บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
338
4 นาที
17 กันยายน 2569
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งราคา สร้างจุดแข็ง เชื่อม Supply Chain โลก
 

ประธาน SMI–รองประธาน ส.อ.ท. ชี้การแข่งขันจากจีนรุนแรงขึ้นทั้งสินค้าและเงินทุน แนะผู้ประกอบการไทยอย่าพยายามเป็น “สินค้าจีนที่ราคาถูกกว่า” แต่ต้องสร้างความแตกต่าง ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน และหาตลาดใหม่ พร้อมเรียกร้องรัฐสร้างกติกาการค้าเป็นธรรม ดัน Local Content และทำให้การลงทุนต่างชาติเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง
 
การแข่งขันของสินค้าจีนในตลาดไทยกำลังเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยถูกมองว่าเป็นการแข่งขันด้วย “สินค้าราคาถูก” วันนี้ผู้ประกอบการจีนสามารถยกระดับคุณภาพ เทคโนโลยี และความสามารถในการผลิตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ยังรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น
 
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของทุนจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเข้าสินค้า แต่ขยายไปสู่การลงทุน ตั้งฐานการผลิต และสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศไทย จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ไทยควรมองปรากฏการณ์นี้เป็น “ภัยคุกคาม” หรือ “โอกาส” และผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว


ภาพจาก www.facebook.com/eiamveerachai
 
คุณวีรชัย มั่นสินธร ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำคือ “ยอมรับความจริง” ว่าการแข่งขันจากจีนเข้มข้นขึ้นจริง และรูปแบบการแข่งขันในวันนี้ไม่เหมือนในอดีต
 
“วันนี้สินค้าจีนหลายกลุ่มพัฒนาคุณภาพขึ้นมาก ขณะที่ราคายังสามารถแข่งขันได้ ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีต้นทุนสูงและมีเงินทุนจำกัด ถูกกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก”
 
สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงการมีสินค้าจีนเข้ามาในตลาด แต่คือความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของคู่แข่ง หากผู้ประกอบการไทยยังใช้วิธีทำธุรกิจแบบเดิม ขณะที่คู่แข่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการแข่งขันของไทยก็อาจลดลงทีละน้อย
 
“เราเริ่มเห็นสัญญาณจากภาคการผลิตที่น่าจับตา โดยช่วงที่ผ่านมาโรงงานปิดมากกว่าเปิด และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าก็เป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย” คุณวีรชัยกล่าว
 
จีนไม่ได้แข่งแค่ค่าแรง แต่แข่งด้วย “Scale และ Ecosystem”
 
หนึ่งในคำถามสำคัญคือ เหตุใดผู้ประกอบการจีนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่ยังรักษาระดับราคาที่แข่งขันได้
 
คุณวีรชัยมองว่า จุดแข็งของจีนไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ Scale และ Ecosystem ที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วน เครื่องจักร ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงช่องทางการขาย
 
เมื่อองค์ประกอบต่างๆ เชื่อมโยงกันและสามารถผลิตในปริมาณมาก ต้นทุนต่อหน่วยจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้การพยายามให้ SME ไทยลงไปแข่งขันกับจีนด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะสม
 
“ถ้าให้ SME ไทยไปแข่งกับจีนด้วยราคาอย่างเดียว ผมไม่แนะนำ เพราะเราเลือกสนามที่เราเสียเปรียบตั้งแต่ต้น”
 
ทางออกจึงไม่ใช่การพยายามเป็น “จีนที่ราคาถูกกว่า” แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยทำได้ดีกว่า และลูกค้ายอมจ่ายให้ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ ความเฉพาะทาง นวัตกรรม การออกแบบ บริการหลังการขาย หรือการสร้างแบรนด์ เพราะหากสินค้าไม่มีความแตกต่างและเหมือนกับคู่แข่งทุกอย่าง การแข่งขันสุดท้ายก็จะย้อนกลับไปสู่เรื่องราคาอยู่ดี
 
“ทุนจีน” ไม่ใช่ปัญหา หากสร้างการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย
 

ภาพจาก www.facebook.com/eiamveerachai

สำหรับการเข้ามาของทุนจีน คุณวีรชัยเห็นว่า จำเป็นต้องแยกให้ออกระหว่าง “ทุนจีนเข้ามาลงทุน” กับ “ทุนจีนเข้ามาแล้วไม่ได้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย” การมีเงินทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้ามประเทศไทยยังต้องการทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “แล้วคนไทยได้อะไรจากการลงทุนครั้งนั้น”
 
หากการลงทุนจากต่างชาตินำวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร บุคลากร และ Supply Chain ของตัวเองเข้ามาทั้งหมด ขณะที่แทบไม่มีการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ตกอยู่กับประเทศก็อาจมีจำกัด ดังนั้น เป้าหมายของไทยไม่ควรหยุดอยู่ที่การดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องทำให้การลงทุนดังกล่าว เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยให้มากที่สุด
 
“ไม่ใช่แค่เข้ามาตั้งโรงงานแล้วจบ” คุณวีรชัยเน้นย้ำ
 
ฐานผลิตจีนในไทย “ภัยคุกคามหรือโอกาส” อยู่ที่การบริหารจัดการ
 
ในมุมของคุณวีรชัย การเข้ามาตั้งฐานการผลิตของทุนจีนสามารถเป็นได้ทั้งภัยคุกคามและโอกาส ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยเตรียมตัวและออกแบบระบบเศรษฐกิจไว้อย่างไร 
 
หากไทยไม่เตรียมตัว ผู้ประกอบการไทยอาจถูกแย่งตลาด หรือกลายเป็นผู้ที่อยู่นอก Supply Chain แต่หากมีระบบรองรับที่ดี การลงทุนเหล่านี้ก็สามารถกลายเป็น “สะพาน” เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ของจีนและตลาดโลกได้
 
เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ได้จริง ดังนั้น การผลักดัน Local Content จึงมีความสำคัญ แต่คุณวีรชัยมองว่า Local Content ไม่ควรหมายถึงการบังคับให้ใช้สินค้าหรือชิ้นส่วนไทยเพียงเพื่อให้ตัวเลขดูดี
 
สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้ผู้ผลิตไทยมีความสามารถมากพอที่จะได้รับเลือก
 
“ถ้าชิ้นส่วนไทยคุณภาพดี ราคาแข่งขันได้ ส่งมอบตรงเวลา และผ่านมาตรฐาน ผู้ผลิตต่างชาติก็มีเหตุผลที่จะซื้อจากเรา”
 
บทบาทของภาครัฐ คือ ควรช่วย SME ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยี เงินทุน และศักยภาพการผลิต เพื่อให้สามารถเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ได้อย่างแท้จริง 
 
เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้ต่างชาติ “ซื้อของไทย” แต่คือการทำให้ SME ไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนของต่างชาติ
 
3 เรื่องที่ SME ต้องทำ หากถูกสินค้าจีนกดราคา
 

ภาพจาก www.facebook.com/eiamveerachai

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญการแข่งขันด้านราคาโดยตรง คุณวีรชัยเสนอ 3 เรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ

หนึ่ง — ลดต้นทุนที่ไม่สร้างคุณค่า

ผู้ประกอบการต้องกลับไปดูระบบหลังบ้านอย่างจริงจังว่า จุดใดมีต้นทุนรั่วไหล เพราะการลดราคาสินค้าไม่ใช่สิ่งเดียวกับการลดต้นทุน หากลดราคาขายโดยไม่รู้โครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง อาจยิ่งทำให้ธุรกิจอ่อนแอลง

สอง — ใช้เทคโนโลยีให้เป็น
 
SME ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนในเครื่องจักรราคาแพงเสมอไป เครื่องมือดิจิทัลและ AI สามารถช่วยลดเวลาการทำงาน ลดงานซ้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรได้

สาม — หาตลาดและสร้างความแตกต่าง
 
หากสินค้าเหมือนกับคนอื่นทั้งหมด ธุรกิจก็จะถูกดึงเข้าสู่สงครามราคา แต่หากสามารถหา Niche ที่เหมาะกับตัวเองและสร้างคุณค่าที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก ก็จะสามารถสร้างพื้นที่การแข่งขันของตัวเองได้
 
SME ไม่ต้องรอให้ใหญ่ก่อนจึงใช้เทคโนโลยีได้
 

ภาพจาก www.facebook.com/eiamveerachai

ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีเป็นอีกเรื่องที่ SME จำนวนมากกังวล โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน คุณวีรชัยเสนอให้เปลี่ยนคำถามจาก “ต้องมีเงินเท่าไรถึงจะซื้อเทคโนโลยีได้” เป็น “ปัญหาอะไรของเราที่เทคโนโลยีช่วยแก้ได้”
 
ผู้ประกอบการอาจเริ่มจากจุดที่สร้างผลกระทบมากที่สุด เช่น ระบบบัญชี การจัดการสต็อก การขาย การบริการลูกค้า หรือการใช้ AI เพื่อลดงานเอกสาร
 
หลักสำคัญคือไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่ควรทดลองในขนาดเล็ก วัดผล และเมื่อเห็นผลจึงค่อยขยาย
 
“SME ไม่จำเป็นต้องใหญ่ก่อนถึงจะใช้เทคโนโลยีได้ แต่ต้องเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับขนาดของตัวเอง”
 
รัฐต้อง “เปิดการค้า” และ “แข่งขันเป็นธรรม” เดินไปด้วยกัน
 
ในมุมของคุณวีรชัย ประเทศไทยไม่ควรเลือกแนวทางปิดประเทศเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย เพราะท้ายที่สุดแล้วธุรกิจไทยเองก็ต้องแข่งขันในตลาดโลก แต่ Free Trade ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องปล่อยให้แข่งขันกันโดยไม่มีมาตรฐาน
 
ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรม ทั้งมาตรฐานสินค้า การตรวจสอบสินค้านำเข้า การป้องกันการสวมสิทธิ์ และการบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจที่ทำผิดกติกา รวมถึงการกำกับดูแลช่องทางออนไลน์ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม
 
กรณีที่มีการตรวจพบสินค้านำเข้าจากจีนแต่แสดงแหล่งกำเนิดเป็น Made in Thailand ถือเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยทั้งระบบ

“เราไม่ได้ต้องการปิดประตูจีน แต่ต้องการให้ทุกคนเล่นอยู่บนกติกาเดียวกัน”
 
จาก “จีนบุกไทย” ต้องคิดต่อว่า “ไทยบุกจีน” อย่างไร
 

ภาพจาก www.facebook.com/eiamveerachai

แม้จีนจะเป็นคู่แข่งรายใหญ่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีโอกาสสำหรับสินค้าไทย
 
คุณวีรชัยมองว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเลิกคิดว่าผู้บริโภคจีนกว่า 1,400 ล้านคนเป็นตลาดเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องแบ่งตลาดให้ชัด และศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มอย่างจริงจัง
 
กลุ่มสินค้าที่ไทยยังมีโอกาส ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป สินค้าเพื่อสุขภาพและ Wellness สินค้า Lifestyle ที่มีเอกลักษณ์ ตลอดจนสินค้าที่สามารถใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบและวัฒนธรรมไทย
 
แต่เหนือกว่าการเลือก “สินค้าอะไรไปขาย” คือการตอบคำถามว่า “ทำไมคนจีนต้องเลือกแบรนด์ไทย”
 
“เราไม่ควรเข้าไปจีนด้วยความคิดว่า ‘ของไทยดี คนจีนต้องซื้อ’ แต่ต้องเข้าไปด้วยคำถามว่า ‘สินค้าของเราช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าจีน’”
 
นี่คือการเปลี่ยนจากการขายด้วยความเชื่อของผู้ผลิต ไปสู่การสร้างสินค้าและแบรนด์จากความต้องการของตลาด
 
2–3 ปีข้างหน้า SME ต้อง “แข็งแรงกว่าเดิม” ไม่ใช่รอให้จีนหายไป
 
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังกังวลกับการแข่งขันจากจีน คุณวีรชัยฝาก 4 เรื่องที่ควรให้ความสำคัญในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า
  • รู้ต้นทุนตัวเองจริงๆ ไม่ใช่รู้เพียงต้นทุนสินค้า แต่ต้องรู้ว่าจุดไหนของธุรกิจมีเงินรั่วไหล 
  • ใช้เทคโนโลยีให้เป็น ไม่จำเป็นต้องตามทุกเทรนด์ แต่ควรเลือกเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการทำงาน 
  • เลิกแข่งในตลาดที่ไม่มีทางชนะ หากต้องแข่งขันสินค้าทั่วไปด้วยราคาอย่างเดียว ต้องหาทางออก ไม่ใช่ลดราคาตามคู่แข่งไปเรื่อยๆ
  • สร้างตลาดใหม่ มองจีนไม่เพียงในฐานะคู่แข่ง แต่ยังเป็นตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจได้
ท้ายที่สุด คุณวีรชัยมองว่า ผู้ประกอบการไทยไม่ควรเสียเวลาไปกับการพยายามทำให้สินค้าจีนหรือทุนจีนหายไปจากตลาด เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ สิ่งที่ทำได้คือ ทำให้ธุรกิจไทยแข็งแรงขึ้น
 
“ผมไม่อยากให้ผู้ประกอบการไทยคิดว่า ‘จีนมาแล้ว เราจะอยู่ไม่ได้’ ผมอยากให้เปลี่ยนคำถามเป็น ‘ในวันที่จีนเข้ามา เราจะปรับตัวอย่างไรให้ธุรกิจเราแข็งแรงกว่าเดิม’”
 
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะอยู่รอดในโลกการแข่งขันที่เปลี่ยนเร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ต้นทุนถูกที่สุดเสมอไป แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็ว รู้จักใช้จุดแข็งของตัวเอง และสามารถหาตำแหน่งที่ธุรกิจของตัวเองแข่งขันได้
 
โจทย์ของ SME ไทยจึงอาจไม่ใช่การ “สู้จีน” แต่คือการค้นหาให้ได้ว่า ในโลกที่จีนแข็งแรงขึ้นทุกวัน ไทยจะสร้างความแข็งแรงของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ยอดวิว TikTok สำคัญแค่ไหน? วิธี เปลี่ยนคนดูให้กล..
1,462
คู่มือเลือกเว็บปั้มไลค์สำหรับผู้ประกอบการ SME แล..
1,441
ปั้นยอดวิวเอง หรือ ใช้เว็บปั้มวิว ? เปรียบเทียบ..
1,316
ธุรกิจเพิ่งเริ่ม คนยังไม่รู้จัก ควรสร้าง Social ..
1,297
Indomie มาม่าขายดีในแอฟริกา 4,500 ล้านซอง/ปี! เบ..
446
กลยุทธ์สาขาเดียว คำตอบเดียวในความดัง Parameter
414
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด