บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
263
5 นาที
24 มีนาคม 2569
อวสานเต็นท์รถมือ 2 ไทย
 

ธุรกิจเต็นท์รถมือสองที่เคยคึกคักในประเทศไทย วันนี้กลับเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด ป้ายซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยนรถยนต์ที่เคยโดดเด่นเรียงรายตามริมถนนสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศไทย เริ่มค่อยๆ หายไปทีละน้อยอย่างน่าใจหาย
 
ธุรกิจ “เต็นท์รถมือสอง” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งทำเงินของผู้ประกอบการรายย่อย เคยสร้างรายได้หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 
 
ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 มีผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสองในประเทศไทย ปิดกิจการและล้มละลายไปแล้วกว่า 1,009 ราย เพิ่มขึ้นถึง 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดรถมือสองของไทยได้อย่างชัดเจน จากธุรกิจซื้อมา-ขายไปที่เคยได้กำไร กำลังกลายเป็นธุรกิจที่ยิ่งทำต่อ ยิ่งเสี่ยงขาดทุน
 
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ใครจะอยู่รอด แต่คือ โมเดลธุรกิจเต็นท์รถแบบเดิม กำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือไม่
 
จาก “ยุคทองหลังโควิด” สู่ “ขาลง”


ภาพจาก https://app.envato.com

ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีหลังสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มคลี่คลาย ตลาดรถยนต์มือสองของไทยเคยเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าเป็น “ยุคทอง” ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากหันมาเลือกซื้อรถมือสองกันอย่างคึกคัก เพราะราคารถใหม่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรอส่งมอบนานหลายเดือน ทำให้รถมือสองกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ทันที
 
ในช่วงเวลานั้น เต็นท์รถแทบไม่ต้องกังวลเรื่องสต็อกใดๆ รถบางรุ่น “เข้าเช้า ออกบ่าย” กำไรต่อคันอาจไม่สูงมาก แต่ชดเชยด้วยปริมาณการขายที่หมุนได้เร็ว แต่ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปี 2566 เป็นต้นมา ตลาดที่เคยคึกคักเริ่มชะลอตัวลง จำนวนผู้ซื้อหดตัว ขณะที่จำนวนรถในตลาดกลับเพิ่มขึ้น ตัวเลขยอดขายสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน
 
ปี 2566 มียอดขายรถมือสองประมาณ 406,000 คัน แต่พอมาในปี 2568 กลับลดลงเหลือเพียงประมาณ 317,000 คัน หรือหดตัวลงถึง 22% ภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี การลดลงของจำนวนรถยนต์ในระดับนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความผันผวนระยะสั้น 
 
แต่สะท้อนถึงแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวในตลาดรถยนต์มือสอง เมื่อความต้องการซื้อ หรือ Demand ลดลง แต่ปริมาณจำนวนรถยนต์ในตลาดยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสมดุลของตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนไป และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน ที่กำลังส่งผลต่อผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองทั่วประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
4 สาเหตุหลักที่ทำให้เต็นท์รถกำลังหายไป
1. กำลังซื้อคนไทยหดตัว
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เบื้องหลังยอดขายของเต็นท์รถที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากแค่คนไม่อยากซื้อรถ แต่เป็นเพราะคนจำนวนมากซื้อไม่ไหว เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระทั้งสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะเดียวกันรายได้ของประชาชนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ
 
บางกลุ่มกลับมีรายได้ลดลง หรือมีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างชัดเจน จากเดิมที่ “รถยนต์” เคยเป็นสินค้าที่จำเป็น เริ่มถูกจัดอยู่ในหมวดสิ่งของที่เลื่อนออกไปก่อนได้ แม้แต่รถมือสอง ซึ่งเคยเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่มีงบจำกัด ก็ยังถูกมองว่าเป็นภาระในระยะยาว เพราะการซื้อรถหนึ่งคัน ไม่ได้จบแค่ราคาซื้อ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายตามมามากมาย ทั้งค่างวดรถ ค่าน้ำมัน ค่าประกัน และค่าซ่อมบำรุงรักษาในแต่ละเดือน
 
เมื่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน หรือบางรายเลือกที่จะไม่ซื้อเลย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ หน้าร้านเต็นท์รถยนต์มือสองที่เคยมีลูกค้าเดินเข้ามาสอบถามตลอดทั้งวัน เริ่มเงียบลง และเมื่อคนซื้อหายไป ธุรกิจที่พึ่งพาการหมุนเวียนของเงินอย่างรวดเร็วอย่างเต็นท์รถ ก็เริ่มสะดุดทันที

2. รถมือสอง “ล้นตลาด”
 
ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อชะลอตัว อีกด้านหนึ่งของตลาดกลับเผชิญปัญหา “รถยนต์ล้นตลาด” อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รถยนต์จำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดรถยนต์มือสองในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะรถจากไฟแนนซ์ที่ถูกยึด ตัวเลขรถที่ถูกยึดพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 24,000–25,000 คันต่อเดือน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเวลาปกติ ซึ่งรถเหล่านี้ไม่ได้ค่อยๆ ทยอยเข้าสู่ตลาด 
 
แต่ถูกเทออกมาในปริมาณมาก ผ่านการประมูลและช่องทางต่างๆ ส่งผลให้เต็นท์รถจำนวนมากต้องรับรถเข้าสต็อกในราคาที่แม้จะดูเหมือนถูก แต่กลับกลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาว เพราะรถในตลาดมีมากกว่าคนซื้อ 
 
ที่สำคัญก็คือ “ราคา” จะเป็นกลไกแรกที่ถูกกดลง รถรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน อาจถูกตัดราคากันเองระหว่างเต็นท์รถ เพียงเพื่อให้ขายออกได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ผู้ขายมีอำนาจต่อรอง กลับกลายเป็นว่าผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น และในการแข่งขันของตลาดรถยนต์มือสอง ผู้ประกออบการเต็นท์รถที่ถือสต็อกมากที่สุด มักจะเป็นฝ่ายที่เจ็บตัวและมีโอกาสปิดกิจการมากที่สุด
 
3. สงครามราคารถใหม่ โดยเฉพาะ EV
 

ภาพจาก https://app.envato.com

อีกหนึ่งแรงกระแทกสำคัญที่หลายคนอาจไม่คาดคิด คือ แรงสั่นสะเทือนจากตลาดรถยนต์ใหม่ ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เปิดศึกสงครามราคากันอย่างหนัก รถใหม่หลายรุ่นปรับราคาลงตั้งแต่ 11% ไปจนถึง 35% สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบแค่รถใหม่ แต่ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดรถมือสองโดยตรง
 
เมื่อราคารถใหม่ถูกลง ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเริ่มลังเล จากเดิมที่คิดจะซื้อ “รถมือสอง” กลับเปลี่ยนใจไปซื้อรถใหม่ที่ราคาลดลงแทน ในขณะเดียวกันรถมือสองที่อยู่ในตลาดก็ต้อง “ลดราคาตาม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางรุ่นราคาหายไปถึง 30–40% ในเวลาไม่นาน สำหรับเต็นท์รถนี่ไม่ใช่แค่กำไรที่ลดลง แต่คือมูลค่าสินค้าในมือที่หายไปต่อหน้าต่อตา
 
รถที่ซื้อมาในราคาหนึ่ง อาจต้องขายขาดทุน เพียงเพราะตลาดเปลี่ยนไป และยิ่งถือไว้นานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
 
4. กำไรธุรกิจน้อยจนแทบไม่เหลือ
 
เมื่อทั้งยอดขายรถยนต์ลดลงและราคาถูกกดลงพร้อมกัน สิ่งที่หายไปอย่างรวดเร็วที่สุด คือ “กำไร” ธุรกิจเต็นท์รถที่เคยพออยู่ได้จากการหมุนรอบเร็ว เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ขายก็แทบไม่เหลือกำไร ตัวเลขสะท้อนให้เห็นภาพนี้ได้ชัดเจน กำไรสุทธิของธุรกิจเคยอยู่ที่ราวๆ 1% ในปี 2562 แต่พอมาในช่วงปี 2567–2568 ลดลงเหลือเพียงประมาณ 0.5–0.6% เท่านั้น
 
ตัวเลขที่ดูเหมือนเล็กน้อยนี้ สำหรับธุรกิจที่มีต้นทุนสูง กลับถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเต็นท์รถไม่ได้มีแค่ต้นทุนซื้อรถ แต่ยังต้องแบกรับดอกเบี้ยจากเงินลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดูแลและซ่อมบำรุง รวมถึงค่าเสื่อมราคาที่เกิดขึ้นทุกวัน
 
ในสถานการณ์เช่นนี้ การขายรถหนึ่งคัน อาจไม่ใช่การทำกำไรอีกต่อไป แต่เป็นเพียงการลดภาระ และระบายความเสี่ยง โดยเมื่อธุรกิจเต็นท์รถไม่สามารถสร้างกำไรได้เพียงพอในระยะยาว สุดท้ายการเลือก “ปิดกิจการ” จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ แต่กลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้ประกอบการเต็นท์รถจำนวนมากในตลาดนี้
 
วิกฤตสินเชื่อ ตัวเร่งให้เต็นท์รถล้ม
 

ภาพจาก https://app.envato.com

แม้จะมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ยังอยากซื้อรถยนต์มือสอง แต่ในความเป็นจริง กลับมีอีกด่านสำคัญที่หลายคนไปไม่ถึง นั่นคือ “การอนุมัติสินเชื่อ” ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถาบันการเงินเริ่มปรับนโยบายด้วยความระมัดระวังมากขึ้น การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันยอดขาย กลับกลายเป็น “คอขวด” ของตลาด
 
ธนาคารและไฟแนนซ์เข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพิจารณารายได้ ความมั่นคงของอาชีพ ไปจนถึงประวัติทางการเงินของผู้กู้ ผลลัพธ์ก็คือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในบางช่วงเวลาสูงเกินกว่า 50% นั่นหมายความว่า ลูกค้า 2 คนที่เดินเข้ามาในเต็นท์รถ อาจมีเพียง 1 คน หรืออาจไม่มีใครเลยที่สามารถซื้อรถยนต์ได้จริง
 
สถานการณ์นี้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ สร้างความผิดหวังให้กับลูกค้า แม้จะเลือกรถที่ต้องการไว้แล้ว แต่จากมุมของผู้ประกอบการ คือ ยอดขายที่หายไปทั้งก้อน รถที่คิดว่าจะขายได้ กลับต้องถูกนำกลับไปจอดในเต็นท์เหมือนเดิม เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เต็นท์รถจำนวนมากจึงเริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่อง รายรับไม่เข้าตามเป้า แต่รายจ่ายยังคงเดินต่อ
 
ในธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการหมุนเงินตลอดเวลา เพียงแค่ยอดขายสะดุดไม่กี่เดือน ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ทั้งกิจการ “ล้มลง” ได้ 
 
จุดตายของเต็นท์รถ “สต็อก = ระเบิดเวลา”
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ในธุรกิจเต็นท์รถมือสอง รถที่อยู่ในสต็อกไม่ได้เป็นแค่สินค้าเฉยๆ แต่เปรียบเสมือนต้นทุนแฝงที่เดินได้ เพราะทุกวันรถแต่ละคันจะสูญเสียมูลค่าไปเรื่อยๆ ต้นทุนแฝงหลักๆ ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ มีดังนี้
  • ค่าเสื่อมราคา – รถยนต์ที่มีสภาพเก่า มูลค่าจะลดลงทุกวัน
  • ดอกเบี้ยเงินทุน – รถส่วนใหญ่ซื้อเข้ามาในเต็นท์ จะมาจากเงินกู้หรือเงินทุนหมุนเวียน 
  • ค่าดูแลและซ่อมบำรุง – รถยนต์ที่จอดไว้ในเต็นท์ ต้องมีการดูแลและซ่อมบำรุงให้พร้อมขายตลอดเวลา
ข้อมูลสำคัญจากตลาดเต็นท์รถมือสองยังพบว่า ทุกครั้งที่รถค้างสต็อกในเต็นท์เพิ่มขึ้น 30 วัน จะทำให้กำไรที่คาดหวังหายไปประมาณ 2% ดูเหมือนจะไม่มากเท่าไหร่ แต่เมื่อต้องสต็อกรถไว้หลายสิบคันต่อเดือน ผลกระทบก็จะสะสมทันที รถ 50 คันที่ขายช้าเพียงเดือนเดียว กำไรที่ควรได้อาจหายไปกว่าหนึ่งเท่าตัวของกำไรสุทธิ ดังนั้น “รถค้างสต็อก = ระเบิดเวลา”
 
ดังนั้น เต็นท์รถที่ไม่สามารถหมุนรถออกได้เร็ว ไม่ใช่แค่ขายได้น้อยลง แต่กำไรทั้งหมดของธุรกิจอยู่บนเส้นด้ายด้วย ในหลายกรณี ผู้ประกอบการพยายามลดราคาลงเพื่อระบายสต็อกรถยนต์ที่จอดในเต็นท์ นั่นก็หมายถึงการขายขาดทุนโดยตรง 
 
นี่คือจุดที่ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองหลายแห่งเริ่มเผชิญกับ “ทางตัน” อย่างแท้จริง
 
ทำไมเต็นท์รถบางราย “ยังรอด”
 

ภาพจาก https://app.envato.com

แม้ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเต็นท์รถมือสองจะต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่หดตัว ราคาที่ผันผวน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ท่ามกลางวิกฤตนี้ ยังมีผู้ประกอบการกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถฝ่าคลื่น และรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น
 
ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS พบว่า มีเพียง 11 บริษัท หรือคิดเป็นแค่ 4.2% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ที่สามารถสร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง และมีกำไรสุทธิเป็นบวกติดต่อกันถึง 3 ปี เมื่อเจาะลึกลงไปจะเห็นภาพที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
  • ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (รายได้มากกว่า 500 ล้านบาท) มีผู้ที่ทำผลงานได้ดี 2 บริษัท จากทั้งหมด 8 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วน 25%
  • ขณะที่ธุรกิจขนาดกลาง (รายได้ 100–500 ล้านบาท) มีผู้ทำผลงานได้ดี 4 บริษัท จาก 69 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 5.8%
  • ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้ 10–100 ล้านบาท) ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของตลาด กลับมีผู้ที่อยู่รอดได้เพียง 5 บริษัท จาก 186 บริษัท หรือเพียง 2.7% เท่านั้น
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยิ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ยิ่งเผชิญความยากลำบากในการอยู่รอดมากขึ้น 

อะไรคือจุดแข็งที่ทำให้พวกเขายังยืนอยู่ได้
  1. หมุนรถเข้า-ออกเร็วกว่าใคร รถที่ขายออกได้เร็วกว่าเฉลี่ยประมาณ 95 วัน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ประมาณ 121 วัน การหมุนรถเข้า-ออกได้เร็ว ช่วยลดค่าเสื่อมราคา และต้นทุนแฝง ทำให้กำไรไม่หายไปจากสต็อกรถที่ตกค้าง
  2. เลือกรถที่ตลาดต้องการ กลุ่มรถมือสองยอดนิยม ส่วนใหญ่จะเป็น รถกระบะ และ SUV มีความต้องการในตลาดสูง สามารถหมุนรถออกได้ง่าย ราคาคงตัว ต่างจากรถที่ผู้ซื้อสนใจน้อยหรือมีสภาพเก่าที่ขายออกยาก
  3. บริหารสต็อกอย่างชาญฉลาด
ผู้ประกอบการที่อยู่รอดส่วนใหญ่จะไม่กักสต็อกรถให้มากจนเกินความจำเป็น พวกเขามีการคำนวณต้นทุนดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคาก่อนสต็อกรถทุกคัน จะช่วยทำให้สภาพคล่องดีขึ้น แม้ตลาดรถมือสองจะทรุดตัวลงก็ตาม 
 
ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่ได้พึ่งพาแค่โชค แต่รู้จักใช้ข้อมูล + การวางแผน + การเลือกสินค้ารถยนต์เป็นกลยุทธ์ ส่งผลให้แม้ตลาดรถมือสองทั้งระบบจะชะลอตัว แต่พวกเขายังสามารถรักษากำไรและหมุนเวียนธุรกิจต่อไปได้
 
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ไม่สามารถปรับตัว หรือสต็อกรถยนต์ค้างเกินความจำเป็น ก็จะถูกบังคับให้ปิดกิจการไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือภาพที่สะท้อนให้เห็นตลาดรถมือสองในยุควิกฤตทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ภาวะสงครามโลก 
 
แนวโน้มอนาคตของเต็นท์รถมือสอง
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เมื่อมองไปข้างหน้า จะเห็นว่าตลาดรถยนต์มือสองของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS คาดการณ์ว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทยอาจเหลือเพียงประมาณ 32,600 ล้านบาท เป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเดิมในช่วงปี 2564-2566 ประมาณ 9% การแข่งขันจะยังคงเข้มข้นมากขึ้น แต่เปลี่ยนรูปแบบการขาย 
 
ทิศทางสำคัญของตลาดเต็นท์รถยนต์มือสองที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ 
  • เต็นท์รถรายเล็ก – เสี่ยงปิดตัว หากไม่ปรับกลยุทธ์
  • เต็นท์รายใหญ่ มีทุนมาก – อยู่รอดด้วยระบบการจัดการที่ชาญฉลาด และสต็อกหมุนเร็ว
  • แพลตฟอร์มออนไลน์ – กำลังเข้ามาแทนที่การซื้อขายแบบออฟไลน์ ผู้ซื้อสามารถเลือกชมรถทางออนไลน์ได้หลายร้อยคันพร้อมกับการรีวิว ซึ่งการขายผ่านออนไลน์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และหมุนรถออกได้เร็ว
สรุปแนวทางการปรับตัว
 
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบการเต็นท์รถในตลาดต้องเริ่มปรับตัวกันให้ชัดเจน แนวทางแรก คือการเลือกเล่นในเกมที่ได้เปรียบ เต็นท์รถจำนวนหนึ่งเริ่มปรับพอร์ตสินค้า หันมาเน้นรถที่มีสภาพคล่องสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น กลุ่มรถกระบะ และ SUV/PPV รถในกลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบสำคัญคือ “ขายง่าย” สามารถหมุนออกจากสต็อกได้ต่อเนื่อง
 
เมื่อรถหมุนออกได้เร็ว ความเสี่ยงจากการกดราคา และต้นทุนแฝงก็ลดลงตามไปด้วย ในทางกลับกันผู้ประกอบการที่ยังถือรถในกลุ่มที่แข่งขันด้านราคาสูง หรือรถที่มีค่าเสื่อมเร็ว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) บางรุ่น อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เรียกว่า “Price Gap” หรือส่วนต่างราคาที่หายไปเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ขายได้ยาก และหากเก็บไว้ก็มีความเสี่ยง
 
อีกแนวทางหนึ่ง คือการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจจากเดิมที่ต้องลงทุนซื้อรถเข้าสต็อกเอง ผู้ประกอบการบางรายเริ่มหันไปใช้โมเดล รับฝากขาย (Consignment) ซึ่งช่วยลดภาระการแบกรับสต็อก และลดความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน
 
ในขณะเดียวกัน การขายรถยนต์ผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็กลายเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในยุคนี้ เพราะสามารถช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาในการขาย และสามารถเปิดตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าได้กว้างกว่าเดิม
สรุปคือ ธุรกิจรถมือสองไม่ได้จะหายไปทั้งหมด แต่โมเดลแบบเดิมของเต็นท์รถรายเล็ก กำลังถูกบังคับให้ปรับตัวหรือหายไป
 
แหล่งข้อมูล 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 

บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,595
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
438
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
387
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
380
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
377
วิกฤตล้มละลาย Converse ยอดขายตกจะไปต่อหรือพอแค่นี้
369
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด