บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    โอกาสทางธุรกิจ    ช่องทางทำกิน
276
5 นาที
13 กรกฎาคม 2569
ถอดรหัส "ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" ใครได้ ใครเสีย?
 

สำหรับคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง โครงการ "ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อาจดูเป็น "โอกาสทอง" ที่ช่วยลดต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจ และลดความเสี่ยงของการลงทุนได้ไม่น้อย
 
เมื่อมองในมุมของผู้ซื้อแฟรนไชส์ ภาพที่เห็นคือรัฐบาลเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีระบบบริหารจัดการ มีการฝึกอบรม และมีทำเลค้าขายที่พร้อมเปิดร้านได้ทันที
 
แต่หากมองให้ลึกกว่าเงินอุดหนุน หรือส่วนลด 10,000 บาท จะพบว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น หากเป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงผู้เล่นหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ตั้งแต่เจ้าของแฟรนไชส์ ผู้ซื้อแฟรนไชส์ ผู้ให้เช่าพื้นที่ค้าปลีก สถาบันการเงิน ไปจนถึงภาครัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
 
ในอีกด้านหนึ่ง ทุกครั้งที่มีแฟรนไชส์ซีรายใหม่เกิดขึ้น เจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ก็มีโอกาสขยายสาขาโดยใช้ต้นทุนทางการตลาดที่ต่ำลง ห้างค้าปลีกก็มีร้านค้าเข้ามาเติมเต็มพื้นที่และสร้างทราฟฟิกเพิ่มขึ้น ทางธนาคารได้ฐานลูกค้าสินเชื่อรายใหม่ ขณะที่ภาครัฐหวังให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ
 
แต่ก็ยังมีคำถามที่น่าสนใจว่า หลังจากสิทธิ์สนับสนุนสิ้นสุดลง ร้านค้าเหล่านี้จะสามารถอยู่รอดได้มากน้อยเพียงใด ผู้ลงทุนจะคืนทุนตามที่คาดหวังหรือไม่ และแบรนด์แฟรนไชส์ทุกรายมีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตไปพร้อมกับแฟรนไชส์ซีหรือเปล่า
 
ดังนั้น โครงการ "ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" จึงอาจไม่ใช่แค่โครงการช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อแฟรนไชส์ธรรมดา แต่เป็นการออกแบบกลไกที่ทำให้หลายภาคส่วนได้รับประโยชน์พร้อมกัน
 
คำถามสำคัญคือ ภายใต้โมเดลนี้ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด และใครคือผู้ที่ยังต้องแบกรับความเสี่ยงเอาไว้เอง
 
"ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" คืออะไร
 

ภาพจาก https://citly.me/MWl9J

"ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" เป็นมาตรการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ สำหรับผู้ที่มีความสนใจเป็นเจ้าของกิจการ แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องเงินลงทุนและช่องทางการขาย 

รายละเอียดของโครงการ ทำความเข้าใจง่ายๆ คือ รัฐบาลช่วยจ่ายค่าลงทุนแฟรนไชส์ให้ 50% ของมูลค่าแพ็กเกจลงทุนแฟรนไชส์ของแต่ละแบรนด์ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท/ราย (เฉพาะแพ็กเกจลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท)  
 
ยกตัวอย่าง หากซื้อแฟรนไชส์ป๊อปคอร์นแลนด์ แพ็กเกจลงทุน 25,000 บาท ได้รับส่วนลด  10,000 บาท ต้องชำระ 15,000 บาท หรือถ้าซื้อแฟรนไชส์ชาพะยอม แพ็กเพจลงทุน 65,000 บาท บาท ได้รับส่วนลด 10,000 บาท รวมเงินที่ต้องชำระ 55,000 บาท  
แต่ที่น่าสนใจของโครงการนี้ไม่ได้มีแค่เงินสนับสนุนจากรัฐบาลเท่านั้น

ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการยังสามารถเปิดร้านค้าจำหน่ายในพื้นที่ของ Lotus's และ Makro กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าเช่าเป็นระยะเวลา 6 เดือน ถือเป็นการช่วยลดต้นทุนช่วงเริ่มต้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ
 
ส่วนผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ รัฐบาลยังร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย, SME D Bank และธนาคารออมสิน จัดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมกับมี บสย. ช่วยค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
 
โครงการนี้เปิดให้ผู้สนใจเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยสามารถเข้าไปเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่สนใจผ่านเว็บไซต์ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th,” วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 แถลงข่าวเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ และ 31 กรกฎาคม 2569 วันสุดท้ายที่ปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการ (60:40) ที่สมัครผ่านแอปฯ ถุงเงิน  
 
ใครได้ประโยชน์จากโครงการนี้?
 

ภาพจาก https://citly.me/MWl9J

แม้ภาพแรกที่หลายคนเห็นคือ "ผู้ซื้อแฟรนไชส์ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นส่วนลดค่าแฟรนไชส์" แต่หากมองลึกลงไป โครงการนี้มีผู้ได้รับประโยชน์หลายกลุ่ม และแต่ละฝ่ายก็ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบที่แตกต่างกัน

1. ผู้ซื้อแฟรนไชส์ ลดต้นทุนในการเริ่มต้น
 
ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ เพราะภาครัฐช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนตั้งแต่ก้าวแรก ทำให้เงินลงทุนเริ่มต้นลดลง อีกทั้งยังได้ใช้ประโยชน์จากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ระบบการบริหารจัดการ การฝึกอบรม และทำเลจำหน่ายสินค้าที่พร้อมเปิดร้านได้ทันที นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นผ่านโครงการของสถาบันการเงินที่เข้าร่วม
 
อย่างไรก็ตาม เงินสนับสนุนส่วนลดในการเริ่มต้น 10,000 บาทเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด ผู้ลงทุนยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ รวมถึงเงินทุนหมุนเวียน ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่แฟรนไชส์หลายแบรนด์ยังมีค่าธรรมเนียม หรือกำหนดให้ซื้อวัตถุดิบจากบริษัทแม่ตามมาตรฐานของแบรนด์
 
2. เจ้าของแฟรนไชส์ ขยายแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น 
 
อีกกลุ่มที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน คือเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ หรือแฟรนไชส์ซอร์ โดยปกติการขยายสาขาของแฟรนไชส์ต้องใช้งบประมาณด้านการตลาดเพื่อหาผู้ลงทุนรายใหม่ แต่ภายใต้โครงการนี้ ภาครัฐเข้ามาช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อแฟรนไชส์ผ่านเงินสนับสนุน ทำให้หลายแบรนด์มีโอกาสขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ซีได้รวดเร็วขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีแฟรนไชส์ซีเพิ่มขึ้น เจ้าของแบรนด์ยังมีรายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบ อุปกรณ์ หรือค่าบริหารจัดการตามระบบแฟรนไชส์อีกด้วย
 
สำหรับแบรนด์ที่มีระบบบริหารจัดการแข็งแรง มีมาตรฐานสินค้า และมีชื่อเสียงในตลาดอยู่แล้ว โครงการนี้จึงอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขยายธุรกิจในช่วงเวลาสั้นๆ

3. Makro และ Lotus's ได้ทั้งผู้เช่าและทราฟฟิก
 
แม้จะเป็นผู้ให้พื้นที่ฟรีในช่วง 6 เดือนแรก แต่ Makro และ Lotus's ก็มีโอกาสได้รับประโยชน์ทางธุรกิจเช่นกัน การมีร้านแฟรนไชส์เข้ามาเปิดในพื้นที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการภายในสาขา อีกทั้งยังช่วยดึงดูดให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในศูนย์การค้านานขึ้น และอาจช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการโดยรวม
 
ในอีกมุมหนึ่ง ร้านแฟรนไชส์จำนวนไม่น้อยยังมีแนวโน้มจัดซื้อวัตถุดิบผ่าน Makro ซึ่งเป็นธุรกิจค้าส่งในเครือเดียวกัน ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ภายในระบบธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Business Ecosystem

4. สถาบันการเงิน ได้ลูกค้ารายใหม่ในตลาดผู้ประกอบการ
 
แม้ภาครัฐจะช่วยลดภาระการลงทุนบางส่วน แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม จึงเป็นโอกาสของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ SME D Bank ในการขยายฐานลูกค้าสินเชื่อธุรกิจรายย่อย เมื่อมี บสย. เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการปล่อยกู้ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

5. ภาครัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้ประกอบการรายย่อย
 
ในมุมของภาครัฐ โครงการนี้เป็นมากกว่าการกระตุ้นให้เกิดการซื้อแฟรนไชส์ แต่เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ลดการว่างงาน เพิ่มการจ้างงาน และกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ หากร้านค้าที่เข้าร่วมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยขยายฐานผู้ประกอบการ SMEs ของประเทศ และสร้างรายได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายส่งเสริมธุรกิจรายย่อยในปัจจุบัน
 

ภาพจาก www.facebook.com/DBD.MOC
 
ใคร "เสียประโยชน์" หรือผู้ที่ต้องรับความเสี่ยง?
 
แม้โครงการ "ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" จะถูกออกแบบให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ แต่หากพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง คำว่า "เสีย" อาจไม่ใช่การสูญเสียโดยตรง หากหมายถึงผู้ที่ยังต้องแบกรับความเสี่ยงของการลงทุนเอาไว้

1.ผู้ซื้อแฟรนไชส์ ผู้ที่รับความเสี่ยงมากที่สุด
 
แม้ภาครัฐจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อแฟรนไชส์สูงสุด 10,000 บาท แต่เงินสนับสนุนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนเริ่มต้นธุรกิจทั้งหมด ยกตัวอย่าง หากเลือกซื้อแฟรนไชส์มูลค่า 65,000 บาท ผู้ลงทุนยังต้องชำระเงินเองอีก 55,000 บาท และนั่นยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องเตรียมไว้ก่อนเปิดร้าน เช่น ค่าอุปกรณ์เพิ่มเติม เงินทุนหมุนเวียน ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงพนักงาน ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายจิปาถะระหว่างดำเนินธุรกิจ
 
หลังจากเปิดร้านแล้ว ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอุดหนุนของรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับยอดขาย ความสามารถในการบริหารต้นทุน การเลือกทำเล และการรักษาฐานลูกค้า หากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้ลงทุนยังคงเป็นผู้รับภาระขาดทุนด้วยตนเอง

2.แฟรนไชส์ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ
 
อีกกลุ่มหนึ่งที่อาจได้รับผลกระทบ คือ เจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เมื่อผู้ลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐ ทั้งเงินสนับสนุนและสิทธิ์เปิดร้านในทำเลของ Makro และ Lotus's ย่อมมีแนวโน้มที่จะเลือกลงทุนกับแบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า ทำให้แบรนด์ที่อยู่นอกโครงการอาจเสียโอกาสในการขยายแฟรนไชส์ในช่วงเวลานี้
 
3.ร้านค้าอิสระที่ต้องแข่งขันกับระบบแฟรนไชส์
 
อีกกลุ่มที่น่าจับตามอง คือผู้ประกอบการร้านอาหารหรือเครื่องดื่มรายย่อยที่ดำเนินธุรกิจแบบอิสระ เมื่อร้านแฟรนไชส์ได้รับทั้งเงินสนับสนุน ระบบบริหารจัดการ มาตรฐานสินค้า การตลาด และทำเลค้าขายที่ได้รับการสนับสนุน ย่อมทำให้การแข่งขันของร้านอิสระเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้บริโภคกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะมากหรือน้อย ยังขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ทำเล และศักยภาพของผู้ประกอบการแต่ละราย
 
ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเข้าร่วมโครงการฯ 


ภาพจาก www.facebook.com/DBD.MOC

แม้มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจะช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อสิทธิประโยชน์สิ้นสุดลง ร้านค้าที่เกิดขึ้นใหม่จะสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่น่าติดตาม

1. หลังหมดสิทธิ์ฟรีค่าเช่า 6 เดือน ร้านจะอยู่รอดหรือไม่
 
ช่วง 6 เดือนแรกถือเป็นช่วง "ฮันนีมูน" ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพราะผู้ประกอบการได้รับการยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มาก แต่เมื่อครบกำหนดและต้องกลับมารับภาระค่าเช่าตามปกติ หากยอดขายยังไม่แข็งแรง กำไรอาจไม่เพียงพอรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว
 
2. ยอดขายจะเพียงพอต่อการคืนทุนหรือไม่
 
แม้จะเป็นแฟรนไชส์ที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกร้านจะมียอดขายเท่ากัน ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งทำเล การแข่งขันในพื้นที่ การบริหารต้นทุน และความสามารถของผู้ประกอบการในการดูแลร้านและสร้างฐานลูกค้า

3. ทำเลทุกแห่งสร้างยอดขายได้จริงหรือ
 
การได้เปิดร้านใน Makro หรือ Lotus's เป็นข้อได้เปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกสาขาจะมีศักยภาพเท่ากัน บางสาขาอาจมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ขณะที่บางแห่งมีทราฟฟิกต่ำ หรือมีกลุ่มลูกค้าที่ไม่สอดคล้องกับสินค้าที่จำหน่าย ดังนั้น "ทำเล" ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ผู้ลงทุนแฟรนไชส์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
 
4. แฟรนไชส์ทุกแบรนด์มีความแข็งแรงเท่ากันหรือไม่
 
แม้ทุกแบรนด์จะผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ แต่ระดับความแข็งแรงของแต่ละแฟรนไชส์อาจแตกต่างกัน ทั้งในด้านการรับรู้ของผู้บริโภค ระบบสนับสนุน การบริหารจัดการ และศักยภาพในการสร้างยอดขาย ผู้ลงทุนจึงไม่ควรตัดสินใจจากเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรศึกษาประวัติของแบรนด์ ผลประกอบการ และความพร้อมของระบบแฟรนไชส์ก่อนตัดสินใจลงทุน
 
5. ผู้ลงทุนประเมินต้นทุนที่แท้จริงครบถ้วนแล้วหรือยัง
 
อีกประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์มักให้ความสำคัญ คือ การคำนวณต้นทุนอย่างรอบด้าน หลายคนอาจมองเห็นเพียงเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 10,000 บาท แต่ต้นทุนที่แท้จริงยังรวมถึงเงินทุนหมุนเวียน ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการบริหารร้าน และระยะเวลาคืนทุน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุน
 
บทสรุป
 
เมื่อพิจารณาตลอดทั้งโครงการ คำถามที่ว่า "ใครได้ ใครเสีย" อาจไม่มีคำตอบแบบชัดเจน เพราะผู้เล่นแทบทุกฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ในมิติที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อแฟรนไชส์ได้ลดภาระการลงทุน เจ้าของแบรนด์ได้โอกาสขยายธุรกิจ ห้างค้าปลีกมีร้านค้าเข้ามาเพิ่มความคึกคัก สถาบันการเงินมีลูกค้าสินเชื่อรายใหม่ ขณะที่ภาครัฐหวังให้เกิดการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
 
แต่ละฝ่ายต้องรับความเสี่ยงในบทบาทของตัวเอง ผู้ลงทุนยังต้องแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจ เจ้าของแฟรนไชส์ต้องรักษามาตรฐานและดูแลเครือข่ายแฟรนไชส์ซี ส่วนภาครัฐต้องติดตามว่าเม็ดเงินที่ใช้ไปสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด
เงินสนับสนุนสูงสุด 10,000 บาท จึงอาจเป็นเพียงประตูบานแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าร้านแฟรนไชส์แห่งหนึ่งจะอยู่รอดหรือไม่ ไม่ใช่เพียงเงินอุดหนุน หากเป็นการเลือกทำเลที่เหมาะสม การบริหารต้นทุน คุณภาพสินค้า ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
 
ท้ายที่สุด โครงการ "ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส" อาจไม่ใช่เกมที่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้เพียงฝ่ายเดียว หากเป็นนโยบายที่ออกแบบแรงจูงใจให้หลายภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน
 
บทพิสูจน์สำคัญจึงไม่ใช่ว่ามีผู้สมัครกี่ราย หรือเปิดร้านได้กี่สาขา แต่คืออีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้า จะมีร้านแฟรนไชส์กี่แห่งที่ยังคงเปิดกิจการได้อย่างมั่นคง และสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนจากภาครัฐอีกต่อไป นั่นต่างหากคือคำตอบที่แท้จริงว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จเพียงใด และใครคือ "ผู้ชนะตัวจริง" ของนโยบายนี้
 
อ้างอิงข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
10 แฟรนไชส์มาแรงครึ่งปีแรก 2026! สาขาโตแรง! แบรน..
542
Super Steak เริ่มต้น 49 บาท! กำไรทะลุ 50% แฟรนไช..
484
ใคร คือบิดาแห่งร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ตัวจริง?
446
8 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนกรกฏาคม 2569
425
Scooter’s Coffee แฟรนไชส์ Drive-Thru โตเร็ว 900 ..
414
TFBO 2026 งานรวมแฟรนไชส์ไทยและต่างประเทศ เยอะ! ค..
387
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด