บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
1.3K
3 นาที
5 มีนาคม 2562
มาแล้ว 7-eleven สาขาแรกในอินเดีย
 

ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม รวมถึงห้างสรรพสินค้าจากทั่วโลก กำลังได้รับผลกระทบจากตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แต่เชื่อหรือไม่ว่า “อินเดีย” กำลังวางเป้าหมายก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีแนวโน้มว่าอินเดียจะกลายเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วยเช่นเดียวกัน 

วันนี้ www.ThaiFranchiseCenter.com จะหาข้อมูลมาเล่าให้ฟัง และหลายๆ คน อาจยังไม่รู้มาก่อน ว่าตลาดธุรกิจค้าปลีกในอินเดียกำลังเติบโต และเป็นเป้าหมายของแบรนด์ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของโลก 
 
เศรษฐีอินเดียซื้อแฟรนไชส์ 7-Eleven
 

Kishore Biyani CEO of Future Group ผู้ซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ในอินเดีย

ล่าสุดมีรายงานว่า 7-Eleven เชนร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนสาขามากถึง 67,480 แห่ง ล่าสุดพร้อมบุกตลาดอินเดียแล้ว โดยกลุ่มบริษัท Future Group เชนร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่ในท้องถิ่นของอินเดีย ซื้อแฟรนไชส์กับบริษัทแม่ญี่ปุ่น
 
โดยอินเดียถือเป็นตลาดที่ 18 ในโลกที่ 7-Eleven เข้าไปทำตลาด หลังจากการได้ทำสัญญากันเรียบร้อยแล้ว ชาวอินเดียน่าจะได้เห็นร้าน 7-Eleven สาขาแรกภายในสิ้นปี 2019 นอกจากนั้นผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Future Group อย่าง “Kishore Biyani” ยังบอกด้วยว่า จะทำการปรับโฉมร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่แล้วบางแห่ง ให้กลายเป็นร้าน 7-Eleven

ภาพจาก  Shutterstock
 
สำหรับร้าน 7-Eleven แห่งแรกในอินเดียนี้ จะตั้งอยู่ในเมืองนิวเดลี ซึ่งในเมืองนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อที่เปิดมาก่อนแล้ว ชื่อ Twenty Four Seven โดยเจ้าของคือ K.K. ผู้ประกอบการชาวอินเดีย Modi (เครือข่ายธุรกิจของเขา ทำบุหรี่ ชา เครื่องดื่ม ขนมและเขาอยู่ในรายชื่อนักธุรกิจของอินเดียที่ร่ำรวยที่สุดใน Forbes ในปี 2555) 

ภาพจาก goo.gl/tTfUz7
 
ร้านค้าบางแห่งของ Twenty Four Seven ตั้งอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน ที่บริหารโดยรัฐบาลอินเดีย โดยปัจจุบันร้านสะดวกซื้อ Twenty Four Seven มีสาขาถึง 48 แห่งในเมืองนิวเดลี และมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า
 
ส่วนร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ภายใต้การบริหารของกลุ่ม Future Group จะตั้งอยู่ในทำอาหารสำนักงาน ปั้มน้ำมัน แหล่งชุมชน โดยจะไม่มาแข่งขันกับซูเปอร์มาร์เก็ตในท้องถิ่น แต่จะเน้นจำหน่ายสินค้าในเมืองใหญ่ ประมาณ 10-12 เมืองชั้นนำในอินเดีย
 
7-Eleven ของ Future Group จะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับในเมืองไทย แต่จะมีจำหน่ายเบียร์ ยารักษาโรค หรือไม่นั้น ถ้ากฎหมายท้องถิ่นอนุญาตก็จะจำหน่ายในร้าน และบางพื้นที่จะเปิดบริการ 24 ชั่วโมง
 
ปัจจุบันตลาดค้าปลีกของอินเดีย กำลังได้รับแรงหนุนจากประชากรวัยหนุ่มสาว และผู้ที่ต้องการอยากเปลี่ยนรูปแบบการค้าดั้งเดิมไปสู่การค้าสมัยใหม่ โดยจะยังคงร้านค้าดั้งเดิมริมถนน หรือตามห้องแถวทั่วไปเอาไว้ โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิมของอินเดียมีกว่า 750 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 5 ปีถัดไป  
 
สำหรับผลการดำเนินธุรกิจของ Future Group ที่กำลังจะเป็นผู้บริหารร้าน 7-Eleven ในอินเดีย (เหมือนกลุ่มซีพี) พบว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ มีนาคม 2561 ร้านค้าปลีกในเครือ Future Group มีจำนวน 1,035 สาขา กระจายอยู่ใน 321 เมืองใหญ่ของอินเดีย โดยมีรายได้กว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำไร 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
 
ตลาดค้าปลีกอินเดีย กำลังหอมหวาน 
 
จะว่าไปแล้ว กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดค้าปลีกของอินเดีย ไม่ได้มีการขยับเขยื้อนไปไหนเลย เป็นตลาดที่มีมูลค่าน้อยที่สุดในอินเดียก็ว่า แต่ในวันนี้ตลาดค้าปลีกอินเดีย เติบโตเร็วที่สุด เห็นได้จากตัวเลขการจ้างงานในอุตสาหกรรมค้าปลีกในอินเดียเพิ่มขึ้นกว่า 8% ของตลาดการจ้างงานรวมทั้งหมด 
 
ที่สำคัญผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมค้าปลีกอินเดีย มีการประเมินตลาดค้าปลีกอินเดียปี 2020 จะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยที่ทำให้ค้าปลีกอินเดียโต อาจจะมาจากจำนวนประชากรอินเดียจะแซงหน้าจีน ปัจจุบันประชากรอินเดียฐานะปานกลางที่มีกำลังซื้อมีจำนวน 400 ล้านคน ที่สำคัญพฤติกรรมผู้บริโภคชาวอินเดียที่ไม่เหมือนชาติไหน
 
ได้แก่ รสนิยมของผู้บริโภคอินเดียในการออกไปจับจ่ายใช้สอย หรือชอบซื้อสินค้าตามร้านค้าปลีกดั้งเดิม ห้างสรรพสินค้า มากกว่าการซื้อสินค้าทางออนไลน์ เพราะคนอินเดียมองว่าการซื้อสินค้าตามร้านค้าจะได้เห็น ได้สัมผัสกับสินค้าโดยตรง ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนหลอก ที่สำคัญรัฐบาลอินเดียเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น 
 
ภาพจาก goo.gl/PHTyqW
 
สำหรับสภาพตลาดค้าปลีกในอินเดียปัจจุบัน 92% เป็นค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือที่อินเดียเรียก “kirana” ซึ่งก็คือร้านโชว์ห่วยแบบบ้านๆ นั่นเอง ที่เหลือ 8% เป็นโมเดิร์นเทรดหรือค้าปลีกแบบใหม่ จึงนับว่าโอกาสทางธุรกิจค้าปลีกจึงยังสูงมาก ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการเปิดเสรีค้าปลีกในปี 2554 รัฐบาลกำหนดให้บริษัทต่างชาติสามารถค้าปลีกประเภท single brand เท่านั้น
 
โดยสามารถถือหุ้นได้ 50% ส่วนค้าปลีกแบบ multi brand ยังไม่อนุญาตเพราะรัฐบาลต้องการปกป้องธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่น แต่ปัจจุบันมีการผ่อนปรนกฎมากขึ้น โดยบริษัทต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ในธุรกิจค้าปลีกแบบ single brand และ 51% สำหรับ multi brand และมีเงื่อนไขพ่วง คือต้องมีเงินลงทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
 
วางจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นในร้าน 30% และ 50% ของการลงทุนทั้งหมด ต้องใช้ลงทุนในด้าน backend infrastructure คาดว่าธุรกิจโมเดิร์นเทรดในอินเดียจะขยับจาก 8% มาอยู่ที่ 20% ในปี 2020 
 

ภาพจาก  Shutterstock
 
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซอินเดีย โอกาสเป็นไปได้สูงเนื่องจาก Flipkart เว็บอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ซึ่งเปรียบประมาณ Amazon แห่งอินเดียมีแนวโน้มจะทำ cross-border e-commerce หรือการนำเข้าส่งออกสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่มีการซื้อขายทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของ B2B และ B2C
 
ทั้งนี้ Flipkart ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เก็บข้อมูลว่า ผู้บริโภคอินดียต้องการสินค้าอะไรจากประเทศไหน มีการเสิร์ชหาสินค้าประเภทไหนมากที่สุด จากนั้น Flipkart จะติดต่อกับซัพพลายเออร์ประเทศนั้นโดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้นำสินค้าไปเสนอในตลาดอินเดีย ซึ่งแน่นอนว่าสินค้าไทยย่อมมีโอกาสอยู่แล้ว
 
ต่อไปต้องจับมองว่า อินเดียจะก้าวไปสู่อุตสาหกรรมค้าปลีกของโลกได้หรือไม่ จากจำนวนประชากรที่คาดว่าจะมีมากกว่าจีนในอนาคต แม้ว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะรุกเจาะตลาดอินเดียในตอนนี้ แต่ผู้บริโภคชาวอินเดียยังนิยมซื้อของตามร้านค้าดั้งเดิม
 
คุณผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน

ติดตามได้ที่ Add LINE id: 
@thaifranchise

 
อ่านบทความอื่นๆ จากไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ www.thaifranchisecenter.com/document  
เลือกซื้อแฟรนไชส์ไทยขายดี เปิดร้าน www.thaifranchisecenter.com/directory/index.php 
 

แหล่งข้อมูล