บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเงิน บัญชี ภาษี การลงทุน    ความรู้ทั่วไปทางการเงิน
809
2 นาที
2 เมษายน 2563
ยุคที่ใคร ๆ ก็ปล่อยกู้
 
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ไปงาน Singapore FinTech Festival 2019 โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นงานฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในงานเป็นการนำเอาบริษัทฟินเทคเกือบจะทั่วโลกและจากรัฐบาลจากหลาย ๆ ประเทศมาโชว์เรื่องของฟินเทค ของไทยเองก็มีแต่อาจจะเป็นบูธที่ไม่ใหญ่มากนัก
 
ต้องบอกว่ามีหลายบูธที่น่าสนใจมาก อย่าง Google เองเริ่มบุกเข้ามาในเรื่องของเพย์เมนต์ชื่อว่า Google Pay ในฝั่งอเมริกาเริ่มมีระบบเพย์เมนต์นี้อยู่ในมือถือระบบ Android แล้ว และดูเหมือนว่าในปีหน้า Google Pay จะเข้ามาในไทย และในปีหน้าเราคงจะเห็น Apple Pay ใน iPhone เช่นเดียวกัน 


ภาพจาก bit.ly/2wV7Lll
 
บอกได้เลยว่าในปีหน้าระบบชำระเงินจะสนุกสนานมากขึ้นเพราะบรรดาผู้เล่นยักษ์ใหญ่จะกระโดดเข้ามามากขึ้น อย่าง Grab เองก็กระโดดเข้ามาทำ GrabPay หรือผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซทุกเจ้า ทั้ง Lazada, Shopee, Central JD, ปตท. ฯลฯ ทุกคนต่างพยายามทำระบบเก็บเงินหรือวอลเล็ตของตัวเองขึ้นมาภายในแอปพลิเคชันหรือเซอร์วิสของตัวเอง


ภาพจาก bit.ly/39C9ycm
 
นั่นหมายถึงเมื่อมีคนมา top up หรือมาฝากเงินไว้ในวอลเล็ต เงิน หรือ Float เหล่านั้นจะไปกองอยู่ในระบบนิเวศหรือแอปพลิเคชันนั้น การจะเชื้อเชิญหรือทำให้คนมาซื้อสินค้าหรือบริการต่อเนื่องก็ทำได้ไม่ยาก ตอนนี้ทุกคนจึงต้องการทำวอลเล็ตหรือระบบชำระเงินให้เกิดขึ้นในระบบของตัวเองทั้งสิ้น
 
ยิ่งผมได้ไปงานนี้บอกได้เลยว่าอนาคตของสถาบันการเงินหรือธนาคารนั้นจะเหนื่อยมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบว่ารายได้ของธนาคารส่วนหนึ่งมาจากการปล่อยกู้ จากดอกเบี้ย แต่ที่ผมไปเจอมามีบูธเกี่ยวกับการปล่อยกู้เงินมากมาย ทั้งที่เป็นสตาร์อัพและบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่กระโดดเข้ามาทำจำนวนมาก 
 
พวกนี้มาทำในเรื่อง Big Data การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อมูลลูกค้า ทำ e-KYC ทำระบบ Open Banking เป็นแพลตฟอร์มให้กับธนาคารหรือบริษัทประกัน ฯลฯ แม้แต่บริษัทที่ทำเกมงูเขียวอย่าง Razer ก็กระโดดมาทำระบบชำระเงินของตัวเองชื่อ Razer Pay จะเห็นว่าเมื่อทุกคนกระโดดเข้ามา สิ่งที่ทุกคนมุ่งไปก็คือการปล่อยกู้นั่นเอง


ภาพจาก bit.ly/3dLIn20
 
ตัวอย่างการเปิดบริการส่วนหนึ่งทางด้านไฟแนนเชียล เช่น JD จับมือกับ Central ทำทำเกี่ยวกับเรื่องการเงิน หรือ Grab จับมือกับ KBank เราจะเริ่มเห็นการผสมผสานหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน ฉะนั้น area หรือขอบเขตของอุตสาหกรรมแต่ละอุตสาหกรรมจะเริ่มต่ำลง หรือ  AIS ก็เริ่มปรับตัวเองจากเดิมเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมาเป็นแพลตฟอร์ม เพราะมี data ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ความจริงเขายังสามารถปล่อยกู้หรือขายประกันได้อีกด้วยซ้ำ 
 
ตอนนี้ไม่ต้องมองแล้วว่าใครคือคู่แข่งเพราะมีการกระโดดข้ามกันไปมา อย่างที่ผมไปคุยกับ Wongnai.com ที่มีฐานข้อมูลร้านอาหารมากมายก็สามารถทำปล่อยกู้ให้กับร้านอาหารได้ ตอนนี้เป็นยุคที่ใครทำดิจิทัลหรือธุรกิจอะไรก็ตาม นึกอะไรไม่ออกก็ทำปล่อยกู้ไว้ก่อน
 
ในยุคนี้ใครที่มี data จะมีความได้เปรียบมาก ในแง่ของธนาคารเองจะมีผู้เล่นเข้ามาแข่งขันมากขึ้นโดยเฉพาะในแหล่งรายได้หลัก แต่ธนาคารเองก็พยายามไปจับมือกับผู้เล่นที่กระโดดเข้ามาเพื่อยังทำให้ตัวเองเป็น source of fund เช่นเดียวกัน 
 
แต่ที่ผมมองว่าน่ากลัวอีกตัวหนึ่งก็คือ P2P Lending จากที่เมื่อก่อนแหล่งเงินต้องมาจากธนาคารเท่านั้น แต่เมื่อเปิด P2P Lending นั้น แหล่งเงินอาจไม่ใช่ต้องมาจากธนาคารอีกต่อไป แหล่งเงินอาจมาจากประชาชนทั่ว ๆ ไปที่รวมตัวกัน ซึ่งตอนนี้เริ่มมีบางแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางให้คนนำเงินมาฝากไว้และใครที่ต้องการกู้ก็มากู้ผ่านแพลตฟอร์มนี้ และที่สำคัญตอนนี้ในเมืองไทยกฎหมายนี้ผ่านแล้ว


ภาพจาก bit.ly/3dNK1jF
 
บางทีธุรกิจที่คุณทำอยู่มานานมาก คุณอาจมีข้อมูลลูกค้าอยู่เยอะมาก ทำไมไม่ลองเขยิบไปทำอย่างอื่นดูบ้าง ใครที่มีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่ในมือสามารถเขยิบขึ้นไปทำอีกธุรกิจหนึ่งต่อได้ไม่ยากเลย และยิ่งเรามี data ที่เป็นดิจิทัลมากเพียงพอก็จะยิ่ง cross ได้ไม่ยาก เช่น ทำบริษัทบัญชีมีฐานข้อมูลของทุกบริษัทก็มาปล่อยกู้ได้ หรือ HR ทำด้าน payroll ก็ปล่อยกู้ให้พนักงานได้เพราะมีข้อมูลของพนักงาน หรือทำแฟรนไชส์ก็ทำได้ จริง ๆ ทำได้หมด 
 
การมีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่ในมืออาจใช้ต่อยอดในไอเดียอื่น ๆ จาก เช่น อาจปล่อยกู้ให้กับลูกน้องของตัวเอง โดยอาจไปจับมือกับธนาคารหรือแพลตฟอร์ม P2P Lending ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ลูกน้องหรือลูกค้าของเราก็ไม่ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ  
 
นอกจากปล่อยกู้แล้วยังสามารถทำเรื่องของการขายประกัน ซึ่งเป็นบริการที่ไม่ต้องมี inventory และเดี๋ยวนี้ไม่ต้องส่งเงินจริง ๆ โอนเป็นตัวเลขได้เลย ฉะนั้นบริการเหล่านี้มีข้อดีคือ กำไรที่ดี และในยุคดิจิทัลนั้นควบคุมง่ายมากขึ้น ต้นทุนในการดำเนินการก็ลดลง ประสิทธิภาพของการให้บริการและโอกาสในการทำกำไรก็สูงขึ้น ความเสี่ยงก็ลดลงไปด้วย ลองคิดต่อกันดูนะครับ