บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
458
3 นาที
29 เมษายน 2569
อวสานชนชั้นกลาง! ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม
 

ถ้ามองในเรื่องของการจำแนกชนชั้นโดยใช้ข้อมูลรายได้และพฤติกรรมการบริโภคมาเป็นเกณฑ์ จากจำนวนประชากรในเมืองไทยที่มีตอนนี้แบ่งได้คราวๆ คือ
  1. ชนชั้นบน คือผู้ที่มีรายได้ครัวเรือน / เดือน ประมาณ 85,000 – 100,000 บาทขึ้นไป มีสัดส่วน 4-5% 
  2. ชนชั้นกลางระดับบน มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 50,000 – 85,000 บาท ประมาณ 10-15%
  3. ชนชั้นกลาง มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 25,000 – 50,000 บาท ประมาณ 20-25%
  4. ชนชั้นฐานราก มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 15,000 – 20,000 บาท ประมาณ 50-60%
ถ้าวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงโครงสร้าง ชนชั้นฐานราก ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกษตรกร แรงงานรายวัน และผู้มีรายได้น้อย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อค่าครองชีพ และมักเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญผ่านนโยบายสวัสดิการต่างๆ ในขณะที่ชนชั้นกลาง มีสัดส่วนประมาณ 35-40% ของประชากร

ถือเป็นกลุ่มกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังการซื้อมากพอสมควร ในขณะที่ชนชั้นบน แม้จะมีจำนวนน้อยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นกลุ่มที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างดี
 
ปรากฏการณ์ "ชนชั้นกลางที่เริ่มจะหายไป”
 
มองสัดส่วนตอนนี้ชนชั้นกลางในเมืองไทยมีอยู่ราวๆ 1 ใน 3 ของประชากร และจากสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้มีปรากฏการณ์ที่น่ากังวลคือ ชนชั้นกลางบางส่วนกำลังขยับลงไปใกล้เคียงกับชนชั้นฐานรากมากขึ้น โดยมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องได้แก่
 
1.ค่าครองชีพที่พุ่งสูงยิ่งกว่าเงินเดือน
 

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ เงินเฟ้อ ที่ไม่ได้มาแค่ตัวเลข แต่มาในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ค่าอาหาร พลังงาน ไปจนถึงค่าเดินทาง ปัจจุบันนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานโลก แต่โครงสร้างเงินเดือนของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ กลับเติบโตในอัตราที่น้อยมาก ประมาณ 3-5% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมส่วนต่างของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

อย่างกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 6-8 บาทต่อลิตร ก็ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 18-20% ราคาสินค้าต่างๆ ก็เตรียมขยับตามไป ผลลัพธ์ที่เช่นได้ชัดคือถ้ามีเงินเดือน 30,000 บาท อำนาจในการซื้อลดลงเปรียบเสมือนเหลือเงินเพียง 24,000 – 25,000 เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในสมัยก่อน ไม่ต้องพูดถึงเงินที่เหลือเก็บ เพราะต้องใช้เงินแทบทั้งหมดไปกับการประคองชีวิตให้รอดในแต่ละเดือน
 
2.หนี้ครัวเรือนที่มีแต่จะสูงมากขึ้น
 
ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกือบ 91% ของ GDP และชนชั้นกลางในไทยคือกลุ่มที่แบกหนี้สูงสุดในระบบเศรษฐกิจ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาระหนี้ดี ในเชิงทฤษฎี เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หนี้เหล่านี้กลายเป็นภาระหนักอึ้ง ยิ่งเจอสภาวะที่ธนาคารประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ภาระในการผ่อนชำระของชนชั้นกลางก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จากข้อมูลพบว่าชนชั้นกลางต้องจ่ายเงินไปกับค่าผ่อนบ้านและรถเฉลี่ย 40-50% ของรายได้ เช่นหากมีรายได้ต่อครัวเรือน 40,000 บาท ต้องผ่อนบ้าน 10,000 บาท ผ่อนรถ 10,000 บาท เหลือเงิน 20,000 บาท เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น จะเหลือเงินเก็บสะสมจริงไม่ถึง 10% ของรายได้ และการที่หลายคนไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเมื่อเกิดวิกฤติในครอบครัว เช่นเจ็บป่วย หรือตกงาน ก็ทำให้ระบบการเงินในครอบครัวพังทลายได้เร็วขึ้น
 
3.ค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้ และรายได้ที่โตไม่ทัน
 

หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Squeezed Middle คือการที่ชนชั้นกลางกำลังถูกบีบจากทั้งกลุ่มชนชั้นบน ซึ่งเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการปรับตัวและเข้าถึงทรัพยากรได้มาก และการถูกบีบจากกลุ่มชนชั้นฐานรากที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลมักจะมีนโยบายช่วยเหลือโดยตรง เช่น บัตรสวัสดิการต่างๆ ทำให้ชนชั้นกลางกลายเป็นกลุ่มที่ รวยเกินกว่าจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ แต่ก็จนเกินกว่าจะอยู่ได้อย่างสบาย ต้องแบกรับภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับรู้สึกว่าสวัสดิการที่ได้รับคืนมานั้นไม่คุ้มค่า

รวมถึงภาวะเงินออมของชนชั้นกลางตอนนี้อยู่ในขั้นวิกฤติข้อมูลชี้ว่า ประชากรไทยกว่า 80% มีเงินในบัญชีไม่ถึง 50,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชนชั้นกลาง หากราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพพุ่งสูงต่อเนื่องเกิน 3-6 เดือน จะเริ่มเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง จนต้องนำทรัพย์สินไปจำนำหรือกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าชนชั้นกลางกำลังเผชิญกับภาวะ Squeezed Middle จากทั้งค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้และรายได้ที่โตไม่ทัน ทำให้แนวคิดเรื่องการเกษียณหรือการสร้างฐานะให้มั่นคงกว่าเดิมกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้น
 
ถ้าชนชั้นกลางล่มสลาย! จะเกิดอะไรขึ้น?
 
แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้น แต่ก็สุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หากชนชั้นกลางในเมืองไทยเหลือน้อย สิ่งแรกที่จะเกิดคือ ประเทศจะเสียสมดุลในทุกมิติ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและสังคม มีข้อมูลระบุว่าในหลายประเทศรวมถึงไทย การบริโภคภาคเอกชน คิดเป็นประมาณ 50-60% ของ GDP โดยกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินนี้มาจากชนชั้นกลาง หากชนชั้นกลางลดการใช้จ่ายลงเพียง 10% อาจส่งผลให้ GDP ของประเทศหดตัวลงได้ถึง 1.5 - 2% ทันที ซึ่งถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง
  • วิกฤต SME และการจ้างงาน โดยปัจจุบัน SME ในไทยจ้างงานประชากรกว่า 70-80% หากกำลังซื้อชนชั้นกลางหายไปต่อเนื่อง คาดการณ์ว่า SME ในกลุ่มบริการและค้าปลีกอาจต้องปิดตัวลงถึง 15-20% ภายในหนึ่งปี ส่งผลให้คนตกงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
     
  • ฐานภาษีที่แคบลง การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า แม้คนรวยจะเสียภาษีในอัตราสูงกว่า แต่ชนชั้นกลางคือกลุ่มที่มี จำนวนคนเสียภาษีมากที่สุดหากชนชั้นกลางหายไป รัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มหาศาล ซึ่งตัวเลขนี้อาจสูงถึง 20-30% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ทำให้รัฐไม่มีเงินไปอุดหนุนสวัสดิการให้คนยากจนหรือลงทุนในโครงการใหม่ๆ
     
  • เกิดปัญหา “สมองไหล” ซึ่งเป็นความสูญเสียระยะยาวที่ประเมินมูลค่าได้ยาก ชนชั้นกลางมักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เช่น หมอ, วิศวกร, นักการตลาด, นักวิจัย เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศไม่เอื้อต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี คนเหล่านี้อาจเลือกย้ายประเทศเพื่อไปทำงานในที่ที่คุ้มค่ากว่า ข้อมูลน่าสนใจระบุว่าหากคนกลุ่มนี้ย้ายไปสร้าง GDP ให้ประเทศอื่น 10,000 คน ประเทศจะสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 50,000 - 100,000 ล้านบาท ในช่วงอายุการทำงานของคนเหล่านี้

ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่าในประเทศที่ชนชั้นกลางล่มสลาย สัดส่วนงบประมาณ R&D ต่อ GDP มักจะต่ำกว่า 1% เพราะภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากไม่มีกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากพอจะรองรับสินค้ากลุ่ม Premium หรือนวัตกรรมใหม่ และเมื่อชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่ม แรงงานทักษะลดลง ประเทศจะขาดแคลนบุคลากรที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า รวมถึงจะทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะการตัดสินใจเข้ามา
 
ตั้งโรงงานหรือฐานธุรกิจในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้ดูแค่ค่าแรง แต่ดูว่า คนในประเทศนั้นมีปัญญาซื้อของที่เขาผลิตได้ ไหม หากสัดส่วนชนชั้นกลางลดลงเหลือต่ำกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดตลาดภายในประเทศเล็กเกินกว่าจะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ทำให้ประเทศจะต้องพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในด้านเศรษฐกิจ
 
การคงอยู่ของชนชั้นกลางจึงมีความหมายในทางเศรษฐกิจมาก การล่มสลายหรือหายไปไม่ส่งผลดีกับใครในประเทศทั้งสิ้น ซึ่งจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าศักยภาพของชนชั้นกลางในเมืองไทยจะได้รับการฟื้นฟูมากแค่ไหน ถ้าไม่มีนโยบายหรือส่งเสริมรายได้ของชนชั้นกลางให้ลืมตาอ้าปาก ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปอาจกลายเป็นอวสานชนชั้นกลางแบบสมบูรณ์ได้
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
426
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
356
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
339
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
339
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
338
ธุรกิจการ์ดเกม 3.8 แสนล้านบาท! Rae Item ใบเดียวร..
335
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด