บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
286
4 นาที
16 มิถุนายน 2569
ไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดอย่างหนัก 1.8 แสนล้าน! เดือนละ 1,000 ! วันละ 200
 

เริ่มต้นกันแล้วสำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชนรวมกว่า 43 ล้านคน โดยแบ่งเป็นกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.18 ล้านคน และประชาชนทั่วไปจำนวน 30 ล้านสิทธิ ในกลุ่มของประชาชนทั่วไปนั้นได้เปิดให้ลงทะเบียนกันตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ซึ่งก็แน่นอนว่าโครงการนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม (หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม) แต่จากข้อมูลปรากฏว่าเพียงแค่เวลา 08.00 น.ของวันแรกก็มีผู้ลงทะเบียนไปแล้วมากกว่า 18 ล้านคนในจำนวนนี้ มีผู้ลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่า 14 ล้านคน

ล่าสุดมาถึงในวันสุดท้ายของการลงทะเบียน (29 พ.ค.) จำนวนสิทธิคงเหลือประมาณ 4.2 ล้าน ในจำนวนนี้คือกลุ่มที่ยังตกค้างเช่นการยืนยันตัวตนไม่ผ่าน และคาดว่าเมื่อครบกำหนดเวลายอดการใช้สิทธิจะใกล้เคียงกับที่ภาครัฐกำหนดไว้ แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวของคนไทยในยุคข้าวยากหมากแพงได้อย่างดี
 
เงื่อนไขของไทยช่วยไทยพลัส คือยังไง? ต้องใช้เงินตัวเองเท่าไหร่?
 

ภาพจาก https://citly.me/Yhabf

โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปรับรูปแบบมาจากโครงการคนละครึ่งเดิม แต่รอบนี้รัฐบาลช่วยจ่ายในสัดส่วนที่เยอะขึ้น

เงื่อนไขก็ไม่ยุ่งยาก หลักๆ คือเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะได้สิทธิเติมเงินเข้าบัตรเดือนละ 700 หมวดหมู่สินค้าที่ซื้อได้ก็คือ อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการ

รวมถึงยังสามารถใช้จ่ายค่าโดยสารขนส่งสาธารณะต่างๆ ได้ด้วย แต่ที่ใช้ไม่ได้แน่ๆ คือการนำไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล , เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ,บุหรี่ บัตรกำนัล บัตรเงินสด รวมไปถึงเราไม่สามารถใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัสกับห้างค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ อย่าง Big C, Lotus's, Makro, 7-Eleven
 
อีกเรื่องที่คนพากันสงสัยมากเพราะปวดหัวกับการคิดเลขว่าตกลงแล้วโครงการไทยช่วยพลัสที่ว่านี้ เราต้องมีเงินเติมเข้าไปอีกเท่าไหร่ และจะใช้สิทธิยังไงถึงจะคุ้ม ซึ่งถ้าหากพิจารณาเงื่อนไขคือ 60/40 รัฐให้ 60 เราจ่ายเอง 40 โดยแบ่งจ่ายให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย. - ก.ย.) กำหนดจ่ายให้สูงสุดไม่เกินวันละ 200 บาท นั่นหมายความว่า
  • ถ้าซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจ่าย 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท
  • ถ้าซื้อสินค้า 200 บาท รัฐจ่าย 120 บาท ประชาชนจ่าย 80 บาท
  • แต่ถ้าซื้อโดยใช้ยอดสูงสุดที่รัฐจ่ายให้ต่อวันคือ 200 เราจะซื้อสินค้าได้ 333 บาท และเราจ่ายสูงสุดต่อวันคือ 133 บาท
ทั้งนี้ถ้ายอดซื้อต่อวันเกินกว่า 333 บาท เราต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเองผ่านแอปฯ เป๋าตัง เพราะเกิน limit ที่รัฐตั้งวงเงินจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวันแล้ว หากสิทธิใช้ไม่หมด จะไม่มีการสะสมทบยอดในเดือนถัดไป วงเงินสิทธิจะถูกปรับใหม่ทุกวันที่ 1 ของเดือน หรือถ้าคิดรวมภายใน 4 เดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ เราต้องเติมเงินเข้าไป 2,667 บาท เพื่อใช้จ่ายเต็มวงเงิน 6,667 บาท
 
ไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดวงเงินกว่า 1.8 แสนล้านบาท
 

ทั้งนี้โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส แบบ 60/40 ถูกคาดหวังจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนว่าจะเข้ามาเป็น ตัวกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังซบเซาจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ
  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน ใช้วงเงินงบประมาณรวม 5.6 หมื่นล้านบาท 
  • ประชาชนทั่วไป ใข้วงเงินงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท (สิทธ์ 30 ล้านคน)
โดยมาตรการนี้ที่มีระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งเงินส่วนนี้จะไปสู่ร้านค้าชุมชนและร้านธงฟ้าแบบ 100% ก็จะยิ่งทำให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเดินหน้าได้มากขึ้น
 
ทางฝั่งของภาคเอกชนและสภาหอการค้าฯ ประเมินว่า รูปแบบการให้รัฐช่วย 60% จะรักษากำลังซื้อของคนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยไม่ให้หดตัวไปมากกว่านี้ และจากเงื่อนไขที่บังคับให้ใช้กับร้านค้ารายย่อย , ร้านอาหาร , หาบเร่ , แผงลอย , ค้าปลีกขนาดเล็ก , ขนส่งสาธารณะ เงินจะไม่เข้าไปถึงพวกทุนใหญ่ จะกระจายในระดับรากหญ้า ที่คาดว่าจะทำให้ GDP ในภาคธุรกิจขยายตัว 35-40% ในช่วงที่มีโครงการตั้งแต่มิถุนายน - กันยายน 2569 
 
เงื่อนไข “ร้านค้า” ที่จะเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส
 

นับถึงตอนนี้มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 990,036 ร้านค้า แบ่งเป็น
  • ร้านค้าเดิม (จากคนละครึ่ง พลัส) จำนวน 977,296 ราย
  • ร้านค้าใหม่ จำนวน 12,740 ราย
โดยมีร้านค้าที่ ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วสูงถึง 983,141 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีร้านค้าที่กดปุ่มยอมรับเงื่อนไข (T&C) และ พร้อมให้บริการทันที 490,856 ราย ส่วนอีก 492,285 ราย อยู่ระหว่างรอกดตอบรับเงื่อนไข และมีร้านค้าที่รอการตรวจสอบสิทธิอีกเพียง 6,885 รายเท่านั้น
 
ทั้งนี้จากกลุ่มร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด 983,141 ราย หากจำแนกตามประเภทธุรกิจ พบว่าเป็นกลุ่มของกินและการเดินทางสาธารณะมากที่สุด ดังนี้
  • ร้านอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 550,847 ราย 
  • ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ จำนวน 262,656 ราย
  • ร้านธงฟ้า จำนวน 157,235 ราย
  • ร้าน OTOP จำนวน 10,498 ราย
  • กิจการขนส่งสาธารณะ เช่น แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์ จำนวน 1,838 ราย
  • กิจการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถไฟ, เรือ จำนวน 67 ราย
หากแบ่งตามรูปแบบธุรกิจ พบว่าเป็นกลุ่ม บุคคลธรรมดา สูงถึง 979,814 ราย ตามมาด้วยกลุ่มอื่น ๆ 2,503 ราย และกลุ่ม Micro SMEs อีก 824 ราย
 
จากจำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียน ถ้าพิจารณาตามจังหวัด พบว่ากรุงเทพมหานคร มีจำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนมากที่สุดคือ 146,841 ราย ตามมาด้วยชลบุรี 46,708 ราย และสมุทรปราการ 39,060 ราย เป็นต้น

อย่างไรก็ดีเงื่อนไขสำคัญอีกอย่างคือโดยร้านค้าปลีกที่จะเข้าร่วมโครงการได้ต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ส่วนพวกร้านนวด , สปา , ร้านทำผมทำเล็บ พวกนี้เข้าร่วมไม่ได้ และรอบนี้ยังเปิดให้เดลิเวอรี รายใหญ่ 4 ค่าย ทั้ง Grab, LINE MAN, ShopeeFood, Robinhood) มาร่วมโครงการได้ และจะเริ่มเปิดให้สแกนสั่งอาหารได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนนี้ ซึ่งร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และต้องการเข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวรี สามารถเลือกเข้าร่วมได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น 
 
 
ไทยช่วยไทยพลัส ช่วยอะไรแฟรนไชส์บ้าง
 
ปัจจุบันธุรกิจในประเทศไทยมีการลงทุนในระบบแฟรนไชส์จำนวนมาก ผลจากโครงการนี้สำหรับร้านค้าที่เป็น แฟรนไชส์โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร, เครื่องดื่ม, เบเกอรี่, ขนมทานเล่น หรือร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก ได้รับประโยชน์ทางตรงได้แก่
 
1.ได้เปรียบเรื่อง แบรนด์ ที่คนรู้จักอยู่แล้ว

เมื่อคนส่วนใหญ่มีสิทธิได้ส่วนลดถึง 60% ย่อมกระตุ้นให้อยากจับจ่าย สิ่งแรกที่จะมองหาคือร้านที่คุ้นเคย และแฟรนไชส์ที่มีสาขาเยอะ มีชื่อเสียงเป็นทุนเดิมจะได้เปรียบร้านค้าทั่วไปทันทีเพราะไม่ต้องลุ้นเรื่องรสชาติหรือคุณภาพ การตัดสินใจซื้อจึงเกิดขึ้นได้ทันทีโดยเฉพาะพวกแฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่ม และอาหาร
 
2.กระตุ้นยอดขายต่อบิลให้สูงขึ้น (Up-selling)
 
สูตร 60/40 ของโครงการไทยช่วยไทยทำให้อำนาจการซื้อของลูกค้าเพิ่มขึ้นทันที เช่น ปกติลูกค้าเดินเข้าร้านแฟรนไชส์เครื่องดื่มเพื่อซื้อชาแก้วละ 40 บาท แต่ต้องจ่ายเอง 40 บาทเต็ม

พอมีโครงการดังกล่าวอาจจะอยากซื้อสินค้าอื่นเพิ่ม หรือเลือกเมนูที่ราคาแพงแต่จ่ายในราคาเท่าเดิมเพราะมีเงินจากโครงการมาช่วยอีก 60 บาท จึงเป็นโอกาสของแฟรนไชส์ที่อาจจัดแคมเปญการตลาดจัดเซ็ตเมนูราคาจับคู่ 100 บาท, 200 บาท หรือ 333 บาท ที่เป็นจุดคุ้มสุดต่อวัน เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าควักเงินซื้อของชิ้นใหญ่ขึ้นได้ยอมจ่ายเงินซื้อมากขึ้น
 
3.โอกาสทองในการขยายฐานลูกค้าใหม่
 
เป็นผลพลอยได้จากการตัดสินใจซื้อที่ง่ายบางแฟรนไชส์ลูกค้าอาจลังเลเพราะไม่อยากเสียเงินซื้อสินค้าที่ตัวเองไม่แน่ใจแต่เมื่อมีโครงการนี้มาช่วยจ่าย ทำให้การอยากรู้อยากลองเป็นเรื่องง่าย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าและบริการของแฟรนไชส์เป็นสำคัญว่าจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ให้กลับมาใช้บริการซ้ำได้อีกในอนาคตหรือไม่
 
4.โอกาสสร้างรายได้จากฟู้ดเดลิเวอรี่
 

ภาพจาก https://citly.me/Yhabf

เนื่องจากระบบแฟรนไชส์ส่วนใหญ่มีการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรี (เช่น Grab, Lineman, ShopeeFood) ไว้อยู่แล้วอย่างเป็นระบบ และโครงการนี้เปิดให้ใช้ผ่านเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ทำให้ร้านแฟรนไชส์สามารถโกยยอดขายจากลูกค้าที่อยู่บ้านหรือที่ทำงานได้ตลอดทั้งวัน

โดยไม่ต้องรอลูกค้าเดินมาหน้าร้านอย่างเดียว คาดการณ์ว่าในช่วง 4 เดือนของโครงการยอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันของทั้งระบบเดลิเวอรีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ถึง 70% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ, ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เพราะการมีเงินจากภาครัฐมาช่วยทำให้ราคารวมค่าส่งถูกลงกว่าเดิมมาก กระตุ้นให้คนตัดสินใจกดสั่งอาหารผ่านแอปได้ง่ายขึ้น
 
5.การสร้างรายได้ของร้านที่จะแผ่ขยายทั้งวัน
 
การมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสกระจายรายได้ให้ร้านค้าเฉลี่ยทั้งวันได้มากขึ้น ยกตัวอย่างร้านที่เข้าร่วมเดลิเวอรี่โดยทั่วไป ยอดสั่งเดลิเวอรีจะหนาแน่นมากช่วง 11.00 - 13.00 น. และ 17.00 - 19.00 น. แต่เงื่อนไขของโครงการนี้กำหนดให้ใช้สิทธิเดลิเวอรีได้ตั้งแต่ 06.00 - 21.00 น น่าจะทำให้รายได้กระจายตัวมากขึ้น

อย่างตอนเช้าอาจได้ยอดสั่งซื้อกลุ่มเครื่องดื่ม กาแฟ ชาไข่มุก เบเกอรี่ และอีกรอบในตอนบ่ายก็น่าจะขายได้ดีเช่นกัน ในช่วงระหว่าง 14.00 - 16.00 น. เนื่องจากกลุ่มคนทำงานต้องการใช้สิทธิของโครงการที่เหลือของวัน
 
ถ้าถามว่าไทยช่วยไทยพลัสจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นมากแค่ไหน คำตอบของคนส่วนใหญ่ก็คงบอกว่าน่าจะแค่ประคองไม่ให้สถานการณ์แย่ไปกว่าเดิม มองในมุมของประชาขนธรรมดาเท่ากับลดค่าครองชีพ 60% เช่นปกติเคยจ่ายค่าข้าว ค่าน้ำ ค่าเดินทางวันละ 200 บาท พอมีโครงการนี้เราจ่ายเองแค่ 80 บาท (รัฐช่วย 120 บาท ทำให้มีเงินสดเหลือไปจัดการภาระอื่น ๆ ทำให้มีเงินหมุนเวียนได้มากขึ้น 

ในแง่ของผู้ประกอบการก็ได้อานิสงส์ที่ยอดขายอาจเพิ่มขึ้น การมีโครงการนี้อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร ช่วง 4 เดือนที่มีโครงการนี้อาจกระตุ้นแรงๆ ได้ในช่วงแรกแต่หลังจากนั้นต้องมาดูกันอีกทีว่าผลที่ได้จริงๆจากโครงการนี้จะดีเหมือนที่คาดการณ์หรือแค่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเท่านั้น

อ้างอิง 
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
431
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
425
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
414
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
408
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
408
วางแผนอนาคตให้ยืดหยุ่นได้ ด้วยเทคนิคทำสินเชื่อรถ..
400
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด