บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
399
3 นาที
27 เมษายน 2569
อวสานสะดวกส่ง รายใหญ่ไม่เข็ด รายเล็กไม่รอด


ช่วงที่ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจขนส่งพัสดุและจุดรับ–ส่งสินค้าเอกชน ได้ขยายตัวตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว
 
ปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน สร้างกลายเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่ต้องการมีธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ถูกออกแบบโมเดลธุรกิจให้เริ่มต้นง่าย ใช้เงินลงทุนไม่สูง และไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน
 
โมเดลดังกล่าวมักถูกสร้างระบบให้ธุรกิจบริหารจัดการไม่ยุ่งยาก ผู้ลงทุนเพียงจัดหาสถานที่ เปิดหน้าร้าน รับพัสดุจากลูกค้า และรอให้บริษัทแม่หรือพาร์ทเนอร์เข้ามารับสินค้าไปจัดส่งต่อ
 
ภาพลักษณ์ที่ถูกสื่อสารออกมาคือการเป็นธุรกิจที่แทบไม่ต้องลงแรง หรือที่หลายคนเรียกว่า “เสือนอนกิน” โดยมีรายได้ในรูปแบบส่วนแบ่งจากค่าขนส่งที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
 
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กลุ่มผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากตัดสินใจเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มองหารายได้เสริม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 รวมถึงเจ้าของพื้นที่ว่างที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดจากทรัพย์สินที่มีอยู่ภายใต้ภาพธุรกิจที่ดูเรียบง่ายและน่าสนใจ แม้ความต้องการใช้บริการส่งสินค้าและพัสดุจะมีอยู่จริง
 
เพราะจากข้อมูลของ Priceza Thailand ระบุว่ามูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2024 อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท, ปี 2025 อยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ในปี 2030 จะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท
 
แต่ภาพของรายได้ธุรกิจที่ถูกนำเสนอ อาจไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมดของโครงสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนและสัดส่วนรายได้ที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะได้รับในระยะยาว กลายเป็นความท้าทายที่หลายคนได้เผชิญเมื่อเข้าสู่สนามจริง
 
ความจริง “สะดวกส่ง” งานเยอะ แต่กำไรบาง
 


เมื่อเข้าสู่สนามการดำเนินธุรกิจจริง ภาพของ “เสือนอนกิน” ที่เคยถูกคาดหวัง กลับไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญ
 
โดยเฉพาะโครงสร้างรายได้ที่อิงกับ “ส่วนแบ่งต่อชิ้น” ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยเพียงประมาณ 5–10 บาทต่อพัสดุหนึ่งชิ้น แล้วแต่ขนาดใหญ่ขนาดเล็ก ทำให้รายได้จำเป็นต้องพึ่งพาปริมาณพัสดุจำนวนมากในแต่ละวัน
 
แม้บางสาขาจะมีปริมาณพัสดุเข้าออกอย่างต่อเนื่อง แต่รายได้รวมกลับไม่เพียงพอต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องแบกรับ
 
ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงาน รวมถึงค่าน้ำและค่าไฟ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกเดือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคำนวณต้นทุนรวมแล้ว ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยมีกำไรสุทธิอยู่ในระดับต่ำมาก หรือแทบไม่เหลือกำไรเลย
 
ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก สะท้อนเป็นเสียงเดียวกัน คือ “ยิ่งทำมาก ยิ่งเหนื่อย” แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น
 
เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจไม่ได้เอื้อต่อการสร้างมาร์จิ้นในระดับสูง ส่งผลให้หลายสาขาแม้ทำงานตลอดทั้งวัน แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอกับต้นทุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานในแต่ละเดือน
 
จากโอกาสทอง Red Ocean
1. เปิดง่าย คนแห่ทำ


ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าโมเดลแฟรนไชส์ร้านส่งพัสดุ สามารถดึงดูดคนจำนวนมากเพราะค่าแฟรนไชส์เริ่มต้นต่ำ ไม่ต้องมีทักษะเฉพาะใดๆ ใครๆ ก็เปิดร้านได้ ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
 
แต่ในเวลาเดียวกันกลายเป็นตลาดอิ่มตัวเร็ว ร้านกระจายเต็มชุมชน แข่งกันเองในพื้นที่เดียวกัน ความได้เปรียบจากเปิดก่อนจึงไม่ใช่ข้อได้เปรียบในระยะยาว
 
2. ดีมานด์โต แต่รายย่อยไม่โต
 
แม้ว่าปริมาณพัสดุจะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ แต่ลูกค้ารายใหญ่โดยเฉพาะแม่ค้าออนไลน์ มักทำดีลตรงกับบริษัทขนส่ง ทำให้รายย่อยที่ซื้อแฟรนไชส์ไม่สามารถเข้าถึงรายได้สูงสุดได้ แม้ตลาดดูเหมือนขยาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ผ่านร้านรายย่อย
 
3. สงครามราคา
 
บริษัทผู้ให้บริการรายใหญ่เสนอโปรลดราคาสุดแรง เช่น ค่าส่งเริ่มต้น 19 บาท พร้อมส่วนลด 30–40% สำหรับลูกค้า VIP ส่งผลให้รายได้ของร้านแฟรนไชส์เหลือเพียงแค่เศษเงิน ยิ่งรับมาก ยิ่งเหนื่อย ที่สำคัญ Margin ต่ำทำให้อยู่รอดยากในระยะยาว
 
เกมของรายใหญ่ คู่ค้า หรือ คู่แข่ง?


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญ คือ บทบาทของ “บริษัทแม่” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนแฟรนไชส์เท่านั้น แต่ในหลายกรณีกลับกลายเป็นผู้แข่งขันในสนามเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
ในเชิงโครงสร้าง ผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Kerry Express, Flash Express, J&T Express หรือ ไปรษณีย์ไทย ล้วนมีความได้เปรียบจากการควบคุมทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดราคา การบริหารเครือข่าย ไปจนถึงการเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่
 
ความได้เปรียบตรงนี้เปิดทางให้บริษัทรายใหญ่สามารถออกโปรโมชั่น หรือกำหนดราคาพิเศษสำหรับลูกค้า VIP ได้โดยตรง
 
ขณะเดียวกัน ทีมขายของบริษัทรายใหญ่ก็มีบทบาทเชิงรุกในการเข้าหาลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ที่มีปริมาณการจัดส่งสินค้าและพัสดุสูง เพื่อนำเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าในระดับราคาที่ร้านแฟรนไชส์ไม่สามารถแข่งขันได้
 
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการ “ตัดตอน” ห่วงโซ่รายได้ของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างชัดเจน
 
ลูกค้ากลุ่มสำคัญที่เคยใช้บริการหน้าร้าน ถูกดึงเข้าสู่ระบบของบริษัทรายใหญ่โดยตรง เหลือไว้เพียงลูกค้ารายย่อยตามชุมชนที่มีปริมาณการส่งพัสดุไม่มาก และไม่สามารถสร้างรายได้ในระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจต่อไปได้
 
สถานการณ์ดังกล่าว ได้สะท้อนถึงความไม่สมดุลเชิงอำนาจในตลาดอย่างชัดเจน เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มรายใหญ่ เป็นผู้กำหนดกติกา และควบคุมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ย่อมมีความได้เปรียบเหนือกว่าผู้เล่นรายย่อยในทุกมิติ
 
ปัญหาที่ธุรกิจมองไม่เห็น
 
นอกเหนือจากการแข่งขันที่รุนแรง ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในธุรกิจร้านสะดวกส่ง ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านรับส่งพัสดุจำนวนมากค่อยๆ ปิดจการโดยไม่ทันตั้งตัว โดยมีประเด็นหลัก คือ
  1. ผู้ประกอบการได้รับส่วนแบ่งเพียงประมาณ 5-10% ของค่าขนส่งต่อชิ้น และต้องรับภาระต้นทุนทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แม้จะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่กำไรสุทธิได้ต่ำมาก
  2. นโยบายจากบริษัทแม่ เช่น การปรับลดค่าตอบแทน ค่าคัดแยก หรือเงื่อนไขการให้บริการ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าอย่างชัดเจน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ไม่สามารถวางแผนทางการเงินในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. กระแสเงินสด (Cash Flow) ธุรกิจมักมีรายรับที่เข้ามาล่าช้า หรือทยอยรับเป็นรอบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายต้องจ่ายทันทีในแต่ละเดือน ส่งผลให้หลายร้านประสบภาวะสภาพคล่องตึงตัวโดยไม่รู้ตัว แม้ในภาพรวมจะดูเหมือนมีรายได้หมุนเวียนอยู่ตลอด
  4. การสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ไปสู่ระบบ “หลังบ้าน” ของบริษัท ยังทำให้โครงสร้างรายได้ของรายย่อยเปลี่ยนไป จากเดิมที่มีลูกค้าปริมาณมาก เหลือเพียงลูกค้ารายย่อยที่มีความถี่ในการใช้บริการต่ำ และไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอในระยะยาว
 
ธุรกิจนี้ยังน่าทำไหม?


ภายใต้สถานการณ์ของตลาดร้านสะดวกส่งที่เปลี่ยนแปลงไป คำถามสำคัญคือ ธุรกิจรับส่งพัสดุยังคงเป็นธุรกิจที่มีโอกาส สำหรับนักลงทุนรายย่อยอยู่หรือไม่ คำตอบคือ “ยังมีโอกาส” แต่ไม่ใช่ในรูปแบบธุรกิจเดิมอีกต่อไป
 
แม้ความต้องการใช้บริการส่งสินค้าหรือพัสดุของผู้บริโภค จะยังคงเติบโตตามตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย แต่โมเดลธุรกิจแบบดั้งเดิม ที่อาศัยเพียงการเปิดหน้าร้าน รับพัสดุ และรอรับส่วนแบ่งรายได้ เริ่มไม่สามารถสร้างกำไรได้เหมือนในอดีต
 
ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ รายได้ และเงื่อนไขการแข่งขันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
 
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยภายนอกกำลังเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานทั่วโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตั้งแต่การขนส่งระยะไกลไปจนถึง Last-mile delivery ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
 
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ค่าน้ำมัน แต่ยังลามไปถึงราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น, ค่าขนส่งระหว่างประเทศที่ผันผวน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยรวมที่เพิ่มขึ้น
 
ผลกระทบทั้งหมดนี้ ยิ่งบีบ “Margin” ของธุรกิจที่เดิมก็น้อยอยู่แล้วให้แคบลงไปอีก
 
ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดยังคงได้เปรียบ ทั้งในด้านเทคโนโลยี เครือข่ายการขนส่ง และอำนาจต่อรองด้านต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
 
ดังนั้น ธุรกิจรับส่งพัสดุในวันนี้ จึงไม่ใช่ “เสือนอนกิน” และไม่ใช่ Passive Income อีกแล้ว แต่เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด, การเพิ่มมูลค่าบริการ เช่น แพ็กสินค้า, Fulfillment, หรือบริการเฉพาะทาง
 
ตลอดจนการหาตำแหน่งทางการตลาดที่แตกต่าง (Niche Market) ดังนั้น โอกาสในการอยู่รอดจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าตลาดยังมีดีมานด์หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้ทันกับต้นทุนและสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้หรือไม่มากกว่า

บทสรุป 


ธุรกิจรับส่งพัสดุสำหรับรายย่อยยังมีดีมานด์ แต่โมเดลแฟรนไชส์แบบเดิมเริ่มไม่เวิร์ก ต้นทุนสูง กำไรต่อชิ้นต่ำ และการแข่งขันจากบริษัทใหญ่ทำให้รายได้ถูกตัดตอน ความอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับการปรับตัว
 
ไม่ว่าจะเป็นการขยายรูปแบบบริการใหม่เพิ่ม รับแพ็กสินค้า จับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม สร้างรายได้เสริม และควบคุมต้นทุนให้เข้มงวด ผู้ประกอบการที่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจและสร้างความแตกต่างได้เท่านั้น จึงจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
อ้างอิง
https://citly.me/uBm2w

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
431
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
425
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
414
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
408
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
408
วางแผนอนาคตให้ยืดหยุ่นได้ ด้วยเทคนิคทำสินเชื่อรถ..
400
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด