บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
258
3 นาที
27 เมษายน 2569
ร้านแว่นตาท็อปเจริญ ดูเงียบๆ แต่รวยดัง
 

เชื่อหรือไม่ว่าบางครั้ง “ความเงียบ” อาจหลอกสายตาของใครหลายๆ คนได้มากกว่าที่คิด
 
เมื่อเดินผ่านร้านแว่นตาโลโก้สีฟ้าของ แว่นท็อปเจริญ ภาพที่เห็นอาจเป็นเพียงร้านที่ดูสงบ พนักงานยืนประจำจุด และลูกค้าไม่หนาแน่นเหมือนธุรกิจค้าปลีกทั่วไป แต่เบื้องหลังความเงียบเหงานั้น กลับซ่อนตัวเลขธุรกิจระดับหลายพันล้านบาทต่อปีเอาไว้
 
นี่คือธุรกิจที่สวนทางกับสัญชาตญาณของคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ร้านที่ดูเหมือนไม่คึกคัก แต่กลับสร้างรายได้ระดับ 5,000–6,000 ล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง
 
สกู๊ปนี้จะพาไปถอดรหัสโมเดลธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากรถขายแว่นเคลื่อนที่ ไปจนถึงการก้าวสู่เครือข่ายร้านแว่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และการเตรียมขยายสู่เวทีอาเซียนอย่างเต็มตัว

จุดเริ่มต้น จากรถเร่สู่ 2,000+ สาขา
 

ภาพจาก https://citly.me/253fj

จุดกำเนิดของ แว่นท็อปเจริญ ไม่ได้เริ่มต้นจากร้านในห้างสรรพสินค้าหรือทำเลที่มีศักยภาพสูง หากแต่เริ่มจากแนวคิดเรียบง่ายของ “คุณเจริญ ตรีพรชัยศักดิ์” เมื่อปี 2490 ที่มองเห็นโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสายตาของคนไทยในยุคสมัยนั้น
 
โมเดลธุรกิจในระยะแรกคือ “รถขายแว่นเคลื่อนที่” ที่ตระเวนไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้บริการตรวจวัดสายตาและจำหน่ายแว่นตาถึงชุมชนโดยตรง แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการ แต่ยังสร้างฐานลูกค้าในวงกว้างในท้องถิ่น
 
ต่อมาธุรกิจถูกส่งต่อมายังรุ่นที่ 2 ภายใต้การบริหารของ “คุนนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์” ผู้บริหารคนปัจจุบัน ได้ปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ทั้งในด้านภาพลักษณ์และการขยายธุรกิจ โดยมีการรีแบรนด์จาก “เจริญการแว่น” มาเป็น “แว่นท็อปเจริญ” เมื่อปี 2534 เพื่อสร้างการจดจำและสามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้อย่างชัดเจน
 
ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์ คือ การเร่งขยายสาขาในรูปแบบ “ป่าล้อมเมือง” เริ่มจากหัวเมืองในต่างจังหวัด ก่อนขยับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีเครือข่ายร้านเติบโตอย่างรวดเร็ว
 
ปัจจุบัน แว่นท็อปเจริญ มีจำนวนสาขามากกว่า 2,100–2,130 แห่งทั่วประเทศ และครองส่วนแบ่งตลาดร้านแว่นตาในประเทศไทยประมาณ 41% ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดทั้งในไทยและระดับอาเซียน
 
โดยตลาดแว่นตาและคอนแทคเลนส์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 15,600 ล้านบาทในปี 2567 และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเป็นราว 18,800 ล้านบาทภายในปี 2570 
 
โมเดลธุรกิจ “ขายน้อย แต่ได้มาก”
 

ภาพจาก www.facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial

เบื้องหลังความสำเร็จของ แว่นท็อปเจริญ อยู่ที่โครงสร้างรายได้และต้นทุนที่แตกต่างจากธุรกิจค้าปลีกทั่วไป โดยสินค้าหลักอย่างแว่นสายตา มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000–4,000 บาทต่อชิ้น ถือเป็นระดับราคาที่สูง แต่ยังเข้าผู้บริโภคในวงกว้าง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แต่ละสาขามียอดขายเฉลี่ยเพียง 2–4 ชิ้นต่อวัน ก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ
 
โครงสร้างต้นทุนสินค้า (กรอบแว่นและเลนส์) อยู่ที่ประมาณ 24% ของราคาขาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักกลับอยู่ที่ค่าเช่าพื้นที่และเงินเดือนพนักงาน รวมกันสูงถึง 68% สะท้อนว่าธุรกิจนี้ไม่ได้แบกรับต้นทุนด้านสินค้าเป็นหลัก แต่เป็น “ต้นทุนการดำเนินงาน” 
 
จุดแข็งสำคัญของแว่นท็อปเจริญอยู่ที่การขยายเครือข่ายขนาดใหญ่มากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ทำให้แม้แต่ละสาขาจะสร้างรายได้ไม่สูงมากนักในเชิงปริมาณลูกค้า แต่เมื่อรวมกันทั้งระบบ กลับสร้างรายได้ระดับหลายพันล้านบาทต่อปี
ร้านเงียบๆ แต่รายได้สวนความจริง
 
สิ่งที่ผู้คนมักเห็นร้านแว่นท็อปเจริญจนชินตา คือ บรรยากาศที่ดูเงียบสงบ พนักงานยืนประจำจุด รอให้บริการอยู่หลังเคาน์เตอร์ ชั้นวางแว่นเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับแทบไม่มีลูกค้าเดินเข้าออกอย่างต่อเนื่องเหมือนร้านค้าปลีกประเภทอื่น
 
ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ร้านลักษณะนี้สามารถสร้างยอดขายและอยู่รอดในระยะยาวได้อย่างไร ในเมื่อทราฟฟิกลูกค้าไม่หนาแน่น แต่ตัวเลขทางธุรกิจกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง 
 
โดยผลประกอบการบริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ย้อนหลัง 3 ปี
  • ปี 2565 รายได้รวม 5,414 ล้านบาท กำไร 627 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้รวม 5,785 ล้านบาท กำไร 282 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้รวม 5,949 ล้านบาท กำไร 402 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ภาพที่หลายคนเห็นจากหน้าร้านที่ดูเงียบๆ ไม่มีลูกค้า ไม่ได้หมายถึงยอดขายที่ซบเซา ตรงกันข้ามธุรกิจกลับสามารถสร้างรายได้ในระดับหลายพันล้านบาทได้อย่างต่อเนื่อง
 
กลยุทธ์เสาหลักที่ทำให้ “เงียบแต่รวย”


ภาพจาก www.facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial

1. Asset-Light Expansion เช่าแทนซื้อ ลดภาระลงทุน
 
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการขยายธุรกิจ คือ การเลือกใช้โมเดล “เช่าพื้นที่” แทนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีแนวคิดเหมือนกับร้าน 7-Eleven แนวทางนี้ช่วยให้บริษัทใช้เงินลงทุนต่อสาขาในระดับต่ำมาก ในช่วงเริ่มต้นบางสาขาใช้เงินเพียงประมาณ 15,000 บาท จากการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า แทนที่จะต้องลงทุนซื้ออาคารในราคาหลักสิบล้านบาท
 
2. ขยายสาขาเพิ่ม เหมือนติดป้ายโฆษณาฟรี
 
ด้วยจำนวนสาขามากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ทุกสาขาของแว่นท็อปเจริญ เปรียบเสมือน “สื่อโฆษณา” ที่ทำงานตลอดเวลาแทนที่จะใช้งบประมาณจำนวนมากกับการทำการตลาดผ่านสื่อต่างๆ บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์การกระจายสาขาในทำเลที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมา เพื่อสร้างการมองเห็นและรับรู้ในแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
 
3. สินค้า Recession-Proof ที่ความต้องการไม่หายไป
 
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ “แว่นตา” ที่จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็นด้านสุขภาพ ผู้บริโภคที่มีปัญหาสายตาไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้แว่นได้ และไม่สามารถยืมใช้ร่วมกับผู้อื่น อีกทั้งโดยเฉลี่ยผู้ใช้แว่นมักต้องเปลี่ยนแว่นใหม่ทุก 2–3 ปี คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ความต้องการสินค้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ธุรกิจมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง 
 
กลยุทธ์สร้างคู่แข่งให้ตัวเอง
 
ภาพจาก www.facebook.com/Beautiful.optic

ภายใต้การบริหารของ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ในชื่อ “แว่นบิวตี้ฟูล” เพื่อเข้ามาเจาะกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างจากแบรนด์หลักอย่างชัดเจน โดยวางตำแหน่งให้
  • “แว่นท็อปเจริญ” จับกลุ่มลูกค้าทุกช่วงวัย (Mass Market)
  • “แว่นบิวตี้ฟูล” เน้นกลุ่มวัยรุ่นและลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับแฟชั่น
ทั้ง 2 แบรนด์ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งกันโดยตรง ทั้งในด้านทำเลและกลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วทั้ง 2 อยู่ภายใต้เจ้าของเดียวกัน และถูกออกแบบมาเพื่อแชร์ส่วนแบ่งตลาด และลดโอกาสที่คู่แข่งภายนอกจะเข้ามาชิงส่วนแบ่ง
 
ต่อมาในปี 2556 บริษัทได้ตัดสินใจควบรวมสาขาของ “แว่นบิวตี้ฟูล” กลับเข้ามาอยู่ภายใต้แบรนด์ “แว่นท็อปเจริญ” เพียงแบรนด์เดียว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรวมพลังของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
 
จากร้านแว่น สู่ “ระบบนิเวศสายตา”
 

ภาพจาก https://citly.me/253fj

ธุรกิจไม่ได้หยุดแค่การขายแว่นตาอย่างเดียว แต่ยังขยายไปสู่ Ecosystem เต็มรูปแบบ อาทิ 
  • โรงเรียนวิชาการแว่นตาไทย - ผลิตบุคลากร
  • ศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ - บริการทางการแพทย์
  • แบรนด์พรีเมียม เช่น LUXOPTIC, EYE CLASS
  • Flagship Store - ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
ทั้งหมดนี้ทำให้บริษัทไม่ใช่แค่ร้านค้าปลีก แต่เป็นระบบบริการด้านสายตาครบวงจร 
 
จุดเปลี่ยนใหญ่ สู่ “บริษัทมหาชน”
 

ภาพจาก https://citly.me/253fj

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของแว่นท็อปเจริญ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 เมื่อบริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด ได้ดำเนินการแปรสภาพเป็น “บริษัทมหาชนจำกัด” อย่างเป็นทางการ พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 3,267 ล้านบาท
 
การเปลี่ยนสถานะในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับโครงสร้างทางกฎหมาย แต่สะท้อนถึงการยกระดับองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค และเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต
 
ภายใต้การนำของ คุณนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ บริษัทได้ประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็น “ผู้นำธุรกิจด้านสายตาในภูมิภาคอาเซียน” โดยมีแผนขยายสาขาไปยังตลาดต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย
 
การรุกตลาดอาเซียนดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากความแข็งแกร่งในประเทศไทย ทั้งในด้านจำนวนสาขา โมเดลธุรกิจ และแบรนด์ที่เป็นที่จดจำ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น
 
สรุป
 
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางธุรกิจของ แว่นท็อปเจริญ จะพบว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์ของร้านที่ดูคึกคัก หรือจำนวนลูกค้าที่หนาแน่นในแต่ละสาขา แต่เกิดจากโครงสร้างธุรกิจที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบและแม่นยำ
 
ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาจำนวนมากทั่วประเทศ ความต้องการสินค้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของธุรกิจสายตา รวมถึงการควบคุมต้นทุนและบริหารเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
 
กรณีของ แว่นท็อปเจริญ จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดจากความคึกคักที่หน้าร้าน เสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับการเข้าใจในโครงสร้างรายได้ ต้นทุน และการขยายขนาดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
แหล่งข้อมูล 
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ใบกำกับภาษี คือ อะไร? ความสำคัญและวิธีออกให้ถูกก..
1,673
กล้อง Sony ดีไหม? 6 จุดเด่นที่ทำให้หลายคนเลือกใช..
1,329
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงรุก: ..
1,169
Raising Cane´s ร้านไก่ทอดไม่มีกระดูก 900 สาขา พา..
556
อวสานสงครามราคา จีนไปก่อน ใครต่อไป
478
ทะเลเดือด! สงครามโยเกิร์ต 2569 ใครไหวเดินหน้า ใค..
450
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด