บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
6 นาที
14 สิงหาคม 2569
กลยุทธ์สาขาเดียว คำตอบเดียวในความดัง Parameter
 

จากเมื่อวันก่อนที่คนไทยคุ้นเคยกับคำว่า “ไอศกรีม” มากกว่า “เจลาโต้” วันนี้ตลาดเจลาโต้ในประเทศไทยเดินทางมาไกล จากของหวานเฉพาะกลุ่มในร้านอาหารอิตาเลียน สู่สินค้าพรีเมียมที่แข่งขันกันด้วยวัตถุดิบ เรื่องราว และประสบการณ์
 
ช่วงปลายยุค 1990 ถึงต้น 2000 เจลาโต้เริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยผ่านร้านอาหารยุโรปและศูนย์การค้าระดับบน ทำให้ผู้บริโภคเริ่มเข้าใจว่า เจลาโต้แตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป ทั้งด้านเนื้อสัมผัส กระบวนการผลิต และคุณภาพของวัตถุดิบ
 
ต่อมาปี 2010 ตลาดเริ่มเข้าสู่ยุค Artisan Gelato เมื่อแบรนด์จากอิตาลีเข้ามาสร้างภาพจำของเจลาโต้ระดับพรีเมียม หนึ่งในแบรนด์ที่มีบทบาทคือ Ghignoni (กิโยนี่) มีต้นกำเนิดจากแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ก่อตั้งโดย Maestro Palmiro Bruschi ในปี 1981 และเข้ามาทำตลาดในไทยช่วงปี 2015 ช่วยตอกย้ำว่าเจลาโต้สามารถเป็นงานคราฟต์ที่มีเรื่องราวและคุณค่าได้
 
เมื่อเข้าสู่ยุคคาเฟ่และโซเชียลมีเดีย ช่วงปี 2020 เป็นต้นมา เจลาโต้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องรสชาติ แต่แข่งขันด้วยภาพลักษณ์ การออกแบบร้าน Packaging และ Storytelling จนกลายเป็น Lifestyle Dessert ที่ผู้บริโภคต้องการทั้งกินและแชร์ต่อ
 
กระทั่งปี 2026 PARAMETER เข้ามาเป็น “ผู้เล่นล่าสุด” ของตลาด ไม่ใช่ผู้บุกเบิกเจลาโต้ไทย แต่เป็นแบรนด์ที่ทำให้คำว่าเจลาโต้กลับมาอยู่ในกระแสวงกว้างอีกครั้ง ด้วยการวางตำแหน่งเป็น Classic Refined Gelato ระดับพรีเมียม พร้อมเรื่องราวของ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ อดีตพิธีกรและดีเจชื่อดังที่ใช้เวลาหลายปีศึกษาการทำเจลาโต้ ก่อนกลับมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง
 
จุดแข็ง PARAMETER ไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่การสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับราคา คุณภาพ งานคราฟต์ และคุณค่าของของหวานหนึ่งถ้วย จนทำให้ผู้บริโภคไม่ได้ถามเพียงว่า “อร่อยไหม” แต่ถามต่อว่า “อะไรทำให้เจลาโต้หนึ่งถ้วยมีมูลค่ามากขนาดนี้”
 
ท้ายที่สุด PARAMETER อาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นของตลาดเจลาโต้ไทย แต่เป็นภาพสะท้อนของตลาดยุคใหม่ ที่แบรนด์ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่ขายเรื่องราว ความเชื่อ และประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแตกต่างจากของหวานทั่วไป
 
เมื่อคนไม่ได้ซื้อแค่เจลาโต้ แต่ซื้อเรื่องราวคนสร้างแบรนด์
 

ภาพจาก https://citly.me/je4Cv

ก่อนที่ PARAMETER จะกลายเป็นกระแสจากประเด็นต่างๆ บนโลกออนไลน์ สิ่งที่ทำให้แบรนด์มีความโดดเด่นตั้งแต่เริ่มต้น คือ “Origin Story” หรือเรื่องราวจุดกำเนิดที่สามารถทำให้ผู้บริโภคหยุดฟังได้
 
ในยุคที่ตลาดอาหารและเครื่องดื่มมีแบรนด์ใหม่จำนวนมาก การมีสินค้าอร่อยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อของที่คล้ายกันได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือคำถาม “ทำไมแบรนด์นี้ถึงเกิดขึ้น”
 
จุดเริ่มต้น PARAMETER ที่สร้างความสนใจไม่ได้เริ่มจากคำว่า “ร้านเจลาโต้เปิดใหม่” แต่เริ่มจากเรื่องราวของ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ อดีตพิธีกรและดีเจชื่อดังที่หายจากวงการบันเทิงไปหลายปี ก่อนกลับมาในบทบาทใหม่กับการทำเจลาโต้ระดับพรีเมียม
 
เรื่องราวดังกล่าวสร้างคำถามทันทีในใจผู้บริโภคว่า
 

ภาพจาก https://citly.me/je4Cv

“อะไรทำให้คนที่มีชื่อเสียงและเส้นทางในวงการบันเทิง ยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเพื่อไปศึกษาเรื่องเจลาโต้”
 
คำถามนี้ทำให้แบรนด์มีมิติมากกว่าร้านของหวานทั่วไป เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองเพียงว่า PARAMETER ขายอะไร แต่สนใจว่า “ใครเป็นคนทำ” และ “ทำไมเขาถึงเลือกทำสิ่งนี้” นี่คือหลักการสำคัญของ Founder Story ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ระดับโลกจำนวนมากใช้ เพราะผู้คนมักเชื่อมโยงกับเรื่องราวของมนุษย์มากกว่าข้อมูลของสินค้า
 
ยกตัวอย่าง สินค้าที่มีเรื่องเล่าว่าเกิดจากความหลงใหล การเดินทาง การทดลอง หรือความพยายามหลายปี มักสร้างความรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าสินค้าที่เกิดขึ้นเพื่อขายเพียงอย่างเดียว
 
สำหรับ PARAMETER เรื่องราวผู้ก่อตั้งจึงทำหน้าที่เหมือน “ประตูบานแรก” ที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ ก่อนจะเข้าไปดูรายละเอียดของตัวสินค้า ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด Classic Refined Gelato วัตถุดิบ กระบวนการผลิต หรือประสบการณ์ภายในร้าน
 
ในมุมธุรกิจ Origin Story ยังช่วยสร้าง “เหตุผลของราคา” เพราะสินค้าพรีเมียมจำนวนมากไม่ได้แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ แต่แข่งขันด้วยคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้ เมื่อแบรนด์สามารถทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า เบื้องหลังสินค้าเกิดจากเวลา ความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจ ราคาจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงตัวเลข แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว
 
ดังนั้น ก่อนที่ PARAMETER จะดังจากกระแสดราม่า สิ่งที่ทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงตั้งแต่แรก คือ การมีเรื่องเล่าที่แข็งแรง เพราะในตลาดยุคใหม่ แบรนด์ที่คนจำได้ ไม่ใช่เพียงแบรนด์ที่ขายของดี แต่คือแบรนด์ที่มีเหตุผลว่าทำไมจึงเกิดขึ้นได้ 
 
เปลี่ยน “ไอศกรีม” ให้กลายเป็น Luxury Experience
 

ภาพจาก https://citly.me/je4Cv

หนึ่งในเหตุผลสำคัญทำให้ PARAMETER แตกต่างจากร้านไอศกรีมทั่วไป คือ การเลือกวางตำแหน่งสินค้าใหม่ จากเดิมที่ตลาดส่วนใหญ่มองไอศกรีมเป็นของหวานที่แข่งขันกันด้วย “รสชาติ ราคา และความคุ้มค่า” แต่ PARAMETER เลือกเดินไปอีกทาง ด้วยการสร้างภาพจำว่า นี่คือ “Classic Refined Gelato” ที่มีความละเอียดและประสบการณ์เฉพาะตัว
 
การเปลี่ยนคำเรียกจาก “Ice Cream” มาเป็น “Gelato” ไม่ใช่เพียงเรื่องภาษา แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดของผู้บริโภค เพราะคำว่า Gelato เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอิตาเลียน งานฝีมือ และความพิถีพิถันมากกว่าไอศกรีมทั่วไป
 
PARAMETER ไม่ได้สื่อสารเพียงว่าขายเจลาโต้รสชาติอร่อย แต่พยายามสร้างการรับรู้ว่า สินค้าหนึ่งถ้วยผ่านกระบวนการคิดและการผลิตที่ซับซ้อน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ วิธีการเตรียมส่วนผสม การควบคุมอุณหภูมิ ไปจนถึงรายละเอียดของเนื้อสัมผัส
 
องค์ประกอบเหล่านี้เป็นแนวทางเดียวกับแบรนด์ในตลาดพรีเมียมอื่นๆ เช่น ไวน์ กาแฟ Specialty หรือช็อกโกแลต Craft ที่ไม่ได้แข่งขันด้วยการเป็นสินค้าที่ถูกที่สุด แต่แข่งขันด้วยความเชี่ยวชาญ เรื่องราว และประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ
 
ตัวอย่างกรณี ตลาดกาแฟ Specialty ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพียงเพื่อดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว แต่จ่ายเพื่อรู้จักแหล่งปลูก วิธีคั่ว และแนวคิดของผู้ผลิต เช่นเดียวกับไวน์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสายพันธุ์องุ่น พื้นที่ผลิต และกระบวนการบ่ม ซึ่งเจลาโต้ของ PARAMETER ใช้หลักคิดเดียวกัน ทำให้รายละเอียดเบื้องหลังสินค้า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การบริโภค
 
นี่คือหลักสำคัญของ Luxury Branding คือการเพิ่มคุณค่าเชิงความรู้สึกให้กับสินค้า
 
เมื่อสินค้าไม่ได้ถูกวัดด้วยปริมาณหรือราคาเพียงอย่างเดียว คำถามจึงเปลี่ยนจาก “ทำไมไอศกรีมถ้วยนี้ถึงแพง” ไปเป็น “อะไรทำให้ไอศกรีมถ้วยนี้แตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป”
 
ดังนั้น PARAMETER จึงไม่ได้แข่งขันในสนามเดียวกับไอศกรีมตลาดแมส แต่สร้างสนามใหม่ที่แข่งกันด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ความคุ้มค่า” เพราะในตลาดไอศกรีมพรีเมียม ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่ได้มองหาสินค้าที่ถูกที่สุด แต่กำลังมองหาสินค้าที่มีเหตุผลมากพอที่ให้ความรู้สึกว่า การจ่ายเงินซื้อครั้งเดียวคุ้มค่ากับประสบการณ์ที่ได้รับ
 
สาขาเดียว กลายเป็นกลยุทธ์ Scarcity 
 

ภาพจาก https://citly.me/je4Cv

หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจของ PARAMETER คือการไม่ได้เร่งขยายจำนวนสาขา แต่ใช้แนวคิด “ความหายาก” หรือ Scarcity เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ ในโลกธุรกิจการมีหลายสาขามักถูกมองว่าเป็นความสำเร็จ เพราะหมายถึงการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่สำหรับแบรนด์พรีเมียมบางประเภท การมีสาขาจำกัดกลับช่วยสร้างคุณค่าและความรู้สึกพิเศษให้กับสินค้า
 
แนวคิดนี้คล้ายกับร้านอาหารระดับตำนานของไทย เช่น 
  • เจ๊ไฝ ร้านไข่เจียวปูระดับตำนานที่มีสาขาเดียวหน้ามหาดไทย มีลูกค้าต่อคิวข้ามวันและได้มิชลินสตาร์ต่อเนื่องยาวนาน 
  • ร้านวัฒนาพานิช (เอกมัย) ร้านเนื้อตุ๋น-แพะตุ๋น ที่มีหม้อน้ำซุปเคี่ยวข้ามวันข้ามคืนอายุกว่า 50 ปี เปิดขายในตึกแถวห้องเดียวแต่ขายดีและโด่งดังระดับโลก
  • หรือแม้แต่ ร้านมนต์นมสด ร้านขนมปังหน้าสังขยาสูตรเข้มข้นคู่กับนมสดร้อนๆ สมัยก่อนลูกค้าไม่มีตัวเลือกอื่นเลยนอกจากต้องขับรถหรือนั่งรถเมล์ไปต่อคิวยาวเหยียดที่เสาชิงช้า 
ร้านเหล่านี้ที่ไม่ได้เติบโตจากการเปิดสาขาจำนวนมาก แต่สร้างชื่อจากเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้ลูกค้ายอมเดินทางไปยังสถานที่นั้นโดยเฉพาะ หลักคิดสำคัญคือ “มีน้อย หายาก อยากลอง ทำให้เกิดการเดินทาง”
 
เมื่อสินค้าไม่ได้มีอยู่ทุกมุมเมือง การได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองจึงกลายเป็นประสบการณ์หนึ่งของลูกค้า จากเดิมที่ร้านเป็นเพียงสถานที่ซื้อของหวาน เปลี่ยนเป็น “Destination” หรือจุดหมายปลายทางที่ผู้บริโภคตั้งใจเดินทางไป
 
การมีสาขาจำกัดยังช่วยให้แบรนด์ควบคุมประสบการณ์ได้ง่าย ทั้งคุณภาพสินค้า การบริการ บรรยากาศร้าน และภาพลักษณ์โดยรวม

ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแบรนด์ที่วางตัวเองในตลาดพรีเมียม ในเชิงจิตวิทยาความหายากยังสร้างความรู้สึกว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่ของทั่วไป” ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าการได้ลองสินค้ากลายเป็นประสบการณ์พิเศษ ไม่ใช่เพียงการซื้อของหวานทั่วไป
 
คิวยาวกลายเป็นเครื่องมือการตลาด 
 
ยุคโซเชียลมีเดีย “คิวหน้าร้าน” ไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัดการให้บริการ แต่กลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ช่วยสร้างกระแสให้แบรนด์ ภาพลูกค้าจำนวนมากยืนรอหน้าร้าน ทำหน้าที่เป็น Social Proof หรือหลักฐานทางสังคมว่า ร้านนี้กำลังได้รับความสนใจ
 
ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ใช้พฤติกรรมของคนอื่นเป็นตัวช่วยประเมินคุณค่า เมื่อเห็นว่า “มีคนจำนวนมากยอมรอ” “มีคนยอมเดินทางไปซื้อ” “มีคนพูดถึงร้านนี้อย่างต่อเนื่อง” สิ่งเหล่านี้จะสร้างความรู้สึกว่า ร้านดังกล่าวต้องมีบางอย่างที่น่าสนใจ
 
ยิ่งในยุค TikTok และแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ภาพคิวหน้าร้านสามารถกลายเป็นเนื้อหาที่กระจายต่อได้อย่างรวดเร็ว เพราะตัวคิวเองกลายเป็นเรื่องราวที่ชวนตั้งคำถาม “ทำไมคนถึงยอมรอ” “ร้านนี้มีอะไรดี” และคำถามเหล่านี้เองที่ผลักให้คนจำนวนมากอยากไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ดังนั้น คิวจึงไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์จากความนิยม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการตลาด เพราะในบางกรณี “ภาพของความนิยม” สามารถสร้างความนิยมเพิ่มขึ้นได้อีก
 
ดราม่าทำให้แบรนด์ดังระดับประเทศ
 

ภาพจาก https://citly.me/je4Cv

ก่อนเกิดกระแสบนโลกออนไลน์ PARAMETER เป็นที่รู้จักหลักๆ ในกลุ่มคนที่สนใจของหวานพรีเมียมและสายอาหาร แต่เมื่อเกิดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับแบรนด์ เรื่องราวกลับขยายออกจากวงการอาหารไปสู่การสนทนาในวงกว้าง
 
ประเด็นต่างๆ ตั้งแต่เรื่องราคาสินค้า วิธีการรับประทานแบบ Pro แนวคิดเรื่องคุณภาพ คำพูดเกี่ยวกับ Mindset ไปจนถึงการตอบโต้กับผู้บริโภค กลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น
 
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แบรนด์ไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงในมุม “อร่อยหรือไม่อร่อย” แต่กลายเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคุณค่า ราคา รสนิยม และมุมมองต่อสินค้าพรีเมียม 
 
นี่คือปรากฏการณ์ทางการตลาดที่เรียกว่า Negative Attention ไปสู่ Brand Awareness คือ ปรากฏการณ์ที่แบรนด์ได้รับความสนใจในวงกว้างจากกระแสด้านลบ จนทำให้คนจำนวนมากรู้จักแบรนด์ แม้จุดเริ่มต้นเป็นกระแสวิจารณ์ ไม่ใช่คำชื่นชม กล่าวอีกด้านคือ “คนอาจไม่ชอบ แต่คนจำได้” ในหลายกรณี ความอยากรู้ก็เปลี่ยนเป็นการทดลองซื้อ หรือทดลองใช้จริง
 
แม้กระแสส่วนหนึ่งจะเป็นด้านลบ แต่ผลลัพธ์ก็คือ ทำให้คนจำนวนมากที่ไม่เคยสนใจเจลาโต้ ไม่เคยรู้จักชื่อ PARAMETER แต่ทำให้เกิดความอยากจะทดลองด้วยตัวเอง อยากลองชิม ในบางกรณีความเห็นต่างสามารถทำหน้าที่เหมือนการประชาสัมพันธ์ เพราะทำให้แบรนด์มีเรื่องให้ผู้คนพูดถึง ถือเป็นสิ่งที่แบรนด์ใหม่จำนวนมากพยายามสร้างขึ้นมา 
 
Founder กลายเป็น Media Channel 
 
ในยุคปัจจุบัน เจ้าของธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารเบื้องหลังอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็น “สื่อของแบรนด์” ได้ด้วยตัวเอง
 
กรณีของ PARAMETER ตัวตนของ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำแบรนด์ ทั้งความเชื่อ ความจริงจัง และความกล้าที่จะอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับตัวสินค้า ทุกครั้งที่ผู้ก่อตั้งออกมาพูด ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเบื้องหลังสินค้า การอธิบายแนวคิด หรือการตอบคำถามจากสังคม ชื่อของแบรนด์ก็ถูกพูดถึงต่อทันที
 
นี่คือพลังของ Personal Branding ที่ทำให้เจ้าของไม่ได้เป็นเพียงคนขายสินค้า แต่เป็นตัวแทนของแนวคิดและปรัชญาของแบรนด์ สำหรับธุรกิจยุคใหม่ คนไม่ได้ติดตามเพียงสินค้า แต่ติดตามคนที่อยู่เบื้องหลังสินค้าด้วย 
 
เหมือนกรณี “ตัน โออิชิ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์โออิชิ ใช้บุคลิก ความคิด และการสื่อสารของตนเองสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ทั้งการปรากฏตัวในโฆษณา การเล่าเรื่องธุรกิจ การจัดแคมเปญการตลาด และการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ จนทำให้ชื่อ “คุณตัน” กลายเป็นแบรนด์ไม่แพ้ชื่อสินค้า หลายคนรู้จักโออิชิผ่านตัวผู้ก่อตั้งก่อนที่จะรู้จักผลิตภัณฑ์เสียอีก
 
คุณตันยังต่อยอดแนวคิดเดิมมาสู่แบรนด์ “อิชิตัน” ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางการสื่อสาร ไม่ว่าจะทำกิจกรรมแจกทอง แจกบ้าน แจกเงินล้าน หรือการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เชื่อมโยงกับตัวผู้ก่อตั้งแทบแยกไม่ออก
 
ในต่างประเทศมีตัวอย่างลักษณะเดียวกัน เช่น Steve Jobs ที่ทำให้ Apple ถูกจดจำผ่านวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง หรือ Elon Musk ทุกการเคลื่อนไหวส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ Tesla และ SpaceX
 
กรณีของ PARAMETER จึงสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน คือ ผู้ก่อตั้งไม่ได้เป็นเพียงเชฟหรือเจ้าของร้าน แต่เป็น Media Channel ของแบรนด์ ทุกคำพูด ทุกการให้สัมภาษณ์ ทุกการแสดงความคิดเห็น ล้วนส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภค ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง แทบไม่ต้องพึ่งการโฆษณาแบบเดิม
 
PARAMETER ขาย “ความรู้สึกว่าค้นพบของพิเศษ”
 

ภาพจาก https://citly.me/je4Cv

หัวใจสำคัญของแบรนด์พรีเมียม ไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความรู้สึกที่ลูกค้าได้รับหลังการซื้อ ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงเจลาโต้หนึ่งถ้วย แต่ซื้อประสบการณ์ว่า “ฉันได้ลองสิ่งที่แตกต่างจากของทั่วไป”
 
ความรู้สึกนี้เหมือนกับการเดินทางไปกินร้านอาหารในตำนาน การค้นหาร้านลับ หรือการซื้อสินค้าที่มีจำนวนจำกัด เพราะคุณค่าของสินค้าถูกสร้างจากทั้งรสชาติ เรื่องราว และประสบการณ์ร่วม ดังนั้น PARAMETER จึงไม่ได้แข่งขันในฐานะร้านขายไอศกรีม แต่แข่งขันในฐานะแบรนด์ที่สร้างความรู้สึกพิเศษให้กับผู้บริโภค
 
คนดังช่วยสร้างกระแส จากร้านใหม่สู่แบรนด์ที่ถูกพูดถึง
 
อีหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ PARAMETER เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว คือ การได้รับการสนับสนุนจากบุคคลมีชื่อเสียง ทั้งในวงการบันเทิง นักธุรกิจ อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลสาธารณะ ที่ทยอยแวะไปชิมและแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย อาทิ
 
กลุ่มผู้จัดและดารารุ่นใหญ่
  1. พี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ผู้จัดละครและดีเจระดับตำนาน
  2. เอส-วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัย นักแสดงและผู้บริหารค่ายละคร
  3. มดดำ-คชาภา ตันเจริญ พิธีกรฝีปากกล้า เพื่อนสนิทของกฤษณ์ที่แวะไปรีวิวไอศกรีม
กลุ่มนักแสดงและนางแบบชื่อดัง
  1. วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ ดาราสาวและนักธุรกิจ
  2. แซมมี่ เคาวเวลล์ นางแบบและนักแสดงสาวชื่อดัง
  3. เก๋-ชลลดา สิริสันต์ เพื่อนสนิทที่ทำคลิป Vlog บุกไปรีวิวถึงร้านเพื่อช่วยสยบกระแสดราม่าเรื่องราคา
กลุ่มคนดังและนักการเมือง
  1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เคยร่วมต่อคิวลองชิมเจลาโต้ฝีมือของกฤษณ์เช่นกัน
สิ่งสำคัญคือ คนดังเหล่านี้ไม่ได้มาในฐานะพรีเซนเตอร์ แต่เป็นผู้บริโภคที่เข้าไปสัมผัสประสบการณ์จริง ทำให้คอนเทนต์ที่เผยแพร่ออกมามีความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบตรงไปตรงมา
 
ในเชิงการตลาด นี่คือพลังของ Social Proof เมื่อผู้บริโภคเห็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์เลือกใช้สินค้า ความสนใจและความอยากทดลองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งเมื่อคอนเทนต์จากคนดังผสานกับกระแสรีวิวของผู้บริโภคทั่วไป แบรนด์ก็ได้รับ Earned Media หรือการประชาสัมพันธ์จากการบอกต่อ แทบไม่ต้องซื้อสื่อโฆษณาใดๆ เลย
 
การมีผู้คนแวะเวียนมา PARAMETER เพื่อถ่ายภาพ เช็กอิน และแชร์ประสบการณ์ต่อเนื่อง ไม่เพียงสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ แต่ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าเป็นร้านที่ต้องไปลอง และทำให้ชื่อของร้านถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องบนโลกออนไลน์
 

ภาพจาก https://citly.me/je4Cv
 
สรุป
 
ความสำเร็จของ PARAMETER เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 4 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
  1. Scarcity สร้างคุณค่าจากความหายาก มีจำนวนจำกัด
  2. Storytelling ใช้เรื่องราวของผู้ก่อตั้ง สร้างแบรนด์ และสินค้าเพิ่มมูลค่า
  3. Social Proof ใช้การต่อคิว รีวิว และกระแสออนไลน์สร้างความน่าเชื่อถือ
  4. Controversy Marketing กระแสความเห็นต่าง ทำให้แบรนด์ได้รับการจดจำ
บทเรียนสำคัญคือ ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูง แบรนด์ไม่จำเป็นต้องสร้างการเติบโตด้วยการขายราคาถูก หรือเปิดสาขาจำนวนมากเสมอไป แต่สามารถเติบโตจากการสร้างเหตุผลให้คนอยากพูดถึง
 
เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเดินเข้าไปในร้าน อาจไม่ใช่เพียงคำว่า “อร่อย” แต่คือคำถามที่ว่า“มันดีจริงไหม และทำไมคนจำนวนมากถึงพูดถึง”
 
แหล่งข้อมูล 

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
774
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
542
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
366
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
361
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
349
ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวร..
349
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด