บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
3 นาที
25 มิถุนายน 2569
หายนะประเทศไทย เศรษฐกิจแย่ คนแก่ล้นเมือง! ตกงาน 4 แสน แย่สุดใน 40 ปี
 

คนไทยในวันนี้มองปัญหาเรื่องปากท้องตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วิกฤติของแพง ค่าแรงเท่าเดิม เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก สะท้อนได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 
 
ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 51.8 จุด ซึ่งเป็นการลดลงในระดับที่น่ากังวล พร้อมกันนี้ยังมีตัวเลขจากการสำรวจที่น่าสนใจอีกคือ
  • 66% ของคนไทยตัดสินใจใช้จ่ายอย่างรัดกุมขึ้น
  • 49% ของคนไทยรอซื้อของเฉพาะช่วงลดราคา
  • 71% ของคนไทยมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในขั้นแย่
  • 41% ของคนไทยมองเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมเป็นเรื่องที่แก้ได้ยาก
คนไทยทุกวันนี้มีเงินเก็บ VS หนี้! อะไรมากกว่ากัน
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจเพราะหนี้ครัวเรือนไทยตอนนี้ประมาณ 86.8% ต่อ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 16.44 ล้านล้านบาท เฉลี่ยหนี้สินต่อครัวเรือประมาณ 7.4 แสนบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 4 ปี 
 
เหตุผลส่วนใหญ่ของการเป็นหนี้กว่า 77% เป็นการกู้เพื่ออุปโภคบริโภค เช่นการกู้มาเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ (45%) , กู้เพื่อใช้จ่ายส่วนบุคคล (33%) และการกู้เพื่อซื้อรถยนต์ (11%) เป็นต้น 
 
ในขณะที่การกู้เพื่อประกอบอาชีพมีสัดส่วนประมาณ 18% เท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นข้อมูลจากเครดิตบูโรยังพบว่าคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี มีหนี้เสียจากสินเชื่อส่วนบุคคลบัตรเครดิตพุ่งสูงมาก ขณะที่กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี ก็เริ่มมีปัญหาหนี้ที่เกิดจากการเช่าซื้อรถยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ 
 
สวนทางกับเรื่องของเงินเก็บและรายได้ มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ครอบครัวไทยกว่า 46.3% ไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นตกงาน , เจ็บป่วย ครัวเรือนเหล่านี้จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติทันที
 
และแม้จะมีข้อมูลที่ระบุว่าคนไทยกว่า 90% มีบัญชีธนาคาร แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้เป็นเพียงทางผ่านหรือใช้เพื่อทำธุรกรรม Digital Payment เท่านั้น นอกจากนี้ถ้าดูลึกลงไปอีกพบว่า
  • กลุ่มเงินเก็บต่ำกว่า 50,000 บาท มีสูงถึง 116 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดของบัญชีรวมทั้งประเทศ
  • กลุ่มเงินเก็บ 50,000 – 1 ล้านบาท มีรวมกันประมาณ 12 ล้านบัญชี
  • กลุ่มเงินเก็บมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีประมาณ 1.6 แสนบัญชี
จากข้อมูลดังกล่าวนี้จะเห็นว่าคนไทยยอมเป็นหนี้เพื่อรักษาระดับคุณภาพชีวิตเดิมเอาไว้ ซึ่งในระยะยาวจะกลายเป็น ระเบิดเวลา ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีภาระหนี้ตั้งแต่เริ่มทำงาน และคนรุ่นเก่าไม่มีเงินก้อนพอสำหรับวัยเกษียณ และแน่นอนว่าจะเป็นปัญหาที่ซึมลึกมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจนด้วย
 
เศรษฐกิจรอบนี้แย่ที่สุดในรอบ 40 ปี?
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ถ้าดูจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของคุณตัน ภาสกรนที ที่ร่วมออกรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ซึ่งแสดงความเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้แย่สุดในรอบ 40 ปี ถ้าวิเคราะห์กันจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงในความรู้สึกของคนทำธุรกิจอันมีเหตุผลคือ

ปี 2540 เป็นวิกฤตจาก บนลงล่าง ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากในตอนนั้นคือ สถาบันการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และคนรวย แต่สำหรับประชาชนทั่วไปหรือภาคเกษตรยังรองรับได้ ทำให้ยังพอมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก
 
วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นแบบล่างขึ้นบนและซึมลึก วิกฤติในรอบนี้เห็นได้ชัดว่าคนชั้นกลางและประชาขนทั่วไปก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก กำลังซื้อลดลงอย่างรุนแรงจากหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก 
 
รวมถึงการเข้ามาของทุนต่างชาติและสินค้าราคาถูกที่กินรวบตลาด SME ไทย ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กแทบไม่มีช่องว่าง มันจึงเป็นความรู้สึกแบบ ต้มกบ คือค่อยๆ ตายไม่ได้ระเบิดครั้งเดียวจบแบบปี 40
 
และถ้าคิดจะสู้วิกฤติรอบนี้สำหรับคนทั่วไปหรือผู้ที่ทำธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ควรที่จะก่อหนี้เพิ่ม เพราะการรักษาสภาพคล่องในตอนนี้คือสิ่งสำคัญมาก และหากเป็นไปได้ให้เปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน 
 
สำหรับคนที่มีภาระหนี้สินอาจต้องยอมการยอมตัดใจขายทรัพย์สินบางส่วน เช่นบ้าน, รถ, ที่ดิน , ทอง เพื่อเคลียร์หนี้เก่าและเก็บเงินสดไว้ ดีกว่าการกู้เงินใหม่มาโปะเงินเก่า ซึ่งมีแต่จะทำให้จมหนักไปเรื่อยๆ 
 
ตอกย้ำว่าแย่ด้วยอัตราคนตกงานกว่า 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.9%
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงต่อเนื่องระหว่างรายได้และการว่างงาน ข้อมูลจากไตรมาสที่ 1 ปี 2569 แม้ภาพรวมอัตราการว่างงานจะดูเหมือนต่ำประมาณ 0.9 – 1.0 % แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่ามีอัตราคนตกงานเพิ่มขึ้นกว่า 9.9% หรือคิดเป็นตัวเลขคือกว่า 4 แสนคน 
 
เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่อยู่ที่ 2.8 แสนคน หรือคิดเป็น 0.70% โดยในจำนวนนี้มีผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 8.7 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 27.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
 
นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าตกใจกว่าเพราะประเมินว่าในปี 2569 จะมีแรงงานถูกเลิกจ้างเฉลี่ย 40,000 คน/เดือน หรือรวมแล้วอาจพุ่งสูงกว่า 480,000 คนใน1ปี หนักสุดคือในภาคการผลิต , ค้าปลีก และก่อสร้าง
 
คนที่ยังไม่ตกงานก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเพราะในหลายอุตสาหกรรมเจอปัญหารายได้ลดลงจากโอทีที่น้อยลง แถมในบางอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวด้วยการลดชั่วโมงทำงาน มีผลโดยตรงต่อรายได้ของลูกจ้าง 
 
ทั้งนี้อย่ามองว่าปัญหาว่างงานไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะเมื่อคนไม่มีงานไม่มีเงิน จำเป็นต้องเข้าสู่งานอิสระที่ขาดสวัสดิการ เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงของชีวิตและครอบครัวในระยะยาว 
 
รวมถึงเมื่อเงินไม่มีสิ่งแรกที่จะทำคือการหยุดจ่ายหนี้ก็เป็นผลไปถึงปัญหาหนี้เสียตามที่ได้กล่าวไป ต่อเนื่องไปถึงภาวะยากจนและสังคมผู้สูงวัยที่ไร้คุณภาพอันเนื่องจากการไม่มีเงินเก็บออมเพียงพอสำหรันบั้นปลายชีวิต
 
ผู้สูงวัยในเมืองไทย 14.25 ล้านคนและจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2576
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ทั้งเรื่องคนว่างงาน ตกงาน รายได้น้อยกว่ารายจ่าย สัมพันธ์มาถึงสังผู้สูงวัย ที่ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสมบูรณ์ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนกว่า 14.25 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 21.99% ของประชากร และคาดว่าจะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดภายในปี 2576 โดยมีสัดส่วนผู้สูงวัยเกิน 28% ของประชากร 
 
และด้วยภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนักตัวเลขจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุประมาณ 4.4 - 5 ล้านคน) ที่ยังคงต้องทำงานต่อ ไม่ใช่ทำเพื่อความสนุก แต่เป็นเพราะ รายได้ไม่พอรายจ่าย อันเนื่องจากผู้สูงอายุในไทยกว่า 43% ยังคงมีหนี้สินเฉลี่ยที่ 130,000 บาท/คน 
 
สะท้อนให้เห็นได้อีกด้านว่าโครงสร้างครอบครัวไทยที่ลูกหลานมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ แต่พิษเศรษฐกิจทำให้โครงสร้างนี้เปลี่ยนไปสิ้นเชิง คนวัยทำงานที่ไม่มีกำลังมากพอจึงแบกรับภาระไม่ไหว สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตที่ระบุว่า กลุ่มวัยทำงานอายุ 30-45 ปี มีความเครียดสะสมสูงสุด โดยสาเหตุหลักคือ หนี้สิน และ ภาระการดูแลคนในครอบครัว
 
ยกเคสบ้านบางแค รอคิว 15 ปี ตอกย้ำวิกฤติเศรษฐกิจ
 
กรณีนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดว่าประเทศไทยไม่มีระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครอบคุลม และโครงสร้างครอบครัวไทยที่ให้ลูกหลานดูแล ตอนนี้กลายเป็นต้องการให้รัฐเข้ามาดูแลเพราะลูกหลานเองก็ยังเอาตัวไม่รอด 
 
แม้ว่าสถานดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่แค่ที่บ้านบางแค แต่เป็นที่ไหนๆ ก็ตามมีค่าใช้จ่ายเสมอ มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่ อย่างบ้านบางแครองรับผู้สูงอายุได้ 250 คนขณะที่มีจำนวนผู้รอคิวมากกว่า 6,000 คน 
 
ปัญหานี้บอกเราได้ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องการ ระบบประกันสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุที่บูรณาการมากกว่านี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ คนวัยทำงานก็แย่ ดูแลตัวเองก็ยาก แถมผู้สูงวัยก็เริ่มมีเยอะขึ้นมาก ทุกปัญหาคือสิ่งที่ประชาขนจะแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องรอภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือเพื่อฝ่าวิกฤตินี้ออกไปให้ได้
 
สถานการณ์แบบนี้คนทำธุรกิจเอง ก็ต้องเตรียมรับมืออย่างรอบด้าน จากรายได้ที่น้อยลง หนี้สินที่เพิ่ม ส่งผลให้พฤติกรรมลูกค้าเน้นความคุ้มค่ามากขึ้น 
 
โมเดลธุรกิจยุคใหม่ต้องเลิกหวังการเติบโตจากปริมาณการบริโภคล้วหันมาเน้น การทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำ (Retention) ด้วย Loyalty Program หรือการทำโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ความจำเป็น ธุรกิจที่ช่วยลูกค้า ประหยัดต้นทุน จะได้รับความนิยมมากกว่าสินค้าใหม่ที่ราคาสูง 
 
ในส่วนของการรับมือกับสังคมผู้สูงวัยคนทำธุรกิจต้องไม่มองว่าผู้สูงอายุจะรวยทุกคน แต่ต้องออกแบบโมเดลราคาที่เข้าถึงง่าย เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีรายได้จำกัดและต้องบริหารเงินออมให้เพียงพอกับการใช้ชีวิต
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
450
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
445
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
437
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
425
วางแผนอนาคตให้ยืดหยุ่นได้ ด้วยเทคนิคทำสินเชื่อรถ..
421
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
419
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด