บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
292
3 นาที
29 เมษายน 2569
อวสานชนชั้นกลาง! ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม
 

ถ้ามองในเรื่องของการจำแนกชนชั้นโดยใช้ข้อมูลรายได้และพฤติกรรมการบริโภคมาเป็นเกณฑ์ จากจำนวนประชากรในเมืองไทยที่มีตอนนี้แบ่งได้คราวๆ คือ
  1. ชนชั้นบน คือผู้ที่มีรายได้ครัวเรือน / เดือน ประมาณ 85,000 – 100,000 บาทขึ้นไป มีสัดส่วน 4-5% 
  2. ชนชั้นกลางระดับบน มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 50,000 – 85,000 บาท ประมาณ 10-15%
  3. ชนชั้นกลาง มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 25,000 – 50,000 บาท ประมาณ 20-25%
  4. ชนชั้นฐานราก มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 15,000 – 20,000 บาท ประมาณ 50-60%
ถ้าวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงโครงสร้าง ชนชั้นฐานราก ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกษตรกร แรงงานรายวัน และผู้มีรายได้น้อย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อค่าครองชีพ และมักเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญผ่านนโยบายสวัสดิการต่างๆ ในขณะที่ชนชั้นกลาง มีสัดส่วนประมาณ 35-40% ของประชากร

ถือเป็นกลุ่มกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังการซื้อมากพอสมควร ในขณะที่ชนชั้นบน แม้จะมีจำนวนน้อยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นกลุ่มที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างดี
 
ปรากฏการณ์ "ชนชั้นกลางที่เริ่มจะหายไป”
 
มองสัดส่วนตอนนี้ชนชั้นกลางในเมืองไทยมีอยู่ราวๆ 1 ใน 3 ของประชากร และจากสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้มีปรากฏการณ์ที่น่ากังวลคือ ชนชั้นกลางบางส่วนกำลังขยับลงไปใกล้เคียงกับชนชั้นฐานรากมากขึ้น โดยมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องได้แก่
 
1.ค่าครองชีพที่พุ่งสูงยิ่งกว่าเงินเดือน
 

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ เงินเฟ้อ ที่ไม่ได้มาแค่ตัวเลข แต่มาในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ค่าอาหาร พลังงาน ไปจนถึงค่าเดินทาง ปัจจุบันนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานโลก แต่โครงสร้างเงินเดือนของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ กลับเติบโตในอัตราที่น้อยมาก ประมาณ 3-5% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมส่วนต่างของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

อย่างกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 6-8 บาทต่อลิตร ก็ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 18-20% ราคาสินค้าต่างๆ ก็เตรียมขยับตามไป ผลลัพธ์ที่เช่นได้ชัดคือถ้ามีเงินเดือน 30,000 บาท อำนาจในการซื้อลดลงเปรียบเสมือนเหลือเงินเพียง 24,000 – 25,000 เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในสมัยก่อน ไม่ต้องพูดถึงเงินที่เหลือเก็บ เพราะต้องใช้เงินแทบทั้งหมดไปกับการประคองชีวิตให้รอดในแต่ละเดือน
 
2.หนี้ครัวเรือนที่มีแต่จะสูงมากขึ้น
 
ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกือบ 91% ของ GDP และชนชั้นกลางในไทยคือกลุ่มที่แบกหนี้สูงสุดในระบบเศรษฐกิจ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาระหนี้ดี ในเชิงทฤษฎี เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หนี้เหล่านี้กลายเป็นภาระหนักอึ้ง ยิ่งเจอสภาวะที่ธนาคารประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ภาระในการผ่อนชำระของชนชั้นกลางก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จากข้อมูลพบว่าชนชั้นกลางต้องจ่ายเงินไปกับค่าผ่อนบ้านและรถเฉลี่ย 40-50% ของรายได้ เช่นหากมีรายได้ต่อครัวเรือน 40,000 บาท ต้องผ่อนบ้าน 10,000 บาท ผ่อนรถ 10,000 บาท เหลือเงิน 20,000 บาท เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น จะเหลือเงินเก็บสะสมจริงไม่ถึง 10% ของรายได้ และการที่หลายคนไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเมื่อเกิดวิกฤติในครอบครัว เช่นเจ็บป่วย หรือตกงาน ก็ทำให้ระบบการเงินในครอบครัวพังทลายได้เร็วขึ้น
 
3.ค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้ และรายได้ที่โตไม่ทัน
 

หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Squeezed Middle คือการที่ชนชั้นกลางกำลังถูกบีบจากทั้งกลุ่มชนชั้นบน ซึ่งเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการปรับตัวและเข้าถึงทรัพยากรได้มาก และการถูกบีบจากกลุ่มชนชั้นฐานรากที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลมักจะมีนโยบายช่วยเหลือโดยตรง เช่น บัตรสวัสดิการต่างๆ ทำให้ชนชั้นกลางกลายเป็นกลุ่มที่ รวยเกินกว่าจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ แต่ก็จนเกินกว่าจะอยู่ได้อย่างสบาย ต้องแบกรับภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับรู้สึกว่าสวัสดิการที่ได้รับคืนมานั้นไม่คุ้มค่า

รวมถึงภาวะเงินออมของชนชั้นกลางตอนนี้อยู่ในขั้นวิกฤติข้อมูลชี้ว่า ประชากรไทยกว่า 80% มีเงินในบัญชีไม่ถึง 50,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชนชั้นกลาง หากราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพพุ่งสูงต่อเนื่องเกิน 3-6 เดือน จะเริ่มเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง จนต้องนำทรัพย์สินไปจำนำหรือกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าชนชั้นกลางกำลังเผชิญกับภาวะ Squeezed Middle จากทั้งค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้และรายได้ที่โตไม่ทัน ทำให้แนวคิดเรื่องการเกษียณหรือการสร้างฐานะให้มั่นคงกว่าเดิมกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้น
 
ถ้าชนชั้นกลางล่มสลาย! จะเกิดอะไรขึ้น?
 
แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้น แต่ก็สุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หากชนชั้นกลางในเมืองไทยเหลือน้อย สิ่งแรกที่จะเกิดคือ ประเทศจะเสียสมดุลในทุกมิติ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและสังคม มีข้อมูลระบุว่าในหลายประเทศรวมถึงไทย การบริโภคภาคเอกชน คิดเป็นประมาณ 50-60% ของ GDP โดยกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินนี้มาจากชนชั้นกลาง หากชนชั้นกลางลดการใช้จ่ายลงเพียง 10% อาจส่งผลให้ GDP ของประเทศหดตัวลงได้ถึง 1.5 - 2% ทันที ซึ่งถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง
  • วิกฤต SME และการจ้างงาน โดยปัจจุบัน SME ในไทยจ้างงานประชากรกว่า 70-80% หากกำลังซื้อชนชั้นกลางหายไปต่อเนื่อง คาดการณ์ว่า SME ในกลุ่มบริการและค้าปลีกอาจต้องปิดตัวลงถึง 15-20% ภายในหนึ่งปี ส่งผลให้คนตกงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
     
  • ฐานภาษีที่แคบลง การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า แม้คนรวยจะเสียภาษีในอัตราสูงกว่า แต่ชนชั้นกลางคือกลุ่มที่มี จำนวนคนเสียภาษีมากที่สุดหากชนชั้นกลางหายไป รัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มหาศาล ซึ่งตัวเลขนี้อาจสูงถึง 20-30% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ทำให้รัฐไม่มีเงินไปอุดหนุนสวัสดิการให้คนยากจนหรือลงทุนในโครงการใหม่ๆ
     
  • เกิดปัญหา “สมองไหล” ซึ่งเป็นความสูญเสียระยะยาวที่ประเมินมูลค่าได้ยาก ชนชั้นกลางมักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เช่น หมอ, วิศวกร, นักการตลาด, นักวิจัย เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศไม่เอื้อต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี คนเหล่านี้อาจเลือกย้ายประเทศเพื่อไปทำงานในที่ที่คุ้มค่ากว่า ข้อมูลน่าสนใจระบุว่าหากคนกลุ่มนี้ย้ายไปสร้าง GDP ให้ประเทศอื่น 10,000 คน ประเทศจะสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 50,000 - 100,000 ล้านบาท ในช่วงอายุการทำงานของคนเหล่านี้

ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่าในประเทศที่ชนชั้นกลางล่มสลาย สัดส่วนงบประมาณ R&D ต่อ GDP มักจะต่ำกว่า 1% เพราะภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากไม่มีกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากพอจะรองรับสินค้ากลุ่ม Premium หรือนวัตกรรมใหม่ และเมื่อชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่ม แรงงานทักษะลดลง ประเทศจะขาดแคลนบุคลากรที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า รวมถึงจะทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะการตัดสินใจเข้ามา
 
ตั้งโรงงานหรือฐานธุรกิจในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้ดูแค่ค่าแรง แต่ดูว่า คนในประเทศนั้นมีปัญญาซื้อของที่เขาผลิตได้ ไหม หากสัดส่วนชนชั้นกลางลดลงเหลือต่ำกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดตลาดภายในประเทศเล็กเกินกว่าจะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ทำให้ประเทศจะต้องพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในด้านเศรษฐกิจ
 
การคงอยู่ของชนชั้นกลางจึงมีความหมายในทางเศรษฐกิจมาก การล่มสลายหรือหายไปไม่ส่งผลดีกับใครในประเทศทั้งสิ้น ซึ่งจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าศักยภาพของชนชั้นกลางในเมืองไทยจะได้รับการฟื้นฟูมากแค่ไหน ถ้าไม่มีนโยบายหรือส่งเสริมรายได้ของชนชั้นกลางให้ลืมตาอ้าปาก ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปอาจกลายเป็นอวสานชนชั้นกลางแบบสมบูรณ์ได้
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ใบกำกับภาษี คือ อะไร? ความสำคัญและวิธีออกให้ถูกก..
1,840
กล้อง Sony ดีไหม? 6 จุดเด่นที่ทำให้หลายคนเลือกใช..
1,490
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงรุก: ..
1,252
Raising Cane´s ร้านไก่ทอดไม่มีกระดูก 900 สาขา พา..
560
อวสานสงครามราคา จีนไปก่อน ใครต่อไป
483
ทะเลเดือด! สงครามโยเกิร์ต 2569 ใครไหวเดินหน้า ใค..
455
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด