บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
281
4 นาที
6 พฤษภาคม 2569
อวสานตลาดนัดกลางคืน จากแหล่งฮิตสู่ทำเลร้าง เมื่อคนเดินหาย รายได้หด
 

เชื่อว่าหลายคนในตอนนนี้น่าจะมีความรู้สึกเหมือนๆ กันว่า ยามค่ำคืนที่เคยเป็นช่วงเวลาทำเงินของธุรกิจตลาดนัดกลางคืนหลายๆ แห่ง วันนี้กลับเงียบเหงาลงไปอย่างเห็นได้ชัด แผงค้าจำนวนไม่น้อยปิดไฟตั้งแต่หัวค่ำ บางล็อกถูกปล่อยว่าง ขณะที่ทางเดินซึ่งเคยแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนทำงานหลังเลิกงาน กลับมีผู้คนเดินผ่านบางตา
 
เสียงเรียกลูกค้าที่เคยดังสลับกับเสียงดนตรีสด เหลือเพียงไม่กี่ร้านที่ยังพยายามเปิดขาย ท่ามกลางบรรยากาศซบเซา ผู้ค้าหลายรายยอมรับว่า รายได้ลดลงต่อเนื่อง บางวันแทบไม่มีลูกค้า จนเริ่มทยอยปิดกิจการหรือคืนพื้นที่เช่าให้เจ้าของตลาด 
 
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของธุรกิจตลาดนัดกลางคืน ที่กำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และต้นทุนที่ยังคงเดิม สวนทางกับรายได้ที่หดตัว คำถามว่าคือว่าธุรกิจตลาดนัดกลางคืนที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังเข้าสู่ช่วงขาลงหรือไม่ 

ภาพรวมสถานการณ์ตลาดนัดกลางคืน

 
 
ภาพรวมของธุรกิจตลาดนัดกลางคืนในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ในหลายพื้นที่ที่เคยได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยว ต่างเผชิญกับปัญหาจำนวนผู้ใช้บริการลดลง ส่งผลให้ผู้ค้าบางส่วนทยอยปิดกิจการ หรือคืนพื้นที่เช่า ขณะที่บางแห่งถึงขั้นยุติการดำเนินงาน
 
ยกตัวอย่างตลาดนัดกลางคืนชื่อดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่ได้ประกาศปิดกิจการในช่วงต้นปี 2568-2569 ได้แก่ ตลาดดิ วัน รัชดา (ปิด 5 พ.ค. 2568), ตลาดจ๊อดแฟร์ แดนเนรมิต (ปิดต้นปี 2568), และตลาดอินดี้ จตุจักร (ปิด ก.ย. 2568) สาเหตุหลักเกิดจากการหมดสัญญาเช่าที่ดิน การแข่งขันของธุรกิจนัดกลางคืนสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป 

หากปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ซึ่งถือเป็นช่วงพีคของตลาดนัดกลางคืนจากแรงอัดอั้นของการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว ปัจจุบันบรรยากาศดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จำนวนผู้คนไปเดินลดลงในหลายทำเล แม้บางแห่งยังคงเปิดให้บริการ แต่ความคึกคักไม่เท่าเดิม
 
หนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ผู้บริโภคหันไปใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีความสะดวกสบายและสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน 
 
ภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนหรือไลฟ์สไตล์ ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจตลาดนัดกลางคืนที่พึ่งพาการใช้จ่ายแบบไม่จำเป็น เป็นหลัก
 
คนเดินน้อย ผู้ค้ารายได้ลด


ท่ามกลางบรรยากาศที่ซบเซา เสียงสะท้อนจากผู้ค้าภายในตลาดนัดกลางคืนเริ่มดังชัดขึ้น หลายรายยอมรับตรงกันว่า รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดนักดลางคืนยังคึกคัก
 
แม่ค้าร้านอาหารตามสั่งรายหนึ่งที่เปิดขายในตลาดนัดกลางคืนแห่งหนึ่งในสมุทรสาครมานานกว่า 3 ปี เล่าว่า ปัจจุบันยอดขายเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือเพียงประมาณ 30–40% ของช่วงก่อนหน้า จากเดิมที่เคยมีรายได้หลักหลายพันบาทต่อคืน ปัจจุบันบางวันขายได้ไม่ถึงพันบาท บางวันแทบไม่มีลูกค้าเลย ต้องทิ้งของ เสียทั้งต้นทุนและค่าแรงพนักงาน
 
ขณะที่พ่อค้าร้านเครื่องดื่มอีกรายสะท้อนว่า แม้ค่าเช่าพื้นที่ยังอยู่ในระดับเดิม เฉลี่ยวันละ 300–500 บาท หรือบางแห่งคิดเป็นรายเดือนหลักหมื่นบาท แต่รายได้กลับลดลงอย่างชัดเจน ทำให้การทำกำไรยากขึ้น โดยเมื่อก่อนขายแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็พอคุ้มกับทุน แต่ตอนนี้ต้องขายทั้งคืนยังไม่แน่ใจว่าจะคืนทุนหรือไม่
 
ผู้ค้าหลายรายบอกว่า จุดคุ้มทุนของการขายในแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 1,500–2,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า แต่ในสภาพปัจจุบัน การทำยอดขายให้ถึงระดับดังกล่าวเริ่มเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้บางรายตัดสินใจหยุดขายชั่วคราว หรือทยอยคืนพื้นที่
 
ปัจจัยเสี่ยงกระทบธุรกิจตลาดนัดกลางคืน 

1. ความเสี่ยงเรื่องการเช่าที่ดิน 
 

หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของตลาดนัดกลางคืน คือ การพึ่งพาพื้นที่เช่าระยะสั้น เจ้าของที่ดินจำนวนไม่น้อยเลือกปล่อยเช่าเพียงชั่วคราว ระหว่างรอการขายหรือพัฒนาโครงการในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือเชิงพาณิชย์
 
ส่งผลให้แม้บางตลาดจะได้รับความนิยม มีฐานลูกค้าชัดเจน แต่หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ก็อาจต้องยุติกิจการทันที ทำให้การลงทุนในระยะยาวมีความเสี่ยงสูง และยากต่อการสร้างแบรนด์หรือความต่อเนื่อง
 
2. การแข่งขันสูง + ลูกค้ากระจายตัว
 
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โมเดลตลาดนัดกลางคืนถูกนำไปพัฒนาในหลายพื้นที่ เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่สูงและสามารถสร้างรายได้ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดตลาดใหม่จำนวนมากในระยะเวลาใกล้เคียงกัน
 
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวนตลาดนัดกลางคืน กลับไม่ได้มาพร้อมกับจำนวนผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะ “ลูกค้ากระจายตัว” ในหลายพื้นที่มีทำเลใกล้เคียงกัน รูปแบบร้านค้าคล้ายกัน และขาดเอกลักษณ์ที่ชัดเจน
 
ผู้ประกอบการบางรายยอมรับว่า หากตลาดไม่มีจุดขายเฉพาะ เช่น ธีมที่แตกต่าง อาหารเฉพาะทาง หรือกิจกรรมดึงดูดผู้คน ก็ยากที่จะสร้างการจดจำและรักษาฐานลูกค้าได้ในระยะยาว
 
ในทางกลับกัน ตลาดที่ยังสามารถรักษาจำนวนผู้ใช้บริการได้ มักเป็นตลาดที่มีการวางคอนเซปต์ชัดเจน และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้มาใช้บริเการมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายสินค้า
 
3. ความเสี่ยงจากฟ้าฝนและเศรษฐกิจ
 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กระทบโดยตรงต่อรายได้ของตลาดนัดกลางคืน คือ ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสภาพอากาศ เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง
 
ผู้ค้าหลายรายระบุว่า เพียงแค่ฝนตกในช่วงเย็นหรือค่ำ ก็สามารถทำให้จำนวนผู้ใช้บริการลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายหายไปเกือบทั้งหมดในวันนั้น
 
ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ก็เป็นอีกแรงกดดันสำคัญ เนื่องจากการใช้จ่ายในตลาดนัดกลางคืนส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อน เมื่อผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้เงิน ธุรกิจประเภทนี้จึงได้รับผลกระทบก่อน
 
ในบางพื้นที่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทาง ก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น
เจ้าของตลาดเร่งปรับตัว ให้อยู่รอด 
 
ขณะที่ผู้ค้าสะท้อนถึงรายได้ที่ลดลง ผู้ประกอบการตลาดนัดกลางคืนในฐานะผู้บริหารพื้นที่ยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นช่วงท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต้องรับแรงกดดันทั้งจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
ผู้ประกอบการตลาดรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า กลยุทธ์สำคัญในช่วงนี้ คือ การสร้างแรงดึงดูด หรือแม่เหล็กเพื่อดึงคนเข้าพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงสุดสัปดาห์ การนำดนตรีสดเข้ามาสร้างบรรยากาศ รวมถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมตตลาด
 
ในด้านโครงสร้างรายได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาค่าเช่าพื้นที่จากผู้ค้าเป็นหลัก โดยมีทั้งรูปแบบรายวันและรายเดือน ซึ่งในภาวะที่ผู้ค้าขายได้ลดลง บางแห่งเริ่มปรับรูปแบบการจัดเก็บค่าเช่าใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การลดค่าเช่าในบางช่วงเวลา หรือจัดโปรโมชั่นเพื่อจูงใจให้ผู้ค้ารายใหม่เข้ามาขายในพื้นที่
 
สำหรับปัญหาหลักในปัจจุบัน ผู้ประกอบการมองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนคนเดินที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การวางแผนธุรกิจต้องปรับตัวตลอดเวลา
 
ปัจจัยทำตลาดนัดกลางคืน ยังรอด
 

แม้ภาพรวมของตลาดนัดกลางคืนหลายแห่งจะชะลอตัวลง แต่ยังมีบางพื้นที่ที่สามารถรักษาความคึกคักและจำนวนผู้ใช้บริการไว้ได้ สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจนี้ยังไม่หายไปทั้งหมด หากแต่กำลังอยู่ในช่วง “คัดกรอง” ผู้เล่นที่สามารถปรับตัวได้
 
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของตลาดนัดกลางคืนที่ยังไปต่อได้ คือ “ทำเล” โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรืออยู่ในเส้นทางการเดินทางหลัก ซึ่งยังคงมีทราฟฟิกของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่
 
ความสะดวกในการเข้าถึง เช่น การมีพื้นที่จอดรถเพียงพอ หรือเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเดินทางมาใช้บริการได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับตลาดที่เข้าถึงยากหรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง
 
ปัจจัยที่เห็นได้ชัดมากขึ้นในปัจจุบัน คือการมีคอนเซปต์ที่ชัดเจน ตลาดนัดกลางคืนที่ยังสามารถดึงดูดผู้คนให้มาเดินได้ มักไม่ใช่เพียงแหล่งรวมร้านค้าทั่วไป แต่มีการวางธีมที่แตกต่าง เช่น ตลาดสไตล์วินเทจ ตลาดอาหารเฉพาะทาง หรือพื้นที่ที่เน้นกิจกรรมและประสบการณ์ เช่น ดนตรีสด งานอีเวนต์ หรือโซนถ่ายภาพ
 
ในทางกลับกัน ตลาดที่ขาดเอกลักษณ์ หรือมีรูปแบบร้านค้าซ้ำกับพื้นที่อื่น มักเผชิญปัญหาจำนวนผู้ใช้บริการลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถสร้างความแตกต่างหรือแรงจูงใจใหม่ให้กับผู้บริโภคได้
 
ตัวอย่างตลาดกลางคืนในกรุงเทพฯ ที่ยังเปิดดำเนินดำเนินการ เช่น จ๊อดแฟร์ รัชดา, ตลาดนัดจตุจักร, ตลาดกรีนวินเทจ รัชโยธิน, ตลาดช่างชุ่ย, ตลาดนัดอินทาวน์ ลาดพร้าว, ตลาดนัดเลียบด่วน-รามอินทรา, ตลาดหัวมุม, ตลาดอมรพันธุ์ ม.เกษตร, ตลาดเซฟวันโก (แยกคปอ.), ตลาด กกท. รามคำแหง, ตลาดนัดมหาดไทย ไนท์บาร์ซาร์, เยาวราช, ตลาดกลางคืนพัลลาเดียม, ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์ ฯลฯ 
 
สรุป


จะเห็นได้ว่าภาพของตลาดนัดกลางคืนที่เคยคึกคัก อาจกำลังกลายเป็นเพียงความทรงจำของช่วงเวลาหนึ่ง แม้บางแห่งยังคงพยายามประคองตัวและปรับรูปแบบเพื่อดึงดูดผู้คนกลับมาเดินอีกครั้ง 
 
แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ตลาดนัดกลางคืนจะกลับมาคึกคักได้เมื่อไหร่ หากแต่อยู่ที่ว่า ในสถานการณ์ที่พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจรูปแบบนี้จะยังสามารถปรับตัวและรักษาจุดยืนของตัวเองไว้ได้มากน้อยเพียงใด
 
และในวันที่จำนวนผู้คนที่ไปเดินตลาดบางตาลง เสียงเรียกลูกค้าของผู้ค้าที่แผ่วเบาลง อาจกำลังเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับ “ตลาดนัดกลางคืน” เท่านั้น แต่อาจเกี่ยวกับวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน
 
อ้างอิงข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ไม่รอด! อวสานร้านเล็ก ส่วนใหญ่เซ้ง - เจ๊งยับ
605
เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026 วิธีบริหารเงินฉบับ “Famil..
594
ปี 2026 Brand as a Creator ไม่ทำไม่รอด!
588
หยุดงมทาง Marketing Canvas วางแผนตลาดแผ่นเดียวจบ!
406
เจาะการตลาดแบบญี่ปุ่น Japan MKT เรียบง่ายแต่ขายได้
397
สมรภูมิเครื่องดื่ม Southeast Asia ไทยแชมป์กาแฟ จ..
395
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด