บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
416
4 นาที
6 พฤษภาคม 2569
อวสานตลาดนัดกลางคืน จากแหล่งฮิตสู่ทำเลร้าง เมื่อคนเดินหาย รายได้หด
 

เชื่อว่าหลายคนในตอนนนี้น่าจะมีความรู้สึกเหมือนๆ กันว่า ยามค่ำคืนที่เคยเป็นช่วงเวลาทำเงินของธุรกิจตลาดนัดกลางคืนหลายๆ แห่ง วันนี้กลับเงียบเหงาลงไปอย่างเห็นได้ชัด แผงค้าจำนวนไม่น้อยปิดไฟตั้งแต่หัวค่ำ บางล็อกถูกปล่อยว่าง ขณะที่ทางเดินซึ่งเคยแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนทำงานหลังเลิกงาน กลับมีผู้คนเดินผ่านบางตา
 
เสียงเรียกลูกค้าที่เคยดังสลับกับเสียงดนตรีสด เหลือเพียงไม่กี่ร้านที่ยังพยายามเปิดขาย ท่ามกลางบรรยากาศซบเซา ผู้ค้าหลายรายยอมรับว่า รายได้ลดลงต่อเนื่อง บางวันแทบไม่มีลูกค้า จนเริ่มทยอยปิดกิจการหรือคืนพื้นที่เช่าให้เจ้าของตลาด 
 
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของธุรกิจตลาดนัดกลางคืน ที่กำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และต้นทุนที่ยังคงเดิม สวนทางกับรายได้ที่หดตัว คำถามว่าคือว่าธุรกิจตลาดนัดกลางคืนที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงหรือไม่ 

ภาพรวมสถานการณ์ตลาดนัดกลางคืน

 
 
ภาพรวมของธุรกิจตลาดนัดกลางคืนในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ในหลายพื้นที่ที่เคยได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยว ต่างเผชิญกับปัญหาจำนวนผู้ใช้บริการลดลง ส่งผลให้ผู้ค้าบางส่วนทยอยปิดกิจการ หรือคืนพื้นที่เช่า ขณะที่บางแห่งถึงขั้นยุติการดำเนินงาน
 
ยกตัวอย่างตลาดนัดกลางคืนชื่อดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่ได้ประกาศปิดกิจการในช่วงต้นปี 2568-2569 ได้แก่ ตลาดดิ วัน รัชดา (ปิด 5 พ.ค. 2568), ตลาดจ๊อดแฟร์ แดนเนรมิต (ปิดต้นปี 2568), และตลาดอินดี้ จตุจักร (ปิด ก.ย. 2568) สาเหตุหลักเกิดจากการหมดสัญญาเช่าที่ดิน การแข่งขันของธุรกิจนัดกลางคืนสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป 

หากปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ซึ่งถือเป็นช่วงพีคของตลาดนัดกลางคืนจากแรงอัดอั้นของการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว ปัจจุบันบรรยากาศดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จำนวนผู้คนไปเดินลดลงในหลายทำเล แม้บางแห่งยังคงเปิดให้บริการ แต่ความคึกคักไม่เท่าเดิม
 
หนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ผู้บริโภคหันไปใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีความสะดวกสบายและสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน 
 
ภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนหรือไลฟ์สไตล์ ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจตลาดนัดกลางคืนที่พึ่งพาการใช้จ่ายแบบไม่จำเป็น เป็นหลัก
 
คนเดินน้อย ผู้ค้ารายได้ลด


ท่ามกลางบรรยากาศที่ซบเซา เสียงสะท้อนจากผู้ค้าภายในตลาดนัดกลางคืนเริ่มดังชัดขึ้น หลายรายยอมรับตรงกันว่า รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดนักดลางคืนยังคึกคัก
 
แม่ค้าร้านอาหารตามสั่งรายหนึ่งที่เปิดขายในตลาดนัดกลางคืนแห่งหนึ่งในสมุทรสาครมานานกว่า 3 ปี เล่าว่า ปัจจุบันยอดขายเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือเพียงประมาณ 30–40% ของช่วงก่อนหน้า จากเดิมที่เคยมีรายได้หลักหลายพันบาทต่อคืน ปัจจุบันบางวันขายได้ไม่ถึงพันบาท บางวันแทบไม่มีลูกค้าเลย ต้องทิ้งของ เสียทั้งต้นทุนและค่าแรงพนักงาน
 
ขณะที่พ่อค้าร้านเครื่องดื่มอีกรายสะท้อนว่า แม้ค่าเช่าพื้นที่ยังอยู่ในระดับเดิม เฉลี่ยวันละ 300–500 บาท หรือบางแห่งคิดเป็นรายเดือนหลักหมื่นบาท แต่รายได้กลับลดลงอย่างชัดเจน ทำให้การทำกำไรยากขึ้น โดยเมื่อก่อนขายแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็พอคุ้มกับทุน แต่ตอนนี้ต้องขายทั้งคืนยังไม่แน่ใจว่าจะคืนทุนหรือไม่
 
ผู้ค้าหลายรายบอกว่า จุดคุ้มทุนของการขายในแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 1,500–2,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า แต่ในสภาพปัจจุบัน การทำยอดขายให้ถึงระดับดังกล่าวเริ่มเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้บางรายตัดสินใจหยุดขายชั่วคราว หรือทยอยคืนพื้นที่
 
ปัจจัยเสี่ยงกระทบธุรกิจตลาดนัดกลางคืน 

1. ความเสี่ยงเรื่องการเช่าที่ดิน 
 

หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของตลาดนัดกลางคืน คือ การพึ่งพาพื้นที่เช่าระยะสั้น เจ้าของที่ดินจำนวนไม่น้อยเลือกปล่อยเช่าเพียงชั่วคราว ระหว่างรอการขายหรือพัฒนาโครงการในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือเชิงพาณิชย์
 
ส่งผลให้แม้บางตลาดจะได้รับความนิยม มีฐานลูกค้าชัดเจน แต่หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ก็อาจต้องยุติกิจการทันที ทำให้การลงทุนในระยะยาวมีความเสี่ยงสูง และยากต่อการสร้างแบรนด์หรือความต่อเนื่อง
 
2. การแข่งขันสูง + ลูกค้ากระจายตัว
 
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โมเดลตลาดนัดกลางคืนถูกนำไปพัฒนาในหลายพื้นที่ เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่สูงและสามารถสร้างรายได้ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดตลาดใหม่จำนวนมากในระยะเวลาใกล้เคียงกัน
 
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวนตลาดนัดกลางคืน กลับไม่ได้มาพร้อมกับจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะ “ลูกค้ากระจายตัว” ในหลายพื้นที่มีทำเลใกล้เคียงกัน รูปแบบร้านค้าคล้ายกัน และขาดเอกลักษณ์ที่ชัดเจน
 
ผู้ประกอบการบางรายยอมรับว่า หากตลาดไม่มีจุดขายเฉพาะ เช่น ธีมที่แตกต่าง อาหารเฉพาะทาง หรือกิจกรรมดึงดูดผู้คน ก็ยากที่จะสร้างการจดจำและรักษาฐานลูกค้าได้ในระยะยาว
 
ในทางกลับกัน ตลาดที่ยังสามารถรักษาจำนวนผู้ใช้บริการได้ มักเป็นตลาดที่มีการวางคอนเซปต์ชัดเจน และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้มาใช้บริเการมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายสินค้า
 
3. ความเสี่ยงจากฟ้าฝนและเศรษฐกิจ
 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กระทบโดยตรงต่อรายได้ของตลาดนัดกลางคืน คือ ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสภาพอากาศ เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง
 
ผู้ค้าหลายรายระบุว่า เพียงแค่ฝนตกในช่วงเย็นหรือค่ำ ก็สามารถทำให้จำนวนผู้ใช้บริการลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายหายไปเกือบทั้งหมดในวันนั้น
 
ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ก็เป็นอีกแรงกดดันสำคัญ เนื่องจากการใช้จ่ายในตลาดนัดกลางคืนส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อน เมื่อผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้เงิน ธุรกิจประเภทนี้จึงได้รับผลกระทบก่อน
 
ในบางพื้นที่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทาง ก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น
 
เจ้าของตลาดเร่งปรับตัว ให้อยู่รอด 
 
ขณะที่ผู้ค้าสะท้อนถึงรายได้ที่ลดลง ผู้ประกอบการตลาดนัดกลางคืนในฐานะผู้บริหารพื้นที่ยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นช่วงท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต้องรับแรงกดดันทั้งจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
ผู้ประกอบการตลาดรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า กลยุทธ์สำคัญในช่วงนี้ คือ การสร้างแรงดึงดูด หรือแม่เหล็กเพื่อดึงคนเข้าพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงสุดสัปดาห์ การนำดนตรีสดเข้ามาสร้างบรรยากาศ รวมถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมตตลาด
 
ในด้านโครงสร้างรายได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาค่าเช่าพื้นที่จากผู้ค้าเป็นหลัก โดยมีทั้งรูปแบบรายวันและรายเดือน ซึ่งในภาวะที่ผู้ค้าขายได้ลดลง บางแห่งเริ่มปรับรูปแบบการจัดเก็บค่าเช่าใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การลดค่าเช่าในบางช่วงเวลา หรือจัดโปรโมชั่นเพื่อจูงใจให้ผู้ค้ารายใหม่เข้ามาขายในพื้นที่
 
สำหรับปัญหาหลักในปัจจุบัน ผู้ประกอบการมองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนคนเดินที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การวางแผนธุรกิจต้องปรับตัวตลอดเวลา
 
ปัจจัยทำตลาดนัดกลางคืน ยังรอด
 

แม้ภาพรวมของตลาดนัดกลางคืนหลายแห่งจะชะลอตัวลง แต่ยังมีบางพื้นที่ที่สามารถรักษาความคึกคักและจำนวนผู้ใช้บริการไว้ได้ สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจนี้ยังไม่หายไปทั้งหมด หากแต่กำลังอยู่ในช่วง “คัดกรอง” ผู้เล่นที่สามารถปรับตัวได้
 
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของตลาดนัดกลางคืนที่ยังไปต่อได้ คือ “ทำเล” โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรืออยู่ในเส้นทางการเดินทางหลัก ซึ่งยังคงมีทราฟฟิกของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่
 
ความสะดวกในการเข้าถึง เช่น การมีพื้นที่จอดรถเพียงพอ หรือเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเดินทางมาใช้บริการได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับตลาดที่เข้าถึงยากหรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง
 
ปัจจัยที่เห็นได้ชัดมากขึ้นในปัจจุบัน คือการมีคอนเซปต์ที่ชัดเจน ตลาดนัดกลางคืนที่ยังสามารถดึงดูดผู้คนให้มาเดินได้ มักไม่ใช่เพียงแหล่งรวมร้านค้าทั่วไป แต่มีการวางธีมที่แตกต่าง เช่น ตลาดสไตล์วินเทจ ตลาดอาหารเฉพาะทาง หรือพื้นที่ที่เน้นกิจกรรมและประสบการณ์ เช่น ดนตรีสด งานอีเวนต์ หรือโซนถ่ายภาพ
 
ในทางกลับกัน ตลาดที่ขาดเอกลักษณ์ หรือมีรูปแบบร้านค้าซ้ำกับพื้นที่อื่น มักเผชิญปัญหาจำนวนผู้ใช้บริการลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถสร้างความแตกต่างหรือแรงจูงใจใหม่ให้กับผู้บริโภคได้
 
ตัวอย่างตลาดกลางคืนในกรุงเทพฯ ที่ยังเปิดดำเนินดำเนินการ เช่น จ๊อดแฟร์ รัชดา, ตลาดนัดจตุจักร, ตลาดกรีนวินเทจ รัชโยธิน, ตลาดช่างชุ่ย, ตลาดนัดอินทาวน์ ลาดพร้าว, ตลาดนัดเลียบด่วน-รามอินทรา, ตลาดหัวมุม, ตลาดอมรพันธุ์ ม.เกษตร, ตลาดเซฟวันโก (แยกคปอ.), ตลาด กกท. รามคำแหง, ตลาดนัดมหาดไทย ไนท์บาร์ซาร์, เยาวราช, ตลาดกลางคืนพัลลาเดียม, ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์ ฯลฯ 
 
สรุป


จะเห็นได้ว่าภาพของตลาดนัดกลางคืนที่เคยคึกคัก อาจกำลังกลายเป็นเพียงความทรงจำของช่วงเวลาหนึ่ง แม้บางแห่งยังคงพยายามประคองตัวและปรับรูปแบบเพื่อดึงดูดผู้คนกลับมาเดินอีกครั้ง 
 
แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ตลาดนัดกลางคืนจะกลับมาคึกคักได้เมื่อไหร่ หากแต่อยู่ที่ว่า ในสถานการณ์ที่พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจรูปแบบนี้จะยังสามารถปรับตัวและรักษาจุดยืนของตัวเองไว้ได้มากน้อยเพียงใด
 
และในวันที่จำนวนผู้คนที่ไปเดินตลาดบางตาลง เสียงเรียกลูกค้าของผู้ค้าที่แผ่วเบาลง อาจกำลังเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับ “ตลาดนัดกลางคืน” เท่านั้น แต่อาจเกี่ยวกับวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน
 
อ้างอิงข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
574
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
463
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
358
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
346
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
343
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
342
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด