บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    กฎหมายและข้อบังคับ    ข้อพิพาท และความลับทางการค้า
2.3K
2 นาที
15 เมษายน 2558
อาวุธลับ (ตอนสอง) (บทความกฎหมายแฟรนไชส์)


 
อันนี้ถ้าเป็นการฟ้องคดีตามวิธีการเก่าจะไม่แถมน้ำจิ้มนี้ คนฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าแฟรนไชซีเอาความลับไปใช้  การพิสูจน์อย่างนี้ว่าไปแล้วไม่ง่ายเลย  ไม่เชื่อลองถามพวกทนายดูก็ได้

แต่เมื่อมีน้ำจิ้มอันนี้ แฟรนไชซีต้องเป็นฝ่ายเถียงเอาเองว่า

“ไม่จริ๊งไม่จริง……ฉันเป็นผู้ชายทั้งแท่งนะย่ะ”

ขอโทษ ไม่ใช่ครับ คือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ไม่ได้เอาความลับเขามาใช้  เช่น อาจพิสูจน์ว่าฉันแกะมันออกมาดู  ต้องซื้อมาแล้วโยนทิ้งไปตั้งหลายอันกว่าจะรู้ว่าเขาทำยังไง  อย่างนี้เขาเรียกว่า “วิศวกรรมย้อนกลับ” หรือรีเวิสร์เอ็นจิเนียริ่ง…… เดาะภาษาปะกิดเสียหน่อย

แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ คุณเอ๋ยลองคิดดูค่าเสียหายของเขาก็ต้องจ่าย  กำไรที่ทำได้มาก็ต้องคืน  แถมยังโดนเบิ้ลอีกสองเด้ง

คราวหน้า(ถ้ามี)ต้องทำให้แนบเนียนกว่านี้อย่าให้เขาจับได้…..เอ๊ย…..ไม่ใช่ผมจะบอกว่าคราวหน้าอย่าทำอีก

“ช้าก่อนโยม…..”

สงสัยผมจะลืมนิมนต์ท่านกลับวัด แต่ท่านก็ยังกลับไม่ได้หรอก  เพราะที่ว่ามานะแค่โทษในทางแพ่ง   ยังมีโทษอาญาอีก  แล้วจะให้ท่านกลับวัดได้ไง หมายความว่าไง ?  ประหารชีวิตเลยหรือถึงต้องนิมนต์พระมาสวด


ไม่ถึงขั้นนั้น ไม่ต้องตกใจ แค่เบาะ ๆ ติดคุกไม่เกินหนึ่งปีปรับไม่เกินสองแสน หรือทั้งจำทั้งปรับเท่านั้น

แฟรนไชซีที่ละเมิดความลับเขาแม้จะเป็นบริษัท ๆ ก็ต้องจ่ายค่าปรับไป  ไม่ต้องติดคุก เพราะเอาป้ายบริษัทไปติดคุกไม่ได้ ส่วนกรรมการก็เดินเข้าคุกไปตามระเบียบ เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเป็นบริษัทแล้วกรรมการจะไม่ผิด เหมือนกรรมการเซ็นเช็คแล้วเช็คเด้ง  กรรมการก็ติดคุกได้

ถ้ากรรมการคนไหนแสดงได้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยความลับคนอื่นเขาก็พอจะมีทางรอดได้   กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นได้ถ้าบริษัทมีกรรมการหลายคน ไม่อย่างนั้นทางสุดท้ายถ้าไม่อยากติดคุก ก็คงต้องเจรจายอมความกับแฟรนไชซอร์เขาให้ได้  ถ้ายอมกันได้ก็ไปเสียค่าปรับอย่างเดียว  ไม่ต้องติดคุก

โทษที่กฎหมายกำหนดค่อนข้างแรงสำหรับคนทำธุรกิจ เอาแค่ถูกขังในโรงพักสักวันผมว่าก็ไม่ค่อยน่าลองเท่าไรแล้ว บางคนเปรียบเทียบว่าคุกตารางนะเป็นสถานที่อโคจร เหมือนอาร์ซีเอ ผมเห็นด้วยอยู่เหมือนกัน  แต่ถ้าให้เลือกผมเลือกไปตกนรกที่อาร์ซีเอ

แม้คนไปที่นั่นเดี๋ยวนี้เขาจะไม่นิยมสายเดี่ยวแล้วก็ตาม แต่ก็มีอะไรน่าดูน่ายลกว่าผู้ต้องขังที่เปลือยอก (สายเดี่ยวก็ไม่มี เพราะอากาศร้อน) เยอะเลยคุณว่าจริงไหม

เอาเป็นว่าคนทำแฟรนไชส์ทั้งหลายจะทำอะไร  ก็คิดหน้าคิดหลังให้ดี  อย่าคิดทำอะไรที่เอาขาไปแหย่ในตาราง  มันไม่ค่อยสนุกเท่าไรหรอก กฎหมายนี้มีผลใช้บังคับวันที่ 23 กรกฎาคม 2545  และไม่มีผลบังคับย้อนหลัง


 
อันนี้คงทำให้หลายคนโล่งอกได้บ้าง (นิดหน่อย)

ใครที่เอาความลับของเขาไปเปิดเผย เอาไปใช้ แม้จะเป็นความผิดตามกฎหมาย  แต่ถ้าได้ทำไปก่อนกฎหมายใช้บังคับ ก็พ้นกรงเล็บกฎหมายนี้ไปได้ สินค้าที่ผลิตขึ้นโดยละเมิดความลับของผู้อื่น กฎหมายก็ให้โอกาสขายออกให้หมดภายในหนึ่งปี  นับแต่วันที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ คงเป็นช่องทางให้หายใจหายคอได้บ้าง

แต่จำไว้ว่าแฟรนไชซอร์ที่ได้รับเสียหาย  เขาอาจจะหันกลับไปฟ้องตามกฎหมายเดิมได้ แม้จะลำบากหน่อย  เพราะขาดไม้เด็ด  หรือไม่มีน้ำจิ้ม  แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะใช้ป้องกันสิทธิของตัวเองได้ อย่างที่บอกตอนแรกกฎหมายที่ว่านี้ไม่ได้ออกมาเพื่อใช้กับธุรกิจแฟรนไชส์โดยตรง

แต่มีวัตถุประสงค์ให้ทำธุรกิจกันอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบกันโดยขโมยความลับของคนอื่นมาใช้ จึงเข้าทางแฟรนไชส์พอดี  เพราะแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่มีอะไรลับ ๆ ที่ต้องปิด  และรู้กันอยู่ในกลุ่มคนบางพวกเท่านั้น แฟรนไชซีทั้งหลายอาจรู้สึกว่า กฎหมายฉบับนี้ฝ่ายแฟรนไชซอร์จะได้ประโยชน์ ผมว่าก็คงห้ามไม่ได้  ถ้าจะคิดอย่างนั้น


แต่ก็ต้องยอมรับว่าความลับของใคร ใครก็หวงจริงไหม  ไม่เชื่อลองใครไปเปิดเผยความลับของแฟรนไชซีดูบ้างซิ ผมว่าก็คงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเหมือนกัน

ใครจะได้ประโยชน์  ใครจะเสียประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้  ผมคงไม่ไปเกี่ยวด้วยหรอกครับ  แต่ที่เขียนเรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นกฎหมายใหม่ และผลกระทบต่อคนทำธุรกิจแฟรนไชส์  เลยอยากเอามาเล่าให้ฟังกัน