บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
267
7 นาที
10 มีนาคม 2569
ทะเลเดือด! สงครามโยเกิร์ต 2569 ใครไหวเดินหน้า ใครช้าไม่รอด 
 

ภาพลูกค้ายืนรอคิวหน้าร้านโยเกิร์ตในศูนย์การค้า กลายเป็นภาพชินตาที่สะท้อนให้เห็นกระแสใหม่ของตลาดเครื่องดื่มในไทย แก้วโยเกิร์ตปั่นสีพาสเทลถูกส่งต่อจากมือพนักงานสู่มือผู้บริโภค และสายเฮลท์ตี้ ที่ยอมรอคิวหลายนาทีเพื่อแลกกับเมนู “สด เปรี้ยว หอม” ที่ถูกมองว่าเป็นทั้งของหวานและตัวช่วยดูแลสุขภาพในเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว หากแต่กำลังขยายตัวจากมหาวิทยาลัยสู่คอมมูนิตี้มอลล์ และขยายเข้าสู่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ
 
แรงหนุนสำคัญให้โยเกิร์ตได้รับความนิยมและเป็นกระแสมาจากเทรนด์รักสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันของอาหารมากขึ้น คำว่า “โปรไบโอติก” และ “จุลินทรีย์ที่ดีต่อระบบลำไส้” กลายเป็นศัพท์สามัญในบทสนทนาเรื่องโภชนาการ โยเกิร์ตปั่นจึงถูกวางตำแหน่งเป็นมากกว่าเครื่องดื่มเพื่อดับกระหาย หากแต่เป็นทางเลือกของคนเมืองที่ต้องการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบกับการดูแลตัวเองในแก้วเดียว
 
ท่ามกลางดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้น ผู้เล่นหลายสัญชาติเร่งปักหมุดชิงพื้นที่ทางการตลาด ทั้งแบรนด์ไทยที่ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แบรนด์ออสเตรเลียที่ชูภาพลักษณ์พรีเมียมสายสุขภาพ และเชนยักษ์จากจีนที่เตรียมบุกด้วยโมเดลขยายตัวแบบก้าวกระโดด การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงรสชาติ หากรวมถึงราคา ทำเล ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และพลังของเงินทุนที่พร้อมเร่งสปีดสาขา
 
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กระแส “โยเกิร์ตปั่นฟีเวอร์” ครั้งนี้จะกลายเป็นเทรนด์ระยะยาวหรือเพียงคลื่นลูกใหม่ที่มาแล้วไป และท้ายที่สุดแล้ว ใครจะก้าวขึ้นเป็นผู้ครองตลาดโยเกิร์ตไทยในปี 2569 ท่ามกลางศึก 4 สัญชาติที่กำลังเปิดฉากอย่างเต็มรูปแบบ
 
ภาพรวมตลาด
 

ภาพจาก www.facebook.com/yoguruto.th

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากแรงขับเคลื่อนของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์แบบดูแลตัวเองมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดระบุว่าเครื่องดื่มประเภทนี้คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของยอดขายเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ทั้งประเทศ 
 
โดยเฉพาะกลุ่มโปรไบโอติกส์ วิตามินเสริม และน้ำดื่มชนิดพิเศษ ที่ช่วยเรื่องการย่อยและภูมิคุ้มกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ผู้บริโภควัยรุ่น วัยทำงาน กำลังมองหาประโยชน์ต่อร่างกายเหนือความหวานในทุกแก้วที่ซื้อ
 
เฉพาะตลาดโยเกิร์ตเครื่องดื่มโปรไบโอติก ซึ่งรวมถึงแก้วโยเกิร์ตปั่นพร้อมดื่มที่เป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณหลายพันล้านบาท) โดยได้รับแรงหนุนจากความตระหนักถึงประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและภูมิคุ้มกัน และการขยายช่องทางจัดจำหน่ายผ่านค้าปลีก–อีคอมเมิร์ซมากขึ้นในหัวเมืองใหญ่ของไทย
 
ฝั่งผู้บริโภคเองก็ชัดเจนว่า “สุขภาพ” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยตัดสินใจหลักในการเลือกซื้อ ซึ่งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของจุลินทรีย์ที่ดีต่อระบบลำไส้ ลดน้ำตาล หรือมีสารอาหารเสริม ถูกมองว่า “คุ้มค่า” มากกว่าเพียงดื่มเพื่อดับกระหาย 
 
การเติบโตของเครื่องดื่มกลุ่มนี้จึงเชื่อมโยงกับภาพรวมที่ผู้บริโภคไทย ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมจากการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานสูงแบบดั้งเดิมไปสู่เครื่องดื่มที่เน้นประโยชน์ทางด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่ตลาดชานมไข่มุกเคยพุ่งแตะมูลค่าหลายพันล้านบาท ก่อนจะชะลอตัวลงจากแรงกดดันด้านภาษีน้ำตาลและความหวานในช่วงที่ผ่านมา
 
ผลจากเทรนด์การใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคส่งผลให้จำนวนเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายพันรายการ รวมถึงการที่ร้านค้าปลีกและร้านกาแฟเริ่มเน้นทางเลือก “หวานน้อย ไม่มีน้ำตาล” ในเมนูมาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ใส่ใจทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการพร้อมกัน

โยเกิร์ต 5 สัญชาติ 6 แบรนด์ในไทย
Yoguruto (โยกุรุโตะ) โมเดลราคาประหยัด ปั้นตลาดแมส


สำหรับ Yoguruto แม้จะเป็นแบรนด์ไทยที่ก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ใช้กลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเข้าถึงผู้บริโภคส่วนใหญ่ในประเทศ ด้วยรูปแบบราคาเข้าถึงง่ายเพียงหลักสิบบาท ทำให้สินค้ากลายเป็นตัวเลือกที่ “ซื้อได้ทุกวัน” แทนที่จะเป็นเครื่องดื่มพิเศษเพียงบางเวลา โยกุรุโตะเลือกจุดขายที่คีย์เวิร์ดชัดเจนคือ “โยเกิร์ตสดปั่นสไตล์ญี่ปุ่น” ที่ตอบโจทย์ทั้งคนรักสุขภาพและคนอยากดื่มของหวานเบาๆ ในราคาไม่แพง ซึ่งช่วยดึงฐานลูกค้าทุกวัยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนักศึกษา คนทำงาน และคนในครอบครัว
 
โมเดลธุรกิจของแบรนด์นี้ชัดเจนว่าเป็นแฟรนไชส์ราคาประหยัด ที่ลดอุปสรรคด้านเงินลงทุนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยให้สามารถเปิดสาขาได้อย่างรวดเร็ว ตามย่านการค้าต่างจังหวัดและหัวเมืองใหญ่ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี Yoguruto ขยายสาขาได้มากกว่า 250 แห่งทั่วประเทศ มุ่งเน้นจับตลาดแมสด้วยราคาและทำเลเป็นหัวใจหลักของแผนการเติบโตทางธุรกิจ
 
ความได้เปรียบของแบรนด์ไทยไม่ใช่แค่ “ราคา” แต่ยังรวมถึงการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค ที่ต้องการความคุ้มค่าและรสชาติที่ไม่น่าเบื่อ การสร้าง community รอบมหาวิทยาลัยและแฟลตชุมชนทำให้ Yoguruto กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ “ทุกคนรู้จัก” ภายในเวลาอันสั้น นี่คือภาพของแบรนด์ที่ปั้นตลาดโยเกิร์ตในไทยให้กลายเป็นของว่างสุขภาพระดับมวลชนอย่างเต็มตัว

Mr.Jolly & Koomi สุขภาพพรีเมียม 



ฝั่งแบรนด์โยเกิร์ตจากออสเตรเลีย ทั้ง Mr.Jolly Yogurt และ Koomi เข้ามาในไทยด้วย positioning ที่แตกต่างออกไปจากแบรนด์ไทย เน้นการสร้างภาพลักษณ์ “พรีเมียมสุขภาพ” ที่ตอบโจทย์ตลาด Urban ที่มีกำลังซื้อสูงกว่า โดยเฉพาะในย่านออฟฟิศ–ศูนย์การค้าใหญ่ จุดขายของทั้ง 2 แบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณภาพวัตถุดิบ การผสมเท็กซ์เจอร์และท็อปปิ้งที่หลากหลาย และความรู้สึกที่ว่าเครื่องดื่มนั้นดีกว่าปกติ ทั้งในด้านประโยชน์และรสชาติ
 
Mr.Jolly ชูคอนเซ็ปต์ “โยเกิร์ตพรีเมียมผสมท็อปปิ้ง” โดยตั้งราคาให้สะท้อนคุณภาพและประสบการณ์ที่เหนือกว่าเครื่องดื่มทั่วไป ซึ่งช่วยดึงกลุ่มลูกค้าที่มองหาเมนูพิเศษหลังมื้ออาหารหรือเวลาว่าง ขณะที่ Koomi ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเชนออสเตรเลียเช่นกัน มุ่งเน้นโยเกิร์ตดูดผสมผลไม้สดและการสร้างแบรนด์ที่สื่อความเป็นสากล ทั้งสองแบรนด์ใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ เพื่อแข่งขันในตลาดที่ให้ความรู้สึก ‘พรีเมียม’ ที่มีราคาแพง แต่ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป
 
ด้วยกลยุทธ์ของทั้ง 2 แบรนด์โยเกิร์ตจากประเทศออสเตรเลีย ทำให้ช่วยสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนในเมืองที่ใส่ใจทั้งในเรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญที่พร้อมจ่ายมากกว่าผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อความรู้เรื่องโปรไบโอติกและประโยชน์ของโยเกิร์ต เริ่มถูกยอมรับมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มหวานทั่วไป

More Yogurt เชนพันสาขา ทุนหนา เร่งสปีดตลาด
 
ภาพจาก www.instagram.com/moreyogurt.my

แบรนด์โยเกิร์ตสัญชาติจีนอย่าง More Yogurt ที่กำลังจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเชนโยเกิร์ตพร้อมดื่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนด้วยจำนวนสาขามากกว่า 1,600 สาขาทั่วประเทศ ถือเป็น “ยักษ์ใหญ่” ที่ใช้โมเดลแฟรนไชส์ขยายตัวแบบก้าวกระโดด และเน้นทำเลเปิดร้านในหัวเมืองใหญ่ก่อน โดยส่วนมากอยู่ในเมืองชั้นหนึ่งและสองของจีน
 
กลยุทธ์ของ More Yogurt อยู่ที่การใช้ความได้เปรียบของตลาดขนาดใหญ่ในจีนเพื่อสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้เร็วขึ้น ทั้งผ่านสินค้าที่เตรียมสดใหม่ในร้านทุกวัน และการผสมผสานส่วนผสมตามฤดูกาล ทำให้ผลิตภัณฑ์เมนูมีทั้งความสดและนวัตกรรมผลไม้–โยเกิร์ต ที่ต่างจากเครื่องดื่มสำเร็จรูปทั่วไป นอกจากนี้การจับมือกับผู้ผลิตนมรายใหญ่ในจีน เช่นการที่กลุ่ม Junlebao Dairy Group เข้าถือหุ้น ทำให้การเข้าถึงวัตถุดิบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและคุณภาพมากขึ้น
 
เมื่อนำโมเดลนี้มาสู่ตลาดไทย โดยผ่านการถือสิทธิ์แฟรนไชส์แบบ Exclusive Franchise โดย “SpicyCat Group” บริษัทแม่ของล่าเมียว ทำให้ More Yogurt ไม่เพียงแต่จะเป็นเครื่องหมายการค้าที่คุ้นเคยในระดับภูมิภาคเอเชียเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เล่นที่พร้อม “เร่งสปีด” และท้าทายทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ ด้วยโมเดลธุรกิจที่เน้นการขยายจำนวนสาขาเป็นหลัก ซึ่งในระยะยาวมีศักยภาพสร้างแรงกดดันในเชิงราคา และครอบคลุมตลาด แบบที่แบรนด์อื่นๆ อาจต้องเร่งปรับตัวตามอย่างเร่งด่วน

YogurBara โยเกิร์ตโฮมเมดจากคุณแม่
 
ภาพจาก www.facebook.com/yogurbara.thailand

กระแสโยเกิร์ตพรีเมียมจากเกาหลีกำลังได้รับความสนใจในไทยอย่างคึกคัก หลังการเปิดตัวของ YogurBara แบรนด์โยเกิร์ตสัญชาติเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2568 ที่ชูจุดขาย “100% Pure Yogurt” และแนวคิดการหมักธรรมชาติยาวนานกว่า 140 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสสัมผัสเข้มข้นและคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างจากโยเกิร์ตทั่วไปในตลาด โดยแบรนด์เล่าเรื่องราวผ่านคอนเซ็ปต์ “Omma-Made Yogurt” สะท้อนภาพสูตรโยเกิร์ตโฮมเมดจากคุณแม่ สร้างภาพจำด้านความใส่ใจและคุณภาพระดับพรีเมียม
 
การรุกตลาดโยเกิร์ตในประเทศไทย เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง FireFlyโดยมีมอส - จรรยธร บิลพัฒน์ และ จูเนียร์ - ทัพไทย ฤทธาพรม ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยติดเทรนด์มาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ HAAB ขนมไข่สงขลา, ไก่ทอดเจ้าดัง ฮาโร่ย จากหาดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและบริหารจัดการแบรนด์ในประเทศไทย  
 
พร้อมปรับกลยุทธ์สินค้าให้เหมาะกับรสนิยมผู้บริโภคชาวไทย ทั้งการพัฒนาเมนูเฉพาะตลาด เช่น รสทุเรียน และการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นผสานกับสูตรต้นตำรับจากเกาหลี ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างแบรนด์ต่างชาติและความเข้าใจตลาดในไทย
 
สาขาแรกในประเทศไทยเปิดตัวในรูปแบบแฟลกชิปสโตร์ที่ Siam Paragon ซึ่งเป็นศูนย์การค้าระดับลักชัวรีใจกลางกรุงเทพฯ สะท้อนการวางตำแหน่งแบรนด์ในตลาดพรีเมียม กลุ่มเป้าหมายหลักคือคนในเมือง นักท่องเที่ยว และผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ระดับราคาจัดอยู่ในกลุ่มกลาง–สูง สอดคล้องกับภาพลักษณ์คุณภาพวัตถุดิบนำเข้า และกระบวนการผลิตเฉพาะตัว
 
ในเชิงกลยุทธ์ YogurBara กำลังจับกระแส Urban Healthy Lifestyle ที่เติบโตต่อเนื่องในไทย พร้อมอาศัยพลัง Soft Power จากวัฒนธรรมเกาหลี เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดเครื่องดื่มและของหวานเพื่อสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีการแข่งขันรุนแรงทั้งจากร้านสมูทตี้ น้ำผลไม้สกัดเย็น และกรีกโยเกิร์ตพรีเมียม การเข้ามาเปิดตลาดในไทยจึงไม่ใช่เป็นเพียงการเปิดตลาดใหม่ แต่เป็นการทดสอบศักยภาพตลาดโยเกิร์ตสเปเชียลตี้ในประเทศไทยอย่างจริงจัง
 
Yolé (โยเล่) ไอศกรีมโยเกิร์ตน้ำตาล 0%


ภาพจาก www.facebook.com/yolethailand

กระแสไอศกรีมโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพกำลังมาแรงในไทย หลังการเปิดตัวของ Yolé แบรนด์ไอศกรีมโยเกิร์ตสัญชาติสเปนที่ชูจุดขาย “0% Sugar Added” หรือไม่เติมน้ำตาล โดยสาขาแรกในไทยเปิดตัวเมื่อปลายปี 2566 ที่ centralwOrld และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จากภาพลูกค้าต่อคิวยาวหน้าร้านและกระแสบนโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันขยายแล้ว 8 สาขา 
 
ต้นกำเนิดของ Yolé มาจากสองพี่น้องชาวสเปน “มิกูเอล” และ “จาเวียร์ ดิแอซ” ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในฐานะแฟรนไชส์ซีรายใหญ่ของแบรนด์ Llao Llao ในสิงคโปร์ ก่อนตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ของตนเองในปี 2561 โดยใช้เวลากว่า 3 ปีในการพัฒนาสูตรซอฟต์เสิร์ฟที่ไม่มีส่วนผสมน้ำตาล แต่ยังคงรสชาติอร่อย 
 
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อแบรนด์ปรับคอนเซปต์สู่ไอศกรีมโยเกิร์ตน้ำตาล 0% อย่างเต็มรูปแบบ และต่อยอดสู่สินค้าบรรจุกล่องและแบบแท่ง วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วแม้ในช่วงการระบาดโควิด-19
 
หลังสร้างฐานธุรกิจแข็งแกร่งในสิงคโปร์ Yolé เดินหน้าขยายสาขาในต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์ ปัจจุบันครอบคลุม 21 ประเทศทั่วโลก พร้อมแตกไลน์รูปแบบร้าน 5 โมเดล ตั้งแต่คีออสขนาดเล็ก 2 ตารางเมตร ไปจนถึงร้านคาเฟ่ขนาดใหญ่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป สะท้อนกลยุทธ์เร่งสเกลธุรกิจด้วยเงินลงทุนที่ยืดหยุ่น และเข้าถึงผู้ประกอบการหลากหลายระดับ ปัจจุบันแบรนด์อยู่ภายใต้การบริหารของ “มาร์ธา ดิแอซ” ซึ่งตั้งเป้าผลักดัน Yolé สู่หนึ่งใน 5 แบรนด์ไอศกรีมชั้นนำของโลก
 
สำหรับประเทศไทยผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ดำเนินงานโดยบริษัท เมจิคอล คราฟส์แมน จำกัด มีผู้ถือหุ้นหลักคือ บริษัท แอล เอ็น จี ฟู๊ด โปรดักส์ จำกัด เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว “ลิ้มเหล่าโหงว” และมีศิลปินชื่อดัง พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล หรือ “บิวกิ้น” ร่วมถือหุ้น 15% กลายเป็นอีกแรงหนุนสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จนเกิดกระแสเรียกติดปากว่า “ไอติมบิวกิ้น” สะท้อนการผสานพลังธุรกิจอาหารดั้งเดิมกับอิทธิพลวัฒนธรรมป๊อปได้อย่างน่าสนใจ

ศึก 5 สัญชาติ ใครยืนจุดไหนในสมรภูมิโยเกิร์ตไทย 

ตลาดแมส – ราคาเข้าถึงง่าย

Yoguruto (ไทย)

  1. ระดับราคา เริ่มต้น 49 บาท ต่ำสุดในกลุ่ม จับตลาดแมสชัดเจน
  2. จุดขายที่แตกต่าง โยเกิร์ตสดปั่นสไตล์ญี่ปุ่น ราคาไม่แรง ซื้อซ้ำง่าย
  3. กลุ่มเป้าหมาย นักศึกษา คนทำงานรายได้กลาง–ล่าง ครอบครัวทั่วไป
  4. โมเดลขยายธุรกิจ ลงทุนเริ่มต้นต่ำ (~125,000 บาท ไม่รวมอุปกรณ์) คีออสขนาดเล็ก ขยาย 250+ สาขาทั่วประเทศ
  5. จุดแข็งเชิงกลยุทธ์ เป็น “Mass Market Leader” แข่งขันด้วยราคา + ทำเลชุมชน
กลุ่มกลาง–พรีเมียม สุขภาพสากล

1.Mr.Jolly Yogurt (ออสเตรเลีย)
  1. ระดับราคา เริ่มต้นราว 69 บาท ขยับจากแมสสู่พรีเมียม
  2. จุดขายที่แตกต่าง โยเกิร์ตพรีเมียม + ท็อปปิ้งหลากหลาย ภาพลักษณ์สุขภาพระดับสากล
  3. กลุ่มเป้าหมาย คนทำงาน CBD / กลุ่ม B+ / A
  4. โมเดลขยายธุรกิจ ลงทุนแฟรนไชส์ ~350,000 บาท เน้นทำเลอาคารสำนักงาน–เมืองใหญ่ เน้นภาพลักษณ์
  5. จุดแข็งเชิงกลยุทธ์ วางตัวเป็น Premium Healthy Dessert ไม่เล่นเกมราคา
2. Koomi (ออสเตรเลีย) 

ภาพจาก www.facebook.com/KoomiThailand
  1. ระดับราคา กลาง–พรีเมียม เริ่มต้น 65 บาทขึ้นไป
  2. จุดขายที่แตกต่าง “All Natural” โปรไบโอติก ผลไม้สด ภาพลักษณ์สุขภาพจริงจัง
  3. กลุ่มเป้าหมาย Urban Healthy Lifestyle / Millennials
  4. โมเดลขยายธุรกิจ แฟรนไชส์ลงทุน ~400,000 บาท ทำเลศูนย์การค้าใหญ่
  5. จุดแข็งเชิงกลยุทธ์ จับตลาดเมือง–ไลฟ์สไตล์ แข่งขันกับสมูทตี้ / Cold Press มากกว่าโยเกิร์ตราคาประหยัด
กลุ่ม Premium Healthy Dessert ระดับบน

1. Yolé (สเปน) 


ภาพจาก www.facebook.com/yolethailand
  1. ระดับราคา กลาง–พรีเมียมถึงพรีเมียม เริ่มต้น 109 บาท
  2. จุดขายที่แตกต่าง “0% Sugar Added” และ Healthy Indulgence มี Plant-based / Low Calorie, รายได้หลายช่องทาง (หน้าร้าน + ซูเปอร์มาร์เก็ต)
  3. กลุ่มเป้าหมาย Upper-Mass / นักท่องเที่ยว / Gen Z เมืองใหญ่
  4. โมเดลขยายธุรกิจ แฟรนไชส์ 5 รูปแบบ (Corner - Café) ลงทุนหลักล้านบาทขึ้นไป เน้นห้างใหญ่ ทราฟฟิกสูง
  5. จุดแข็งเชิงกลยุทธ์ ไม่เล่นสงครามราคา แข่งด้วยนวัตกรรม “ไม่มีน้ำตาล” วางตัวเป็น Lifestyle Brand สายยุโรป และ มี Omni-Channel เสริมรายได้
กระแสไวรัล–พรีเมียมเกาหลี

1.YogurBara (เกาหลีใต้)


ภาพจาก www.facebook.com/yogurbara.thailand
  1. ระดับราคา พรีเมียม ประมาณ 140–150 บาทขึ้นไป
  2. จุดขายที่แตกต่าง 100% Pure Yogurt หมักนาน 142–150 ชั่วโมง, Storytelling “Omma-Made”, เมนูไทยเอ็กซ์คลูซีฟ
  3. กลุ่มเป้าหมาย Gen Z / สายเกาหลี / คนเมืองรายได้สูง
  4. โมเดลขยายธุรกิจ เริ่มจาก Flagship Store ทำเลศูนย์การค้าไอคอนิก สร้างแบรนด์ก่อนเร่งขยายสาขา
  5. จุดแข็งเชิงกลยุทธ์ ใช้พลัง Soft Power เกาหลี + ความพรีเมียม สร้างกระแสไวรัลเร็ว แต่ต้องพิสูจน์ความยั่งยืนระยะยาว
เชนขนาดใหญ่ เร่งสปีดสาขา

1. More Yogurt (จีน)

ภาพจาก www.instagram.com/moreyogurt.my
  1. ระดับราคา เริ่มต้นมากกว่า 100 บาท
  2. จุดขายที่แตกต่าง เชนร้านโยเกิร์ต 1,000+ สาขาในจีน วางระบบแฟรนไชส์ขยายสาขาเร็ว
  3. กลุ่มเป้าหมาย จับกลุ่มลูกค้าตลาดแมส–กลาง ในเมืองใหญ่
  4. โมเดลขยายธุรกิจ ขยายแฟรนไชส์ในไทย ผ่านบริษัทแม่เข้าของร้านล่าเมียว ตั้งเป้าเป้า 10 สาขาปีแรก
  5. จุดแข็งเชิงกลยุทธ์ ธุรกิจ Scale ใหญ่ ใช้ระบบแฟรนไชส์จีนที่เติบโตรวดเร็ว ใช้กระแส “ชานมจีน–ไอศกรีมจีน” ที่เคยบูมในไทย
โยเกิร์ต เกมที่ไม่ได้วัดกันแค่ความอร่อย

การแข่งขันใน “สงครามโยเกิร์ต” ปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแย่งชิงลูกค้าหน้าร้าน หากแต่เป็นการวัดยุทธศาสตร์ธุรกิจระหว่างโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งด้านราคา ภาพลักษณ์ จำนวนสาขา และพลังทุนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์แต่ละสัญชาติ

ราคา vs ภาพลักษณ์

ภาพจาก www.facebook.com/KoomiThailand

สมรภูมิแรกคือการแข่งขันระหว่าง “ราคาที่เข้าถึงง่าย” กับ “ภาพลักษณ์พรีเมียม” แบรนด์ไทยอย่าง Yoguruto ใช้กลยุทธ์ตั้งราคาหลักสิบเพื่อครองใจตลาดแมส ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้บ่อยโดยไม่ต้องคิดมาก ในขณะที่ฝั่งออสเตรเลียอย่าง Mr.Jolly Yogurt และ Koomi เลือกสร้างคุณค่าผ่านวัตถุดิบ คุณภาพ และประสบการณ์ในร้าน เพื่อให้ราคาสมเหตุสมผล

คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครถูกกว่า แต่คือใครสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า ในยุคที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่ม หากเชื่อว่าสินค้านั้นดีต่อสุขภาพจริง การแข่งขันจึงอยู่ที่การสื่อสารแบรนด์และการสร้างความต่างมากกว่าการทำสงครามราคาเพียงอย่างเดียว

จำนวนสาขา vs คุณภาพแบรนด์

อีกด้านหนึ่งคือเกม “สปีดสาขา” กับ “ภาพจดจำ” การขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และสร้างการรับรู้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว โมเดลนี้เห็นได้ชัดในแบรนด์ไทยที่เน้นปักหมุดทั่วประเทศ ขณะที่แบรนด์ต่างชาติบางรายเลือกเติบโตช้า แต่โฟกัสทำเลศูนย์การค้าและย่านกำลังซื้อสูง เพื่อรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ให้คงเส้นคงวา

ประเด็นคือ หากขยายเร็วเกินไปโดยระบบหลังบ้านไม่แข็งแรง คุณภาพอาจไม่สม่ำเสมอ และกระทบความเชื่อมั่นในระยะยาว ในทางกลับกัน หากขยายช้าเกินไป ก็อาจเสียโอกาสในตลาดที่กำลังบูม ซึ่งอาจถูกผู้เล่นรายใหม่แย่งพื้นที่ไปก่อน โดยเฉพาะเมื่อเชนร้านขนาดใหญ่จากจีนอย่าง More Yogurt ที่มีประสบการณ์บริหารเครือข่ายจำนวนมากในประเทศต้นกำเนิด

ทุนไทย vs ทุนต่างชาติ

ในเชิงโครงสร้างเงินทุน แบรนด์ไทยได้เปรียบเรื่องความเข้าใจตลาดท้องถิ่นและมีต้นทุนบางส่วนที่ยืดหยุ่นกว่า แต่แบรนด์ต่างชาติ โดยเฉพาะจากออสเตรเลีย จีน สเปน มักมีภาพลักษณ์ความเป็นสากลและศักยภาพด้านเงินลงทุนที่พร้อมรองรับการขยายตัวที่รวดเร็ว ทุนที่หนากว่าสามารถใช้ทำการตลาดเชิงรุก จัดโปรโมชันหนัก หรือยอมรับช่วงขาดทุนเพื่อเร่งสร้างฐานลูกค้า

คำถามคือ ตลาดโยเกิร์ตในไทยใครจะเป็นผู้ชนะระหว่าง “ความเข้าใจพื้นที่” กับ “ความแข็งแกร่งของเงินทุน” มากกว่ากันในระยะยาว ซึ่งคำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นรายใดสามารถปรับโมเดลให้เหมาะกับกำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ดีที่สุด

บูมจริง หรือฟองสบู่ระยะสั้น


ภาพจาก www.facebook.com/yogurbara.thailand

แม้กระแสโยเกิร์ตกำลังมาแรง แต่ความเสี่ยงก็ไม่อาจมองข้าม ประเด็นแรกคือความเป็นไปได้ที่ตลาดจะอิ่มตัวเร็ว หากมีผู้เล่นเข้าสู่ตลาดจำนวนมากในระยะเวลาใกล้เคียงกัน การแข่งขันด้านราคาจะรุนแรงขึ้น และกำไรต่อสาขาอาจลดลงตามลำดับ

ประเด็นต่อมาคือบทเรียนจากยุคชานมไข่มุก ซึ่งเคยเติบโตแบบก้าวกระโดด ก่อนเผชิญภาวะล้นตลาดและผู้เล่นจำนวนหนึ่งต้องปิดกิจการ คำถามคือ โยเกิร์ตจะสามารถสร้างความแตกต่างด้านสุขภาพที่ยั่งยืนได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียง “เทรนด์ตามกระแส” ที่ความนิยมในตลาดลดลงเมื่อมีการเกิดขึ้นของสินค้าใหม่มาทดแทนใหม่

สุดท้ายคือแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งราคานมและวัตถุดิบผลไม้ที่ผันผวนตามฤดูกาล ตลอดจนค่าเช่าพื้นที่ในทำเลศูนย์การค้าที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและกำหนดราคาขายให้เหมาะสมที่คุ้มค่า ธุรกิจอาจเผชิญความท้าทายในด้านการไหลเวียนของกระแสเงินสด แม้ว่ายอดขายหน้าร้านจะดูคึกคักก็ตาม

ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ “สงครามโยเกิร์ตในไทย” ไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขันของรสชาติ แต่เป็นบททดสอบเชิงกลยุทธ์ว่าใครจะสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโต ความสามารถในการทำกำไร และความยั่งยืนของแบรนด์ได้ดีกว่ากันในระยะยาว

บทสรุป


ภาพจาก www.facebook.com/yoguruto.th

หากประเมินจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นของแต่ละแบรนด์ ความคึกคักของหน้าร้าน และการรุกตลาดของผู้เล่นหลากหลายสัญชาติ ปี 2569 อาจถูกจารึกว่าเป็นปีแห่ง “Yogurt Boom” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง จากเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม กลายเป็นหมวดสินค้าที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ทั้งในมิติสุขภาพ การลงทุนแฟรนไชส์ และการแข่งขันเชิงแบรนด์ที่เข้มข้นกว่าที่เคย

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากกระแสธุรกิจเครื่องดื่มที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าผู้ชนะในระยะยาวมักไม่ใช่แบรนด์ที่ “ราคาถูกที่สุด” เสมอไป เพราะเมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ส่วนต่างกำไรจะถูกบีบให้น้อยลง และสงครามราคามักไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง สิ่งที่ตลาดให้คุณค่ามากกว่า คือ คุณภาพ ความสม่ำเสมอของมาตรฐาน และความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง

ในตลาดโยเกิร์ตเมืองไทย คำว่า “Lifestyle Brand” จึงมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์ที่สามารถเชื่อมโยงโยเกิร์ตเข้ากับภาพลักษณ์การดูแลสุขภาพ ความสดใหม่ ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง อาจเป็นผู้ที่ยืนระยะได้ยาวกว่าแบรนด์ที่ขายเพียงรสชาติหรือราคา เพราะเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์สะท้อนตัวตนชัดเจน การตัดสินใจซื้อจะกลายเป็นความภักดีมากกว่าราคาบนเมนู

ท้ายที่สุด “สงครามโยเกิร์ต” ในไทยจึงไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขันของเครื่องดื่มแก้วหนึ่ง หากเป็นบทพิสูจน์ว่าใครจะสามารถเปลี่ยนเทรนด์สุขภาพให้กลายเป็นวัฒนธรรมการบริโภครูปแบบใหม่ได้สำเร็จ และเมื่อกระแสผ่านพ้นไป เหลือเพียงผู้เล่นไม่กี่รายในตลาด ผู้ที่อยู่รอดอาจไม่ใช่ผู้ที่วิ่งเร็วที่สุดในวันแรก แต่คือผู้ที่วางรากฐานแบรนด์ได้แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ต้นเกม

แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,231
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
391
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
369
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
349
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
348
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
347
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด