บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
259
3 นาที
17 มิถุนายน 2569
แฟรนไชส์ Babi Steamed Bun ซาลาเปาลูกละ 3 บาท สร้างรายได้ 6.5 พันล้านบาท


จากอาหารเช้าริมทางที่ดูเรียบง่ายอย่าง “ซาลาเปา” ที่หลายคนมองว่าอาจจะไม่สามารถสร้างธุรกิจระดับพันล้านหยวนได้ แต่สำหรับ “หลิว ฮุ่ยผิง” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “บาบี สตีมด์บัน” เขากลับมองเห็นโอกาสในตลาดขนาดมหาศาล และใช้แนวคิดธุรกิจสมัยใหม่เข้ามายกระดับอาหารพื้นบ้านให้กลายเป็นธุรกิจระดับอุตสาหกรรมขยายได้หลายพันสาขา 
 
เรื่องราวของเขาไม่เพียงสะท้อนเส้นทางชีวิตจากศูนย์สู่ความสำเร็จ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการสร้างแบรนด์ การวางกลยุทธ์ และการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเมืองใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
 
เรื่องราวและจุดเริ่มต้น Babi Steamed Bun
 

ภาพจาก https://citly.me/4vqkY

จากเด็กหนุ่มที่ต้องลาออกจากโรงเรียนกลางคันในภาคตะวันออกของจีน สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจซาลาเปาที่ทำรายได้สูงถึง 1,356 ล้านหยวน เรื่องราวของ “หลิว ฮุ่ยผิง” กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาความสำเร็จของผู้ประกอบการจีนยุคใหม่
 
เรื่องราวของ หลิว ฮุ่ยผิง ชายวัย 49 ปี ชาวมณฑลอันฮุย จำเป็นต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายก่อนกำหนด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว โดยช่วงแรกเขาเริ่มต้นจากการเรียนรู้งานช่างเฟอร์นิเจอร์ ก่อนจะค้นพบเส้นทางใหม่ในธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะ “ซาลาเปา” ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต
 
ในปี 1998 เขาตัดสินใจกู้เงิน 4,000 หยวน เพื่อเดินทางไปยังนครเซี่ยงไฮ้และเปิดร้านซาลาเปาเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ที่ยังไม่มากพอ ธุรกิจกลับล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และทำให้เขาต้องแบกรับหนี้สิน
 
แม้ต้องเผชิญความล้มเหลว หลิวไม่ยอมแพ้ เขารับจ้างทำงานหลากหลายเพื่อประทังชีวิต ตั้งแต่ขายอาหารทะเล รับจ้างฆ่างูในตลาด ไปจนถึงทำงานเป็นพ่อครัว พร้อมกับสั่งสมประสบการณ์และทักษะด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง
 
ท่ามกลางอุปสรรค เขายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดอาหารเช้าในเมืองใหญ่ ซึ่งเขาเคยกล่าวไว้ว่า “ในเซี่ยงไฮ้มีประชากรกว่า 25 ล้านคน หากแต่ละคนใช้จ่ายเพียง 4 หยวนในตอนเช้า ก็สามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ได้”
 
กระทั่งปี 2001 หลิวกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ด้วยการเปิดร้านอาหารเช้าในชื่อ “Master Liu’s Steamed Bun” โดยคราวนี้เขาใช้วิธีศึกษาตลาดอย่างจริงจัง เดินชิมร้านขนมท้องถิ่นจำนวนมาก เพื่อค้นหาจุดอ่อนของตลาด ทั้งด้านสุขอนามัยและรสชาติที่ลดลงจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมจำนวนมาก
 
จากการเรียนรู้ดังกล่าว เขาเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และยืนยันการสับไส้ด้วยมือเพื่อคงรสชาติดั้งเดิม พร้อมตั้งราคาขายเพียง 0.7 หยวนต่อลูก (ประมาณ 3.5 บาท) ส่งผลให้ร้านได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว สามารถปลดหนี้ได้ และสร้างรายได้ถึง 300,000 หยวนในเวลาไม่นาน
 
สร้างแบรนด์ปรับภาพลักษณ์เทียบเท่าตะวันตก 
 

ภาพจาก https://citly.me/4vqkY

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งยอมรับว่าไม่กล้านำซาลาเปาของเขาไปทานที่ทำงาน เพราะมองว่า “เชย” ในยุคที่อาหารฟาสต์ฟู้ดตะวันตกกำลังได้รับความนิยม เหตุการณ์นี้ทำให้หลิวตระหนักว่า “แบรนด์” คือหัวใจสำคัญของการเติบโต
 
เขาจึงตัดสินใจรีแบรนด์ร้านใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “Babi Steamed Bun” เพื่อให้ภาพลักษณ์ทันสมัยและสอดคล้องกับกระแสร้านอาหารตะวันตก เช่น McDonald’s และ KFC
 
“เราต้องการทำให้อาหารเช้าสไตล์จีนดูทันสมัย และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น” หลิวกล่าว
 
การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ได้ผลเกินคาด ทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักและขยายสาขาอย่างรวดเร็วทั่วนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะพัฒนาเป็นเครือข่ายร้านอาหารเช้าขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา
 
“บาบี สตีมด์บัน” (Babi Steamed Bun) ก่อตั้งขึ้นในปี 2003 ที่นครเซี่ยงไฮ้ โดย “หลิว ฮุ่ยผิง” ภายใต้บริษัท Zhongyin Babi Food Co., Ltd. ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตซงเจียง และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2020 นับเป็นบริษัทซาลาเปารายแรกของจีนที่เข้าตลาดทุน
 
แบรนด์มุ่งเน้นธุรกิจร้านอาหารเช้าแบบเชน ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งสไตล์จีน ระบบกระจายสินค้าแบบโซ่ความเย็น (Cold Chain) และการขยายสู่ธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ (New Retail)
 
ในช่วงเริ่มต้น บาบีเน้นจำหน่ายเมนูดั้งเดิม เช่น ซาลาเปาและหมั่นโถว ก่อนจะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2014 ได้เซ็นสัญญากับนักแสดงชื่อดัง “เฉินหลง” เป็นพรีเซนเตอร์ และได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งใน 100 บริษัทอาหารชั้นนำของจีน
 
ติดอันดับ 10 แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดสไตล์จีนยอดนิยม
 

ภาพจาก https://citly.me/Uq3ia
 
ต่อมาในปี 2015 บริษัทได้รับเงินลงทุนรอบแรกมูลค่า 150 ล้านหยวน เพื่อเร่งการขยายสาขา และในปี 2018 ได้เข้าร่วมโครงการอาหารเช้าของนครเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ปี 2019 ติดอันดับ “10 แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดสไตล์จีนยอดนิยม”
 
ณ ปี 2024 บาบีมีสาขามากกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งร้านที่บริหารเอง แฟรนไชส์ และบริการจัดเลี้ยงกลุ่ม พร้อมได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ เช่น “เครื่องหมายการค้ามีชื่อเสียงของเซี่ยงไฮ้” และ “แบรนด์ชั้นนำของเซี่ยงไฮ้”
 
ด้านผลประกอบการ รายงานไตรมาส 3 ปี 2025 ระบุว่า บริษัทมีรายได้รวม 1,356 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 12.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 201 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 3.5% อย่างไรก็ตาม กำไรในไตรมาส 3 เพียงไตรมาสเดียวลดลง 16.07% สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ยังคงรุนแรง
 
ขณะเดียวกัน บริษัทเผชิญกับความท้าทายจากจำนวนสาขาที่ปิดตัวเพิ่มขึ้น โดยในปี 2024 มีร้านปิดถึง 926 แห่ง รวมถึงข้อจำกัดด้านการขยายอิทธิพลนอกภูมิภาคจีนตะวันออก
 
เพื่อตอบโจทย์ตลาด บาบีได้เปิดตัวรูปแบบร้านใหม่ “Babi Handmade Xiaolongbao” ที่เพิ่มพื้นที่นั่งรับประทานในร้าน และขยายไลน์สินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิลและกระจายต้นทุน
 
ทั้งนี้ แบรนด์ยังคงยึดแนวคิด “สร้างแบรนด์ด้วยความซื่อสัตย์ สร้างคุณภาพด้วยความประณีต” พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยทางอาหาร การคัดเลือกซัพพลายเออร์คุณภาพ และระบบการผลิตที่โปร่งใสตรวจสอบได้

ปัจจุบัน “บาบี สตีมด์บัน” ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายของตลาดซาลาเปาและติ่มซำที่มีการแข่งขันสูงและกระจายตัวอย่างมากในประเทศจีน
 
กลยุทธ์ “Babi Steamed Bun” จากร้านซาลาเปาข้างทาง สู่แบรนด์พันล้าน
 
ภาพจาก https://citly.me/p7Hwc

ความสำเร็จของ “Babi Steamed Bun” ไม่ได้เกิดจากสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ที่มาจากการวางกลยุทธ์ธุรกิจอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการสร้างแบรนด์ โดยสามารถสรุปแกนกลยุทธ์หลักได้ดังนี้
 
1. ปั้นอุตสาหกรรมพื้นบ้านให้เป็นระบบ (Industrialization)
 
หนึ่งในหัวใจสำคัญของ Babi คือการเปลี่ยน “ซาลาเปา” จากอาหารสตรีทฟู้ดแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นธุรกิจที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรม บริษัทใช้โมเดล “ผลิตส่วนกลาง และ กระจายสินค้าแบบ Cold Chain” ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ รสชาติ และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการขยายสาขาในวงกว้าง
 
2. กลยุทธ์ราคาคุ้มค่า (Value for Money)
 
Babi เลือกวางตำแหน่งสินค้าให้ “เข้าถึงง่าย” โดยตั้งราคาไม่สูง แต่ยังคงคุณภาพวัตถุดิบ เช่น การใช้เนื้อหมูคุณภาพดีและการผลิตที่ได้มาตรฐาน แนวคิดนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถครองตลาดมวลชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคอาหารเช้าในเมืองใหญ่
 
3. สร้างแบรนด์ให้ทันสมัย (Modern Branding)
 
จากจุดเริ่มต้นที่ถูกมองว่า “เชย” หลิว ฮุ่ยผิง เลือกรีแบรนด์ใหม่เป็น “Babi” เพื่อให้มีภาพลักษณ์แบบตะวันตก คล้ายแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดอย่าง McDonald’s หรือ KFC กลยุทธ์นี้ช่วยเปลี่ยน perception ของ “อาหารจีนดั้งเดิม” ให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย และขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น
 
4. โมเดลขยายสาขาแบบผสม (Hybrid Expansion)
 
Babi ใช้ทั้งร้านที่บริษัทบริหารเอง และแฟรนไชส์ควบคู่กัน โมเดลนี้ช่วยให้แบรนด์ขยายตัวได้รวดเร็ว โดยใช้เงินลงทุนจากพาร์ตเนอร์ ขณะเดียวกันยังคงควบคุมมาตรฐานผ่านระบบซัพพลายเชนกลาง
 
5. เจาะตลาด “อาหารเช้า” อย่างชัดเจน (Category Focus)
 
แทนที่จะแข่งขันในตลาดอาหารทั้งหมด Babi เลือกโฟกัสเฉพาะ “มื้อเช้า” ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีความถี่ในการซื้อสูง การโฟกัสนี้ทำให้แบรนด์สามารถสร้างความเชี่ยวชาญ และกลายเป็น Top of Mind ในหมวดอาหารเช้า

6. ควบคุมคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่น (Food Safety & Transparency)
 
แบรนด์ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอาหารอย่างมาก ผ่านการคัดเลือกซัพพลายเออร์ การผลิตแบบโปร่งใส และระบบตรวจสอบย้อนกลับ สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความไว้วางใจในตลาดที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องคุณภาพอาหาร

7. ต่อขยายโมเดลสู่ New Retail
 
นอกจากหน้าร้าน Babi ยังพัฒนาไปสู่ช่องทางใหม่ เช่น อีคอมเมิร์ซ และการขายแบบกึ่งสำเร็จรูป ช่วยเพิ่มรายได้และลดการพึ่งพาร้านค้าหน้าสาขาเพียงอย่างเดียว
 
8. ปรับรูปแบบร้านเพื่อเพิ่มรายได้ต่อบิล
 
ในระยะหลัง Babi เริ่มทดลองโมเดลร้านใหม่ เช่น “Babi Handmade Xiaolongbao” ที่มีพื้นที่นั่งรับประทาน กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ (Average Ticket Size) และยกระดับแบรนด์จาก Grab & Go ไปสู่ประสบการณ์ร้านอาหาร
 
สรุป
 
ในวันที่ตลาดอาหารมีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น “บาบี สตีมด์บัน” แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสินค้า แต่อยู่ที่การมองเห็นโอกาส การสร้างความแตกต่าง และการวางระบบธุรกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน จากร้านซาลาเปาเล็กๆ สู่เครือข่ายหลายพันสาขาทั่วประเทศ เส้นทางของหลิว ฮุ่ยผิง จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำอาหาร แต่คือบทพิสูจน์ของการเปลี่ยนของกินธรรมดาให้กลายเป็นธุรกิจระดับอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง
 
แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
แฟรนไชส์ “ธงไชย ผัดไทย” ปั้นอาชีพคนไทย ลงทุนหลัก..
671
2 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนพฤษภาคม 2569
499
Solopreneur ทำธุรกิจแฟรนไชส์แบบ “ลุยเดี่ยว” เปิด..
394
7 แฟรนไชส์ลงทุนในวัยเกษียณ! ไม่ง้อลูกหลาน ทำงานด..
392
หมดกระแส แฟรนไชส์เคยฮิต ติดลมบนไม่เกิน 2 ปี
384
รวมแฟรนไชส์ จากภูธร สู่เมืองกรุง มากกว่า 2,400 ส..
384
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด