บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
265
3 นาที
18 มิถุนายน 2569
อวสาน! ยุคทองธุรกิจขายตรง รายได้หาย ดาวน์ไลน์หด 
 

ธุรกิจขายตรง หรือ Multi-level Marketing (MLM) เคยเป็นหนึ่งในโมเดลสร้างรายได้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วง 10–20 ปีก่อน ซึ่งถูกมองว่าเป็น “บันไดสู่ความสำเร็จ” ของคนจำนวนมาก
 
ในช่วงพีค อุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าตลาดแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และยังคงรักษาขนาดตลาดไว้ได้จนถึงปัจจุบัน 
 
โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงที่จดทะเบียนถูกต้องกับ สคบ. รวมกว่า 2,021 ราย แบ่งเป็นธุรกิจขายตรง 708 ราย และตลาดแบบตรง 1,313 ราย มีมูลค่าประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2566–2567
 
แม้ตัวเลขจะยังสูง แต่ทิศทางโดยรวมเริ่ม “ชะลอตัว” หรือเรียกอีกอย่างว่า จาก “ยุคทอง” สู่ “ยุคท้าทาย”
 
กลไกความสำเร็จ เครือข่ายที่ขยายไม่สิ้นสุด
 
หัวใจสำคัญของธุรกิจขายตรง คือ “ระบบเครือข่าย” ผู้เข้าร่วมจะถูกแบ่งเป็นอัพไลน์ (ผู้ชักชวน) และ ดาวน์ไลน์ (ผู้ถูกชักชวน) โดยรายได้ไม่ได้มาจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงส่วนแบ่งจากยอดขายของทีมที่ขยายตัวแบบทวีคูณ โมเดลนี้ทำให้ธุรกิจเติบโตได้รวดเร็ว เพราะยิ่งมีคนเข้าระบบมาก เครือข่ายยิ่งใหญ่ รายได้ยิ่งเพิ่ม
 
แรงจูงใจ คือเครื่องมือขับเคลื่อนยุคทอง
 

ภาพจาก https://app.envato.com

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจขายตรงเติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ “แรงจูงใจ” บริษัทจำนวนมากใช้กลยุทธ์สร้างภาพความสำเร็จ เช่น ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ รถยนต์ หรือรางวัลระดับหรู งานสัมมนาขนาดใหญ่ เวทีปลุกพลัง (Motivation stage) ภาพของผู้นำทีมที่ประสบความสำเร็จเร็ว กลายเป็นแรงดึงดูดให้คนจำนวนมากเข้าสู่ระบบ
 
จุดเปลี่ยน อยู่ที่ตลาดยังใหญ่ แต่แรงส่งลด
 
แม้ธุรกิจขายตรงยังมีมูลค่าระดับ 7 หมื่นล้านบาท แต่ข้อมูลสะท้อนว่าการเติบโตเริ่มชะลอ หลายบริษัทมียอดขายและกำไรลดลง ภาพรวมตลาดอยู่ในภาวะ “ซบเซา” ต่อเนื่องหลังโควิด ขณะเดียวกัน โครงสร้างธุรกิจเริ่มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยใหม่
 
แรงกดดันใหม่ โลกเปลี่ยน เกมเปลี่ยน
 
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน หันไปซื้อสินค้าผ่านออนไลน์โดยตรง ไม่ต้องพึ่งคนกลางหรือเครือข่าย, การแข่งขันจาก E-commerce ปัจจุบันจำนวนธุรกิจขายปลีกออนไลน์ในไทยมีมากกว่าขายตรงหลายเท่าสะท้อนว่า “แพลตฟอร์ม” กำลังแทนที่ “เครือข่าย” ที่ผู้บริโภคจำนวนมากมีความเชื่อมั่นลดลง 
 
กรณีอื้อฉาวในบางบริษัทที่ผ่านมา ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจถูกตั้งคำถามและส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและผู้สมัครใหม่
 
สัญญาณถดถอยของธุรกิจขายตรง
 

ภาพจาก https://app.envato.com

แม้ธุรกิจขายตรงในไทยยังคงมีมูลค่าตลาดระดับหลายหมื่นล้านบาท แต่สัญญาณหลายด้านเริ่มสะท้อนถึงภาวะถดถอยเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม ทั้งในแง่ความเชื่อมั่น พฤติกรรมผู้บริโภค และโมเดลรายได้ที่ลดลง
 
1. ความเชื่อมั่นลด หลังคดีและดราม่า
 
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อธุรกิจขายตรง คือ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กรณีของ The iCon Group ซึ่งมีผู้เสียหายมากกว่า 2,000 ราย และมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 841 ล้านบาท กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามต่อโมเดลธุรกิจลักษณะแบบนี้อีกครั้ง
 
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาพจำที่ว่า “ขายตรง = ขายฝัน” ซึ่งกลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง
 
2. แบรนด์ทยอยปิด ถอนตัวจากตลาด
 
อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่าน คือ การที่หลายแบรนด์ขายตรงยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะต่างชาติ เลือก “ยุติการดำเนินธุรกิจ” ในไทย ได้แก่ บริษัท Avon (ประเทศไทย) ประกาศปิดกิจการในปี 2559 หลังดำเนินธุรกิจมายาวนาน รวมถึง Nutrimetics ถอนตัวออกจากตลาดไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและกำลังซื้อที่ชะลอตัว 
 
ตลอดจนบริษัทสุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์ขายตรงสัญชาติไทยที่เคยดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 27 ปี และเคยเป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ก็ได้ประกาศยุติกิจการลงเนื่องจากทนพิษการแข่งขันไม่ไหว ซึ่งการถอนตัวของแบรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่บริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็ยังเผชิญความท้าทายในการแข่งขันในตลาดไทย
 
3. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป 
 
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มไม่ต้องการถูกชักชวน ไม่ต้องการเข้าระบบ และ ให้ความสำคัญกับความสะดวกมากขึ้น 
 
ส่งผลให้ช่องทางการซื้อสินค้าเปลี่ยนไปสู่ Marketplace, Social commerce, แพลตฟอร์มวิดีโอและไลฟ์สด จากเดิมที่ต้องอาศัยคนแนะนำ กลายเป็นค้นหาและตัดสินใจซื้อด้วยตนเอง
 
4. ออนไลน์เข้ามาแย่งโมเดลรายได้
 

ภาพจาก https://app.envato.com

การเติบโตของ E-commerce และ Social commerce ทำให้ “โมเดลรายได้” ของธุรกิจขายตรงถูกท้าทายโดยตรง ในอดีต รายได้ของสมาชิกส่วนใหญ่มาจากการสร้างทีมดาวน์ไลน์ แต่ในปัจจุบันผู้ขายสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านออนไลน์
 
ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์ขายสินค้า หรือการทำคอนเทนต์รีวิว ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างเครือข่ายแบบเดิมอีกต่อไป ส่งผลให้บทบาทของ “ดาวน์ไลน์” ซึ่งเคยเป็นหัวใจสำคัญของระบบ เริ่มลดความสำคัญลงอย่างต่อเนื่อง
 
5. ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น กระทบกำลังซื้อ
 
ภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กดดันทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้จำหน่าย เนื่องจากสินค้าขายตรงจำนวนมากมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปในตลาด ทำให้ผู้บริโภคจึงเริ่มตั้งคำถามถึง “ความคุ้มค่า” เกิดผลกระทบที่ตามมา ได้แก่ อัตราการซื้อซ้ำลดลง สมาชิกบางส่วนไม่ต่ออายุ การสต็อกสินค้าลดลง และท้ายที่สุดจำนวน “ดาวน์ไลน์” ในระบบเริ่มหดตัว
 
จุดเปลี่ยนสำคัญ จาก “ฝันใหญ่” สู่ “ความจริง”
 
อีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจขายตรง คือ “ทัศนคติของผู้คน” ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีตธุรกิจขายตรงไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่ขายโอกาสในการเปลี่ยนชีวิต แนวคิดที่ถูกสื่อสารอย่างแพร่หลาย คือ การประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น การมีรายได้แบบ Passive income และ การสร้างอิสรภาพทางการเงินผ่านเครือข่าย
 
ภาพของผู้ประสบความสำเร็จที่ขึ้นเวที เล่าประสบการณ์ชีวิตที่พลิกจาก “คนธรรมดา” สู่ “เศรษฐี” กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ดึงดูดผู้คนเข้าสู่ระบบจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น
 
การเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจได้ด้วยตนเอง ทั้งในแง่โครงสร้างรายได้ ความเป็นไปได้ในการประสบความสำเร็จ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อในแนวคิด “รวยเร็ว” หรือ “รายได้แบบ Passive ที่เกิดขึ้นง่าย” ลดลงอย่างต่อเนื่อง
 
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส และ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากขึ้น แทนที่จะเชื่อในเรื่องราวความสำเร็จ ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า รายได้เกิดจากยอดขายจริงหรือการชักชวนสมาชิก สินค้ามีคุณค่าเพียงพอกับราคาหรือไม่ และโอกาสในการเติบโตมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
 
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ธุรกิจขายตรงต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านความน่าเชื่อถือมากขึ้น จากเดิมที่สามารถใช้แรงบันดาลใจเป็นเครื่องมือหลัก กำลังถูกแทนที่ด้วยความต้องการ “ข้อมูลจริง” และ “หลักฐานเชิงประจักษ์”
 
ธุรกิจยังไม่ตาย…แต่ไม่เหมือนเดิม
 

ภาพจาก https://app.envato.com

แม้ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในไทยจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถยืนหยัดในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทระดับแกนหลักของอุตสาหกรรม เช่น แอมเวย์ (ประเทศไทย), กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้, ชูเลียน (ประเทศไทย), เลกาซี่ คอร์ป และ ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) 
 
ที่ยังคงสร้างรายได้ในระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปีและมีเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) ปี 2023 รายได้ 16,848 ล้านบาท กำไร 943 ล้านบาท, กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ รายได้ 4,123 ล้านบาท กำไร 258 ล้านบาท
 
แม้รายได้ยังอยู่ในระดับสูง แต่รูปแบบการแข่งขันของธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ในอดีตจุดแข็งหลักของธุรกิจขายตรง คือ “ระบบเครือข่าย” ที่ขับเคลื่อนด้วยการขยายทีมอัพไลน์ ดาวน์ไลน์ และการเติบโตของสมาชิกใหม่อย่างต่อเนื่อง
 
แต่ในปัจจุบัน แนวโน้มกลับเอนเอียงไปสู่การขายสินค้าโดยตรงมากขึ้น และลดการพึ่งพาโครงสร้างเครือข่ายแบบเดิมลง ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มปรับกลยุทธ์ไปสู่การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์แทน 
 
การใช้โซเชียลมีเดียและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ตลอดจนการขายตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-consumer) เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่รุนแรงขึ้น 
 
กล่าวได้ว่า ธุรกิจขายตรงยังไม่ได้หายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย แต่กำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ จากโมเดลที่เน้น “การสร้างเครือข่ายลูกทีม” ไปสู่โมเดลที่เน้นการสร้างยอดขายสินค้ามากขึ้น และจากยุคที่ความสำเร็จวัดจากจำนวนดาวน์ไลน์ กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค ที่ความสำเร็จต้องพิสูจน์ผ่านยอดขายจริงและความยั่งยืนของธุรกิจมากกว่าเดิม
 
แหล่งข้อมูล 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
อวสานเด็กจบใหม่! คนใหม่ไม่รับ คนออกไม่เพิ่ม
438
อวสานร้านขายของฝาก ของล้น คนซื้อหาย คนขายพัง
432
Hidden Margin ที่ซ่อนอยู่ในสตรีทฟู้ด ขายได้กำไรม..
422
อวสานร้านคาเฟ่ติดแกลม ลงทุนสูง ลูกค้าไม่ซ้ำ คนทำ..
415
กาแฟ เต็มเชียงใหม่! ทุก 160 เมตร เจอ 1 ร้าน
415
วางแผนอนาคตให้ยืดหยุ่นได้ ด้วยเทคนิคทำสินเชื่อรถ..
410
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด