภาพจาก https://citly.me/8mlopm
 
อีกหนึ่งโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน คือการหาร้านค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ในอดีตการมีพื้นที่ค้าปลีกจำนวนมากอาจเป็นข้อได้เปรียบ เพราะร้านค้าต้องการพื้นที่เพื่อเข้าถึงลูกค้า แต่ปัจจุบันร้านค้าต้องเลือกทำเลอย่างรอบคอบมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอดเวลา หากพาต้าปรับปรุงพื้นที่ขึ้นมาใหม่ แล้วเปิดให้เช่าเป็นร้านค้าแบบเดิม ก็ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมร้านค้าถึงควรมาเช่าที่นี่ แทนที่จะเลือกพื้นที่ในศูนย์การค้าที่มีคนเดินอยู่แล้ว
 
ร้านค้าจะขายได้มากพอที่จะจ่ายค่าเช่าหรือไม่?
 
ห้างจะสร้างจำนวนผู้เข้าชมให้มากพอหรือเปล่า?
 
และหากต้องใช้วิธีลดค่าเช่าหรือให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าเพื่อดึงร้านค้าเข้ามา รายได้ที่ได้กลับมาจะครอบคลุมเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหรือไม่?
 
นี่คือเหตุผลที่แนวคิดการหา Joint Venture Partner หรือพันธมิตรร่วมลงทุน กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ หากสามารถหาผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านศูนย์การค้าเข้ามาร่วมพัฒนาได้เจ้าของเดิมอาจไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่น การเปิดทางให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ประกอบการค้าปลีกเข้ามาร่วมลงทุน บริหารพื้นที่ หรือพัฒนาโครงการใหม่ในรูปแบบที่เหมาะสม
 
แน่นอนว่า หากมีพันธมิตรเข้ามา เจ้าของเดิมก็อาจต้องยอมแบ่งผลตอบแทน สิทธิในการบริหาร หรือสัดส่วนความเป็นเจ้าของบางส่วนออกไป แต่ในบางสถานการณ์ การถือครองทรัพย์สินทั้งหมดแล้วแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามจนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพาต้าจะร่วมมือกับเซ็นทรัล เดอะมอลล์ หรือผู้พัฒนารายใดเป็นพิเศษ ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงแนวทางที่สามารถนำมาพิจารณาได้ในเชิงธุรกิจเท่านั้น
 
แล้วถ้าจะกลับมา พาต้าควรเป็นอะไร


ภาพจาก https://citly.me/7rq63j
 
ถ้าเราลองดูความคิดเห็นของผู้คนที่ติดตามเรื่องพาต้า จะพบว่ามีแนวคิดที่หลากหลายมาก บางคนอยากเห็นพาต้ากลับมาเป็นห้างสรรพสินค้าเหมือนเดิม บางคนเสนอให้ปรับเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร ฟู้ดคอร์ต หรือตลาดสินค้ามือสอง ขณะที่บางคนมองว่าอาจพัฒนาเป็นพื้นที่สำนักงาน โรงแรม หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่น
 
มีแม้กระทั่งแนวคิดให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใช้สวนสัตว์เป็นจุดขายหลัก หรือสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้ผู้คนอยากเดินทางมาโดยเฉพาะ แต่ไม่ว่าเลือกแนวทางไหน สิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ไม่ใช่เริ่มจากการคิดว่าเรามีอาคารอยู่แล้วจึงควรทำห้างต่อไป
 
หากต้องการเป็นแหล่งรวมอาหาร ก็ต้องตอบให้ได้ว่ามีร้านอาหารอะไรที่จะดึงคนเข้ามาได้จริง
 
หากต้องการเป็นตลาดเฉพาะทาง ก็ต้องมีสินค้าที่แตกต่างและมีฐานลูกค้าที่ชัดเจน
 
หากต้องการเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ก็ต้องสร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นพอให้คนยอมเดินทางมา ไม่ใช่แค่แวะผ่านแล้วกลับ และหากต้องการเปลี่ยนเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น ก็ต้องพิจารณาทั้งข้อจำกัดของพื้นที่ กฎหมาย ผังเมือง ต้นทุนการพัฒนา และความต้องการของตลาดเช่นกัน
 
เพราะการเปลี่ยนประเภทการใช้งานไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ
 
สิ่งที่พาต้ามีอยู่แล้วคือทำเล ชื่อเสียง และความทรงจำของผู้คน ส่วนสิ่งที่ต้องค้นหาให้เจอคือรูปแบบธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนข้อได้เปรียบเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืน
 
สวนสัตว์อาจเป็นจุดแข็ง แต่จะเลี้ยงธุรกิจทั้งหมดได้หรือไม่
 
ปัจจุบัน หนึ่งในจุดเด่นที่ยังทำให้พาต้ามีเอกลักษณ์ คือสวนสัตว์บนชั้น 6 และ 7 ในช่วงที่พื้นที่ค้าปลีกส่วนอื่นเงียบลง สวนสัตว์ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำพาต้าได้ และเมื่อพูดถึงสวนสัตว์แห่งนี้ หลายคนย่อมนึกถึงบัวน้อย ลิงกอริลลาที่อยู่กับพาต้ามายาวนาน มีผู้เสนอว่าพาต้าอาจใช้สวนสัตว์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น สร้างแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว หรือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นจุดหมายที่ผู้คนเข้ามาใช้เวลาร่วมกันได้
 
แนวคิดนี้มีข้อดีตรงที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับห้างใหญ่ด้วยสินค้าและร้านค้าแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน เพราะการดูแลสัตว์ต้องให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ มาตรฐานการดูแล ความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในระยะยาว
 
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาด้วยว่าจำนวนผู้เข้าชมและรายได้จากกิจกรรมต่างๆ จะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลพื้นที่หรือไม่ สวนสัตว์อาจเป็นแม่เหล็กที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้พาต้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรองรับต้นทุนของทั้งอาคารได้ด้วยตัวเอง โจทย์จึงอยู่ที่การหาวิธีเชื่อมจุดแข็งเดิมเข้ากับธุรกิจอื่นๆ โดยไม่ทำให้ต้นทุนสูงเกินกว่ารายได้ที่สร้างได้จริง
 
สินทรัพย์มีมูลค่า แต่ผลตอบแทนอาจไม่คุ้ม


ภาพจาก https://citly.me/8mlopm
 
หากย้อนดูผลประกอบการในอดีต จะเห็นว่าธุรกิจพาต้าเคยมีรายได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี แต่ในช่วงที่ธุรกิจเริ่มเผชิญความท้าทาย รายได้ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลที่มีการรายงานระบุว่า บริษัท ห้างสรรพสินค้าปิ่นเกล้า จำกัด มีรายได้ประมาณ 124.2 ล้านบาทในปี 2562 และลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 90.3 ล้านบาทในปี 2563 โดยขาดทุนประมาณ 7.5 ล้านบาท
 
ในปี 2564 บริษัทมีรายได้ประมาณ 144.1 ล้านบาท และมีกำไรประมาณ 61 ล้านบาท แต่รายได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านบาทในปี 2565 ก่อนที่ปี 2566 จะเหลือประมาณ 29 ล้านบาท พร้อมผลขาดทุนกว่า 17 ล้านบาท พอมาปี 2567 รายได้ 31.4 ล้านบาท ขาดทุน 10.9 ล้านบาท และล่าสุดปี 2568 รายได้ 24.8 ล้านบาท ขาดทุน 22 ล้านบาท
 
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ารายได้และกำไรของธุรกิจมีความผันผวน และการประเมินอนาคตจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของผลประกอบการแต่ละปีควบคู่กันด้วย อย่างไรก็ตามรายได้ทางบัญชีไม่ได้บอกมูลค่าที่แท้จริงของที่ดินและอาคารทั้งหมด และผลประกอบการในอดีตก็ไม่ได้เพียงพอที่จะสรุปว่าการลงทุนใหม่จะขาดทุนแน่นอน
 
สิ่งที่ต้องทำคือการประเมินทางเลือกต่างๆ อย่างเป็นระบบ หากรีโนเวตแล้วสร้างรายได้ได้มากพอ มีผู้เช่ารองรับ และมีผลตอบแทนที่เหมาะสม การลงทุนก็อาจมีเหตุผล แต่หากต้องใช้เงินหลายร้อยล้านบาท โดยยังไม่มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ไม่มีพันธมิตร และไม่มั่นใจว่าจะดึงลูกค้ากลับมาได้มากพอ การชะลอการลงทุนก็อาจเป็นการตัดสินใจที่มีวินัยทางการเงินมากกว่า
 
เพราะเงินลงทุนไม่ได้มีต้นทุนแค่ดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาสด้วย เงินก้อนเดียวกันนี้อาจนำไปพัฒนาพื้นที่ส่วนอื่น ทำธุรกิจรูปแบบใหม่ หรือเก็บไว้รองรับโอกาสที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในอนาคตในโลกธุรกิจการไม่ลงทุนในโครงการที่ยังไม่คุ้มค่า ก็อาจเป็นการตัดสินใจที่สร้างมูลค่าได้เช่นกัน
 
บทสรุป

ภาพจาก https://citly.me/8mlopm
 
เรื่องราวของพาต้า ปิ่นเกล้า ทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างการมีสินทรัพย์ที่มีมูลค่า กับการมีธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ในอดีตพาต้าเคยมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน ทั้งความแปลกใหม่ของอาคาร สวนสัตว์ โรงภาพยนตร์ และการเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของผู้คนในฝั่งธนบุรี แต่วันนี้สภาพตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว
 
การนำห้างกลับมาเปิดใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับปรุงอาคารให้สวยงาม แต่เป็นการตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ ที่ต้องตอบให้ได้ว่าลูกค้าคือใคร รายได้มาจากไหน ใครจะเป็นผู้เช่า และผลตอบแทนที่ได้รับคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ทางเลือกของพาต้าอาจมีตั้งแต่การปรับปรุงทีละส่วน การหาพันธมิตรร่วมลงทุน การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ ไปจนถึงการพิจารณาทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า 
 
เราไม่อาจสรุปได้ล่วงหน้าว่าพาต้าจะกลับมารุ่งเรืองไม่ได้อีกแล้ว เพราะในโลกธุรกิจยังมีโอกาสที่เราอาจคาดไม่ถึง แต่ก็ไม่ควรสรุปเช่นกันว่า เพียงเพราะพาต้าเคยประสบความสำเร็จในอดีต การลงทุนครั้งใหม่จะต้องประสบความสำเร็จตามไปด้วย
 
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องตัดสินใจไม่ใช่ว่าจะรักษาห้างเดิมไว้ให้เหมือนวันวานได้อย่างไร แต่คือจะใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้สร้างคุณค่าได้ดีที่สุดอย่างไร เพราะบางครั้ง การรักษามรดกของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม แต่อาจหมายถึงการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่การยอมรับว่า 
 
บางโครงการอาจไม่เหมาะกับการลงทุนต่อในเวลานี้ และสำหรับพาต้า ปิ่นเกล้า คำถามที่น่าติดตามที่สุดจึงไม่ใช่แค่ว่า ห้างในตำนานแห่งนี้จะกลับมาเปิดเต็มรูปแบบได้หรือไม่ แต่คือในวันที่สินทรัพย์เก่าแก่ต้องแข่งขันกับโลกธุรกิจยุคใหม่ เจ้าของจะเลือกสร้างอนาคตแบบไหน โดยไม่ปล่อยให้ความทรงจำในอดีตกลายเป็นต้นทุนที่แพงเกินไป
 
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จในอดีตอาจเป็นสิ่งที่ทำให้คนจดจำธุรกิจได้ แต่การตัดสินใจลงทุนอย่างถูกต้องต่างหาก ที่จะเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจนั้นจะอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน
 
แหล่งข้อมูล 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ธุรกิจที่ทำคู่งานประจำ ลงทุนหลักหมื่น สร้างรายได..
627
ความเร็วชนะความหรู กาแฟ Drive-Thru 7.5 หมื่นล้า..
470
4 พิกัดเด่น!เน้นทำเลทอง เคล็ดลับยอดขายพุ่ง กำลัง..
450
น้ำเต้าหู้ร้อยล้าน เปลี่ยนสินค้าบ้านๆ ทะยาน 1 แส..
430
ธุรกิจคุกกี้จากครัวที่บ้าน ลงทุน 8 แสน สู่รายได้..
385
ร้านของทอด! มองเหมือนง่าย แท้จริงได้กำไรแค่ไหน?
376
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด