บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
286
3 นาที
9 ตุลาคม 2569
ธุรกิจคุกกี้จากครัวที่บ้าน ลงทุน 8 แสน สู่รายได้กว่า 3,400 ล้านบาทต่อปี

 

ถ้าคุณมีเงินเก็บประมาณ 25,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 800,000–900,000 บาท คุณจะเอาเงินก้อนนี้ไปทำอะไร? ลงทุน… ซื้อบ้าน… หรือเก็บไว้เป็นเงินสำรอง แต่สำหรับ Loren Castle เงินก้อนนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจคุกกี้ ที่วันนี้สร้างยอดขายเกือบ 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 3,400 ล้านบาท
 
จากคนที่เริ่มทำคุกกี้กินเองในครัวที่บ้าน สู่ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Sweet Loren’s แบรนด์คุกกี้ที่ปัจจุบันวางขายในร้านขายของชำกว่า 35,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา และในปี 2024 บริษัทมีรายได้ประมาณ 97 ล้านดอลลาร์เรื่องราวของ Loren เริ่มต้นขึ้นหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ในปี 2006 ตอนที่เธออายุเพียง 22 ปี เธอเรียนจบด้าน Communication จาก University of Southern California และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากทำอะไรในชีวิต
 
เธอรู้เพียงว่าตัวเองสนใจเรื่องสุขภาพ Wellness และธุรกิจ แต่ยังไม่มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ไม่นานหลังเรียนจบ ชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน Loren ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง Hodgkin’s Lymphoma ระยะที่ 2 และต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดนานถึง 6 เดือน ช่วงเวลานั้นทำให้เธอเริ่มมองชีวิตแตกต่างออกไป เธอเริ่มเข้ารับคำปรึกษากับนักบำบัด และค่อยๆ มองว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อาจเป็นโอกาสที่จะกลับมาควบคุมสิ่งต่างๆ ในชีวิตของตัวเอง
 

ภาพจาก https://citly.me/JuTed
 
หนึ่งในสิ่งที่เธอสามารถควบคุมได้คือ อาหารที่กิน เธอจึงเริ่มเรียนด้านโภชนาการและการทำอาหาร เพื่อดูแลสุขภาพของตัวเองหลังการรักษา แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง เธอเป็นคนที่ชอบกินของหวานมาก และไม่สามารถหาขนมที่ทั้งอร่อยและใช้วัตถุดิบที่เธอรู้สึกว่าดีกับสุขภาพได้ ขนมส่วนใหญ่ยังใช้แป้งขาว น้ำเชื่อมข้าวโพด และสารปรุงแต่งต่างๆLoren จึงตัดสินใจทำเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจคุกกี้ 

จากคุกกี้ในครัวสู่สูตรที่คนอื่นบอกว่า “ต้องทำอะไรกับมันแล้ว” 
 

ภาพจาก https://citly.me/JuTed
 
Loren เริ่มจากสูตร Chocolate Chip Cookie ธรรมดา จากนั้นค่อยๆ ทดลองเปลี่ยนวัตถุดิบทีละอย่าง เธอเปลี่ยนแป้งขาวเป็นแป้งจากธัญพืช เช่น Oat Flour และเปลี่ยนน้ำตาลทรายแดงที่ผ่านการขัดสีมาใช้ Cane Sugar และMolasses เธอลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ จนในที่สุดได้สูตรที่ทั้งใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากขึ้น และที่สำคัญคือ “เป็นคุกกี้ที่อร่อยที่สุดที่ฉันเคยกิน” 
 
หลังจากรักษาตัวเสร็จในปี 2007 Loren ยังต้องอยู่ที่นิวยอร์กต่ออีกหลายปีเพื่อไปตรวจติดตามกับแพทย์ ระหว่างนั้นเธอลองทำงานมาแล้วหลายวงการ ทั้ง PR การเงิน และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม แต่เมื่อกลับถึงบ้านในตอนกลางคืนเธอยังคงเข้าครัวและทดลองทำคุกกี้ต่อ เธอสะสมสูตรคุกกี้เพื่อสุขภาพเอาไว้เต็มแฟ้ม อยากทำทั้ง Oatmeal Cranberry Cookie อยากทำ Fudge Brownie Cookie และอยากทดลองสูตรใหม่ๆ อีกมากมาย
 
จนในปี 2010 เธอเริ่มนำคุกกี้ออกไปให้คนอื่นลอง ทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ ต่างให้ Feedback ในทางที่ดี จากนั้นเธอจึงลองลงแข่งขันทำขนมที่จัดโดย Lower Eastside Girls Club และได้รับคำแนะนำสำคัญจาก Gina DePalma เชฟขนมชื่อดัง ซึ่งบอกกับเธอว่า “คุณต้องทำอะไรสักอย่างกับสิ่งนี้”
 
นั่นเป็นครั้งแรกที่ Loren รู้สึกว่า คนที่อยู่ในวงการขนมระดับมืออาชีพมองเห็นศักยภาพในสิ่งที่เธอกำลังทำ เธอจึงเริ่มนำคุกกี้ไปขายตาม Farmer’s Market หลายแห่งในนิวยอร์ก และได้รับการตอบรับที่ดี จากเดิมที่ทำคุกกี้กินเองในครัวเริ่มมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อคุกกี้ของเธอ

จากตลาดนัด สู่ร้าน Whole Foods 
 

ภาพจาก https://citly.me/JuTed
 
ในปี 2010 Loren ยังลงเรียน Business Writing Course เพื่อเรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจ ทั้งเรื่องค่าเช่า จำนวนพนักงานที่ต้องใช้ ทำเล และต้นทุนต่างๆ ระหว่างเรียน เธอมักนำคุกกี้ที่ทำเองมาให้เพื่อนร่วมชั้นชิม และวันหนึ่งเธอก็ได้รู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ Whole Foods Loren จึงถามเขาตรงๆ ว่า “ถ้าอยากเอาสินค้าเข้า Whole Foods ต้องทำอย่างไร”
 
เพื่อนคนนั้นจึงช่วยติดต่อหัวหน้าของเขา ไม่นาน Loren ก็ได้รับนัดให้เข้าพบหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของ Whole Foods สาขาในแมนฮัตตัน ตอนแรกพวกเขาพิจารณาหลายทางเลือก ทั้งการขายคุกกี้สำเร็จรูป ส่วนผสมสำหรับทำคุกกี้ และแป้งคุกกี้แบบพร้อมอบ แต่สุดท้ายแนวคิดที่โดดเด่นที่สุดกลับเป็น Cookie Dough แบบแช่เย็น เพราะในเวลานั้นยังไม่มีแบรนด์ใหญ่ที่สร้างชื่อขึ้นมาโดยยืนอยู่บนจุดขายเรื่อง “Natural Cookie Dough” Loren จึงรู้ทันทีว่านี่แหละคือธุรกิจที่เธอควรสร้าง
 
เธอนำเงินเก็บส่วนตัวจำนวน 25,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 800,000–900,000 บาท มาลงทุน จากนั้นใช้เวลาอีกประมาณ 7 เดือนในการหาผู้ผลิต ออกแบบ Packaging ปรับสูตรให้สามารถผลิตในปริมาณมาก และเตรียมระบบต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการขายจริง จนกระทั่งเดือนมกราคม 2011 Sweet Loren’s ก็เริ่มวางขายที่ Whole Foods
 
จากคุกกี้ที่เคยทำในครัวกลายเป็นสินค้าที่อยู่บนชั้นวางของ Supermarket จากคุกกี้เพื่อสุขภาพสู่สินค้าที่ตอบโจทย์คนแพ้อาหาร หลังจากเริ่มขายที่ Whole Foods แล้ว Loren ใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนาสินค้า และค่อยๆ ขยายไปยังสาขาต่างๆเธอเริ่มจ้างพนักงานเพิ่ม และนำสินค้าเข้า Supermarket รายใหญ่แห่งอื่นๆ เช่น Kroger และ Publix แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น เธอกลับได้รับ Feedback ที่น่าสนใจจากลูกค้า หลายคนส่งข้อความมาบอกว่า “ฉันชอบ Concept ของคุณมาก
 

ภาพจาก https://citly.me/JuTed
 
แต่ลูกของฉันแพ้ถั่ว” บางคนบอกว่าสามีแพ้ Gluten ขณะที่บางครอบครัวกำลังพยายามลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์Loren จึงเริ่มเห็นโอกาสใหม่ ถ้าทำ Cookie Dough ที่ไม่มี Gluten ไม่มี Dairy ไม่มีถั่ว และตัดสารก่อภูมิแพ้หลักออกไปได้ ก็น่าจะมีลูกค้าจำนวนมากที่สามารถกินได้ เธอจึงพัฒนาสูตรใหม่ขึ้นมา และในเดือนเมษายน 2017 Sweet

Loren’s ก็เปิดตัว Cookie Dough สูตรที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้หลัก ผลตอบรับเกิดขึ้นแทบจะทันที มันกลายเป็น Cookie Dough ที่ขายดีที่สุดของบริษัทในชั่วข้ามคืนจากนั้นในปี 2018 บริษัทตัดสินใจเปลี่ยนสินค้าทั้งหมดให้เป็น Vegan และปราศจากสารก่อภูมิแพ้ แม้จะต้องเพิ่มราคาสินค้าขึ้นประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อชิ้นเพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Sweet Loren’s ก็เริ่มทำกำไร

จากเงินลงทุน 25,000 ดอลลาร์ สู่ธุรกิจรายได้เกือบ 100 ล้านดอลลาร์ วันนี้ Sweet Loren’s ไม่ได้เป็นธุรกิจเล็กๆ จากครัวอีกต่อไปบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทั้ง Cookie Dough แบบแช่เย็นในหลายรสชาติ รวมถึง Puff Pastry, Pizza Dough และ Pie Crust และมีสินค้าอยู่ในร้านขายของชำมากกว่า 35,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ในปี 2024 บริษัทสร้างยอดขายประมาณ 97

ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,400 ล้านบาท และในปี 2025 บริษัทคาดว่าจะสร้างยอดขายได้ถึงประมาณ 120 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของ Loren ไม่ได้ง่ายการเริ่มต้นธุรกิจเพียงคนเดียวทำให้เธอต้องเจอกับคืนที่หนักหนาหลายครั้ง เธอเคยโทรหาเพื่อนสนิทหรือพี่สาวทั้งน้ำตา เพราะรู้สึกว่าการสร้างธุรกิจนั้นยากกว่าที่คิด อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการหาผู้ผลิตที่สามารถรองรับการเติบโต

ของบริษัทได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอลองเปลี่ยนโรงงานมาแล้วถึง 5 แห่ง เพื่อหาพาร์ตเนอร์ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพดี ส่งของตรงเวลา และที่สำคัญคือสามารถเติบโตไปพร้อมกับบริษัทได้ จากสิ่งที่ตัวเองเคยขาด สู่สิ่งที่อยากมอบให้คนอื่น 


ภาพจาก https://citly.me/JuTed
 
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่ยอดขาย 97 ล้านดอลลาร์ แต่คือเหตุผลที่ Loren ยังคงทำธุรกิจนี้ เพราะจุดเริ่มต้นของ Sweet Loren’s มาจากช่วงเวลาที่เธอกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง ในตอนนั้นเธอพยายามหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพแต่กลับรู้สึกว่าไม่มีตัวเลือกของหวานที่ตอบโจทย์ เธอจึงสร้างมันขึ้นมาเอง
 
หลายปีต่อมา เธอกลับพบว่ามีคนอีกจำนวนมากที่กำลังเจอปัญหาแบบเดียวกัน คนแพ้ถั่ว คนแพ้ Gluten คนที่ไม่กิน Dairy หรือคนที่ต้องการอาหารจากพืช และนั่นทำให้ธุรกิจของเธอไม่ได้เติบโตจากการขาย “คุกกี้” เพียงอย่างเดียว แต่เติบโตจากการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคกลุ่มหนึ่ง 
 
Loren บอกว่า เธอไม่ได้รู้สึกว่ากำลังขายสินค้า หรือขายคุกกี้อีกหนึ่งแบรนด์ แต่รู้สึกว่ากำลังสร้าง Lifestyle ที่ช่วยให้ผู้คนรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น และรู้สึกว่าความต้องการของพวกเขาถูกมองเห็น จากผู้หญิงคนหนึ่งที่เริ่มทำคุกกี้ในครัว ใช้เงินเก็บส่วนตัว 25,000 ดอลลาร์ เป็นเงินลงทุน
 
วันนี้ธุรกิจของเธอมีรายได้เกือบ 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี เรื่องนี้อาจเป็นอีกหนึ่งบทเรียนว่า ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการคิดว่า “จะขายอะไรให้คนซื้อ” แต่อาจเริ่มจากการถามว่า “มีปัญหาอะไรที่เรากำลังเจอ และมีคนอีกกี่คนที่กำลังเจอปัญหาเดียวกัน” เพราะสิ่งที่เริ่มจากการทำของกินให้ตัวเองในครัว ถ้ามันสามารถแก้ปัญหาให้คนอื่นได้จริง วันหนึ่งมันอาจไม่ใช่แค่ของที่เราทำกินเอง แต่อาจกลายเป็น ธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท ได้เช่นกัน 
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งร..
1,153
Kopi Kenangan จากร้านกาแฟทุน 5 แสน สู่ยูนิคอร์นม..
427
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70%..
421
เซี่ยงไฮ้ ไทยแลนด์ AMAM LONBAKERY TOWN ตลาดเบเกอ..
419
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับ..
417
ยุคเงินกู้แอปเดลิเวอรี่! คลิกเดียวกู้ง่าย! จ่ายค..
414
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด