บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
406
2 นาที
27 เมษายน 2569
สงกรานต์ 69! น้ำมันแพง! ของแพง! รายได้หดทั่วประเทศกว่า 3,000 ล้านบาท 
 

เดือนเมษายนปกติที่ผ่านมาถือเป็นเดือนแห่งความสุข เพราะเดือนนี้มีเทศกาลสงกรานต์ที่หยุดยาวอย่างน้อยก็ 3-5 วัน แต่ในปี 2569 นี้สถานการณ์แตกต่างสิ้นเชิง
 
เทศกาลแห่งความสุขในปีนี้ทำท่าว่าจะไม่มีความสุข อันเนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงมาก และเป็นตัวแปรต้นที่ทำให้สินค้าอื่นๆ พากันขยับตัวตามไป
 
ถ้าไปดูสถิติย้อนหลังของเทศกาลสงกรานต์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีตัวเลขรายได้น่าสนใจดังนี้
  • ปี 2566 รายได้หมุนเวียนประมาณ 23,000 ล้านบาท (เป็นปีแรกที่กลับมาจัดงานคึกคักหลังผ่านสถานการณ์โควิด
  • ปี 2567 รายได้หมุนเวียนประมาณ 52,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงมาก
  • ปี 2568 รายได้หมุนเวียนประมาณ 28,000 ล้านบาท เป็นปีที่คนไทยเริ่มระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายกันมากขึ้น
ทำไม “ช่วงสงกรานต์” ถึงเป็นเทศกาลสร้างรายได้
 

ภาพจาก https://app.envato.com

วันสงกรานต์ไม่ใช่เพียงแค่ประเพณีไทย แต่มีความสำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์ที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากโดยมีเหตุผลจากหลายปัจจัยได้แก่
  1. การเคลื่อนที่ของประชากรจำนวนมาก ตัวเลขโดยประมาณว่าสงกรานต์แต่ละครั้งมีการเคลื่อนที่ของประชากรนับล้าน แน่นอนว่าคนเคลื่อน เงินก็เคลื่อนตาม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือการท่องเที่ยวข้ามจังหวัดทำให้เกิดการกระจายรายได้จากเขตเมืองสู่ชานเมืองมากขึ้น
  2. เทศกาลที่คนยอมจ่ายเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง ซึ่งช่วงสงกรานต์คือเวลาแห่งความสุขทำให้ผู้บริโภคมีสภาวะทางจิตวิทยาที่พร้อมจะ จ่ายง่าย กว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงฉลองของครอบครัวเมื่ออยู่พร้อมหน้า , การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ และที่น่าสนใจคือช่วงเทศกาล คนมักจะยอมรับราคาที่สูงขึ้นได้มากกว่าปกติ เช่น ค่าที่พักหรือค่าอาหาร เพราะถือว่าเป็นรางวัลจากการทำงานหนักมาทั้งปี
  3. โอกาสสร้างรายได้ของร้านค้า / ร้านอาหาร เมื่อมีปริมาณการเดินทางเพิ่มสูง ร้านค้า ร้านอาหารก็ใช้จังหวะนี้ในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านกาแฟ และผู้ค้าริมทางด้วย เพราะรายได้ของกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เดินทางผ่าน ข้อมูลจากภาคธุรกิจร้านอาหารระบุว่า สงกรานต์เป็นช่วงที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ หากคนเดินทางลดลง รายได้ของร้านค้ากลุ่มนี้จะหายไปทันที โดยเฉพาะร้านที่อยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวหรือริมถนนสายหลัก
การที่คนไทยในช่วงเทศกาลหันมาจับจ่ายกันมากขึ้นมีศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจเพราะเงินที่จ่ายให้ธุรกิจหนึ่งหมายถึงการกระจายไปถึงธุรกิจอื่นเช่นเราจ่ายเงินในร้านอาหาร
 
เจ้าของร้านอาหารก็จะนำเงินนั้นไปจ่ายเป็นค่าวัตถุดิบให้เกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีเงินในการนำไปใช้จ่าย ทำให้สงกรานต์จึงไม่ใช่แค่วันหยุดยาวแต่มีความหมายไปถึงธุรกิจทุกภาคส่วน
 
วิกฤติน้ำมันแพง! ของแพง! สงกรานต์ 69 รายได้หดตัวกว่า 3,000 ล้านบาท
 

จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างชัดเจน รายได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดหวังไว้อยู่ที่ประมาณ 30,350 ล้านบาท
 
ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ประเมินต่อว่า หากไม่มีวิกฤติน้ำมันแพง การท่องเที่ยวในประเทศน่าจะเติบโตได้ถึง 10% หรือมากกว่านั้น
 
นั่นหมายความว่ามีโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่สูญเสียไปประมาณ 3,000 - 5,000 ล้านบาท จากกำลังซื้อคนไทยที่หดตัว
 
ทั้งนี้เงินที่ควรจะได้แต่หายไปในช่วงสงกรานต์ปี 2569 นี้ ประมาณ 3,000 - 5,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายถึงเงินสูญหายไปเฉยๆ แต่คือ เม็ดเงินหมุนเวียนที่ลดลง จากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลักคือ
  1. งบประมาณที่ถูกนำไปใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันมากขึ้น สมมุติถ้าเรามีเงิน 10,000 บาท ในสถานการณ์ปกติเราจ่ายค่าน้ำมัน 3,000 บาท เหลืออีก 7,000 บาท สำหรับการจับจ่าย แต่เมื่อน้ำมันแพงขึ้นมาก ค่าเดินทางอาจเพิ่มเป็น 5,000 บาท ทำให้เงินที่ควรจะกระจายไปถึงพ่อค้าแม่ค้าอย่างร้านอาหาร ที่พัก ร้านของฝาก ลดลงทันทีเช่นกัน
  2. การตัดรายจ่ายอะไรไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อ นับถึงตอนนี้คนส่วนใหญ่เริ่มใช้นโยบาย ประหยัดในสิ่งที่ตัดได้ เพื่อเก็บเงินสดไว้รับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นสินค้าที่ไม่จำเป็นอย่างเสื้อลายดอก , อุปกรณ์เล่นน้ำ ฯลฯ จะถูกตัดออกจากลิสต์ของที่ต้องซื้อทันที รวมถึงอาหารที่ราคาแพงๆ อาจแทนที่ด้วยอาหารจานเดียว หรือการทานอาหารในร้านสะดวกซื้อมากขึ้น
  3. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง เนื่องจากค่าน้ำมันที่แพงมาก คนส่วนใหญ่ยกเลิกการใช้รถส่วนตัวในการเดินทางและหันไปใช้บริการรถไฟ รถทัวร์ หรือบางคนก็ยกเลิกการเที่ยวไกลๆ แต่หันมาเที่ยวใกล้บ้าน หรือบางคนยกเลิกการเดินทางไปเลย
นั่นก็หมายถึงผลกระทบที่ทำให้เม็ดเงินที่ควรจะออกไปสู่พื้นที่ต่างๆ ลดน้อยลงด้วย
 
“สงกรานต์” คนไทยอยากเที่ยว! แต่ไม่มีเงินเหลือ
 

ภาพจาก https://citly.me/fgZkq

เป็นความรู้สึกย้อนแย้งที่เวลาแห่งความสุขเราก็อยากเที่ยวแต่ติดว่าไม่มีเงินมากพอให้ทำอย่างนั้นผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคระบุว่า คนไทยมีการวางแผนใช้จ่ายที่รัดกุมขึ้นอย่างมาก และปัญหาของแพงที่เกิดจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ยังกระทบถึง “หนี้ครัวเรือน” ของไทย
 
โดยตัวเลขในปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 87% ของ GDP หรือประมาณ 16.3 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ต้องไม่ลืมอีกว่าหลังผ่านสงกรานต์ไปแล้วก็คือเดือนพฤกษภาคม เป็นช่วงเวลาที่เปิดภาคเรียน ตรงนี้พ่อแม่ผู้ปกครองจะมีค่าใช้จ่ายรออยู่อีกเพียบ
 
ถ้ารวมกับต้นทุนอื่นๆที่เจอทั้งค่าไฟแพง น้ำมันแพง ของแพง ผสมกับค่าเสื้อผ้า ค่าเทอมที่จะตามมา การออมเงินหรือยกเลิกการเที่ยวในช่วงสงกรานต์เป็นวิธีที่คนไทยไม่อยากทำแต่ปีนี้อาจจำเป็นต้องทำเพื่อเน้นความอยู่รอด
 
มองทิศทางข้างหน้าว่าสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้จะอยู่กับคนไทยไปอีกนานไหม คำตอบยังคงต้องอาศัยปัจจัยภายนอกเข้ามาร่วมด้วย แต่ในมุมของคนไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรมีมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น
 
อย่างน้อยก็ผ่อนหนักให้เป็นเบา คำว่ารวยไม่ไหวแล้วที่เราเคยได้ยินตอนหาเสียง หลายคนก็บอกเช่นกันว่าตอนนี้คือไม่ไหวแล้วเหลือแค่รวยเท่านั้นที่ยังทำไม่ได้ ในเดือนแห่งความสุขที่มีเทศกาลสงกรานต์นี้ ก็มาลุ้นกันว่าจะมีมาตรการดีๆ อะไรที่ทำให้คนไทยได้ชุ่มชื่นหัวใจกันบ้าง
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
425
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
425
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
411
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
407
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
407
วางแผนอนาคตให้ยืดหยุ่นได้ ด้วยเทคนิคทำสินเชื่อรถ..
398
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด