บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    โอกาสทางธุรกิจ    แฟรนไชส์ต่างประเทศ
265
7 นาที
18 มีนาคม 2569
LINLEE แฟรนไชส์ชามะนาวสุดฮิต 2,000 สาขา กระแสแรงในแดนมังกร
 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศจีนกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากกระแสชานมไข่มุกที่เคยครองความนิยมมายาวนาน สู่เครื่องดื่มชาแนวใหม่ที่เน้นความสดชื่นและรสชาติจากผลไม้สด หนึ่งในกระแสเครื่องดื่มที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นคือ “ชามะนาวสไตล์กวางตุ้ง” ซึ่งกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ในจีน  
 
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกว่างโจว เซินเจิ้น และเฉิงตู ในบรรดาแบรนด์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ LINLEE แฟรนไชส์ร้านชามะนาวที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดเครื่องดื่มประเภทนี้ในประเทศจีน
 
ความโดดเด่นของแบรนด์อยู่ที่เมนู “ชามะนาวแบบตำสด” ซึ่งใช้มะนาวสดนำมาตำในแก้วก่อนผสมกับชา เพื่อดึงกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวออกมา ทำให้ได้รสชาติเปรี้ยวสดชื่นและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
 
นอกจากสูตรเครื่องดื่มแล้ว LINLEE ยังสร้างภาพจำผ่านกลยุทธ์การตลาดที่แตกต่าง เช่น การมอบของเล่น “เป็ดยางตัวเล็ก” ให้ลูกค้าทุกแก้ว ซึ่งกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดียของจีนอย่าง Xiaohongshu และ Douyin จนช่วยผลักดันให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชา 
 
ซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่หลายแบรนด์ เช่น HEYTEA และ Mixue การเติบโตของ LINLEE จึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ของตลาดเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ในจีน ที่ผสมผสานรสชาติท้องถิ่นเข้ากับการตลาดยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างลงตัว

จุดกำเนิด จากเมืองชายทะเลสู่แบรนด์ระดับประเทศ
 

ภาพจาก https://citly.me/NVLA3

แฟรนไชส์ชามะนาว LINLEE ถือกำเนิดขึ้นในปี 2012 ที่เมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่มีวัฒนธรรมการดื่มชามะนาวสไตล์กวางตุ้งฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของผู้คน 
 
เครื่องดื่มชนิดนี้ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานในประเทศจีนตอนใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่กวางตุ้ง ซึ่งนิยมผสมชาดำหรือชาอู่หลงกับมะนาวสด เพื่อให้ได้รสชาติเปรี้ยวสดชื่นและช่วยคลายร้อนในสภาพอากาศกึ่งร้อนชื้น
 
ผู้ก่อตั้งแบรนด์คือ Wang Jingyuan ซึ่งก่อนเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่ม เคยประกอบกิจการร้านจักรยานมาก่อน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เขาต้องมองหาแนวทางใหม่ในการประกอบอาชีพ ต่อมาเขาเริ่มทดลองเปิดร้านเครื่องดื่มขนาดเล็ก และพัฒนาสูตรชามะนาวที่ใช้มะนาวสดนำมาตำด้วยมือก่อนผสมกับชา วิธีการดังกล่าวถูกเรียกว่า “ชามะนาวตำสด” ซึ่งช่วยดึงน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกมะนาวออกมา ทำให้เครื่องดื่มมีกลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างจากชามะนาวทั่วไป
 
ในช่วงแรก ธุรกิจดำเนินการในรูปแบบร้านขนาดเล็กในเมืองท้องถิ่น โดยเน้นการใช้วัตถุดิบสดและรสชาติที่สมดุลระหว่างความเปรี้ยวของมะนาวกับความหอมของชา สูตรเครื่องดื่มดังกล่าวค่อยๆ ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าท้องถิ่น ก่อนที่แบรนด์จะเริ่มขยายรูปแบบธุรกิจและพัฒนาอัตลักษณ์ของร้านให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเมนู การออกแบบร้าน และระบบการดำเนินงาน
 
ในช่วงปี 2018 ทีมผู้ก่อตั้งได้ปรับโครงสร้างแบรนด์และเริ่มทดลองขยายสาขาร้านในรูปแบบเครือข่ายแฟรนไชส์ ในปี 2019 บริษัทได้เปิดร้านสาขาแบบบริหารเอง (flagship store) แห่งแรก พร้อมทั้งเริ่มวางแผนพัฒนาระบบซัพพลายเชนของตนเอง ทั้งการจัดทำสวนมะนาวและตั้งโรงงานผลิตชา เพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ
 
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อแบรนด์เข้าสู่ตลาดเมืองใหญ่ โดยเปิดสาขาแรกใน Guangzhou ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของมณฑลกวางตุ้ง การขยายตลาดในช่วงดังกล่าวช่วยให้แบรนด์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว 
 
อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันก็เกิดปัญหาร้านลอกเลียนแบบ และการเปิดแฟรนไชส์ปลอมจำนวนมากในตลาด ส่งผลให้บริษัทต้องดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องเครื่องหมายการค้าและสร้างความชัดเจนให้กับแบรนด์
 
หลังจากเข้าสู่ตลาดเมืองใหญ่ แบรนด์เริ่มได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ผ่านการบอกต่อในสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหาร ส่งผลให้ LINLEE สามารถขยายสาขาไปยังเมืองสำคัญทั่วประเทศจีนภายในระยะเวลาไม่กี่ปี กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ชามะนาวที่เติบโตโดดเด่นในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของจีนในปัจจุบัน
 
จาก Linli สู่ LINLEE รีแบรนด์เพื่อขยายสาขาทั่วประเทศ


ภาพจาก https://citly.me/7oBaL

ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ ร้านชามะนาว LINLEE ใช้ชื่อภาษาจีนว่า Linli เฉยๆ ซึ่งมีความหมายว่า “เพื่อนบ้าน” สื่อให้เห็นถึงแนวคิดร้านเครื่องดื่มที่เข้าถึงง่ายและมีความเป็นกันเองกับชุมชน อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสชามะนาวแบบตำสดเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายเมืองของจีน ชื่อร้านและรูปแบบธุรกิจของแบรนด์ ก็เริ่มถูกลอกเลียนแบบโดยผู้ประกอบการรายอื่นจำนวนมาก ทำให้เกิดร้านที่ใช้ชื่อคล้ายกันหรือเลียนแบบแนวคิดร้านในหลายพื้นที่

ในปี 2021 บริษัทจึงตัดสินใจรีแบรนด์ใหม่อย่างเป็นทางการเป็น LINLEE พร้อมทั้งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นระบบ การปรับเปลี่ยนแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการออกแบบภาพลักษณ์ร้านใหม่ การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ การสร้างคาแรกเตอร์ประจำแบรนด์ รวมถึงการวางระบบบริหารแฟรนไชส์ให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
 
ภายหลังจากการรีแบรนด์ บริษัทได้เร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์และขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่ในเมืองสำคัญทั่วประเทศ ข้อมูลจากสื่อธุรกิจในจีนระบุว่า ในปี 2021 แบรนด์มีสาขาประมาณ 500 แห่ง แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 1,400–1,500 แห่ง กระจายอยู่ในกว่า 160 เมืองทั่วประเทศจีน
 
ปี 2024 ขยายสาขาครอบคลุมกว่า 190 เมืองทั่วประเทศจีน และมีจำนวนร้านมากกว่า 1,600 สาขา นอกจากนี้บริษัทยังพัฒนาเมนูใหม่และผลิตภัณฑ์เสริม เช่น เครื่องดื่มสูตรพิเศษและสินค้าที่ระลึกของแบรนด์ ซึ่งช่วยสร้างกระแสในสื่อสังคมออนไลน์
 
ในปี 2025 จำนวนสาขาเพิ่มมากกว่า 1,900 สาขา ครอบคลุม 31 มณฑล และมากกว่า 200 เมืองในประเทศจีน จนกระทั่งปัจจุบันร้านชามะนาว LINLEE มีจำนวนเครือข่ายร้านประมาณ 2,000 สาขาในประเทศจีน และถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ชามะนาวที่มีสาขามากที่สุดในตลาดเครื่องดื่มประเภท lemon tea chain ของประเทศจีน
 
LINLEE ยังได้รับเงินลงทุนรอบ Series A มูลค่าหลายสิบล้านหยวน โดยมี Qianhai Ark Fund เป็นผู้ลงทุนหลัก ส่งผลให้มูลค่าประเมินของบริษัทอยู่ในระดับเกือบ 1 พันล้านหยวน เงินลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงการยกระดับระบบซัพพลายเชน และการขยายโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต 
 
นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายการเติบโตระยะต่อไป โดยวางแผนเพิ่มจำนวนร้านเป็นประมาณ 5,000 สาขาภายในไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมขยายโมเดลธุรกิจและซัพพลายเชน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดชามะนาวในจีนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
 
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ และการบริหารเครือข่ายแฟรนไชส์ของ LINLEE ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศจีน ซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มชาผลไม้และชารูปแบบใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ของจีน
 
ด้วยอัตราการขยายสาขาที่รวดเร็ว และการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้แบรนด์ชารูปแบบใหม่ LINLEE ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแบรนด์ชามะนาว ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดรายหนึ่งของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และกลายเป็นตัวอย่างของธุรกิจเครื่องดื่มที่สามารถพัฒนาแบรนด์ท้องถิ่นให้ก้าวสู่เครือข่ายระดับประเทศได้ในระยะเวลาอันสั้น
 
“ชามะนาวตำสด” คืออะไร และเหตุใดจึงได้รับความนิยม
 

ภาพจาก https://citly.me/NVLA3

หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้ LINLEE เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือเมนู “ชามะนาวตำสด” ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างมากในจีนตอนใต้ โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้ง คำว่า hand-beaten หมายถึงกระบวนการเตรียมเครื่องดื่มที่ใช้การตำหรือกดมะนาวสดด้วยมือภายในแก้ว ก่อนจะผสมเข้ากับชา วิธีการดังกล่าวช่วยให้เปลือกและเนื้อมะนาวปล่อยน้ำมันหอมระเหยออกมา ทำให้เครื่องดื่มมีกลิ่นหอมสดชื่นและมีรสชาติที่เข้มข้นกว่าการผสมด้วยน้ำมะนาวเพียงอย่างเดียว
 
ขั้นตอนการทำโดยทั่วไปเริ่มจากการใส่มะนาวสดลงในแก้ว ซึ่งมักนิยมใช้มะนาวสายพันธุ์ที่เรียกว่า perfume lemon ซึ่งมีจุดเด่นด้านกลิ่นหอม จากนั้นใช้แท่งไม้ตำหรือกดเพื่อให้กลิ่นของเปลือกมะนาวออกมา 
 
ก่อนจะเติมน้ำชาพื้นฐาน เช่น ชาดำหรือชาอู่หลง เติมน้ำเชื่อมในปริมาณพอเหมาะ และใส่น้ำแข็ง จากนั้นเขย่าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันจนได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติสมดุลระหว่างความเปรี้ยว ความหอม และความหวาน 
 
ลักษณะเด่นของชามะนาวตำสดอยู่ที่กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยในเปลือกมะนาว ซึ่งช่วยเพิ่มมิติของรสชาติให้กับเครื่องดื่ม อีกทั้งยังให้ความสดชื่นมากกว่าชานมไข่มุกทั่วไป เนื่องจากมีความหวานต่ำกว่าและให้ความรู้สึกเบากว่าในด้านรสสัมผัส คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้เครื่องดื่มประเภทนี้ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ชาวจีน ที่ให้ความสำคัญกับเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและมีภาพลักษณ์ใกล้เคียงกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
 
กระแสความนิยมชามะนาวดังกล่าว ยังสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ในประเทศจีน ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากชานมไข่มุกแบบดั้งเดิมไปสู่เครื่องดื่มผลไม้สดและชาที่มีน้ำตาลต่ำมากขึ้น 
 
ภายใต้บริบทดังกล่าว ชามะนาวตำสดจึงกลายเป็นหนึ่งในเมนูที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของจีน และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ LINLEE กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
 
จุดแข็งของ LINLEE การควบคุมซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำ
 

ภาพจาก https://linlee.com.cn/

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของ LINLEE คือ การลงทุนพัฒนาระบบซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องดื่มประเภทชามะนาวสด การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้ถูกออกแบบให้สามารถรักษาความสดใหม่ของวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการขยายสาขาจำนวนมากไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ
 
ในส่วนของวัตถุดิบหลัก บริษัทได้พัฒนาแหล่งผลิตมะนาวสายพันธุ์ perfume lemon ซึ่งมีจุดเด่นด้านกลิ่นหอมและความสดชื่น โดยมีการจัดทำสวนมะนาวของตนเอง เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีโรงงานสำหรับแปรรูปใบชา เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีมาตรฐานเดียวกันก่อนส่งต่อไปยังสาขาต่างๆ
 
นอกจากการจัดการวัตถุดิบแล้ว บริษัทยังพัฒนาเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าในหลายภูมิภาคของประเทศจีน เช่นในเมือง Guangzhou, Changsha, Beijing, Shanghai และ Chengdu ศูนย์โลจิสติกส์เหล่านี้มีบทบาทในการรวบรวม และกระจายวัตถุดิบไปยังสาขาในพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลาในการขนส่ง และรักษาความสดใหม่ของวัตถุดิบ
 
โครงสร้างซัพพลายเชนดังกล่าว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารแฟรนไชส์ของ LINLEE เนื่องจากสามารถจัดหาวัตถุดิบในมาตรฐานเดียวกันให้กับสาขาได้ทั่วประเทศ ส่งผลให้รสชาติของเครื่องดื่มมีความสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนด้านการจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ทำให้โมเดลธุรกิจสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในหลายเมืองของจีน
 
กลยุทธ์การตลาด “เป็ดยางตัวเล็ก” ที่กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย
 

ภาพจาก https://citly.me/rvHcN

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับ LINLEE คือ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ของสะสมขนาดเล็กเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ โดยลูกค้าที่ซื้อเครื่องดื่มหนึ่งแก้วจะได้รับ “เป็ดยางตัวเล็ก” เป็นของแถม เป็ดยางเหล่านี้มีการออกแบบลวดลายและคาแรกเตอร์หลากหลายรูปแบบ ทำให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อยเกิดพฤติกรรมการสะสมและแลกเปลี่ยนกันในหมู่ผู้บริโภค
 
ของสะสมชิ้นเล็กดังกล่าว ยังกลายเป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ในโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกค้าจำนวนมากนิยมถ่ายภาพเครื่องดื่มพร้อมเป็ดยาง และเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน เช่น Xiaohongshu และ Douyin ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสให้กับร้านอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
 
รายงานจากสื่อธุรกิจจีนระบุว่า ลูกค้าของแบรนด์มากกว่าร้อยละ 70 มีการถ่ายภาพและแชร์ประสบการณ์การดื่มเครื่องดื่มชามะนาวลงบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “เป็ดยาง” ที่เป็นของแถม คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ที่ลูกค้าโพสต์ในแพลตฟอร์มออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่าของสะสมชิ้นเล็กนี้ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยในการขยายการรับรู้ของแบรนด์ได้อย่างกว้างขวางผ่านการบอกต่อแบบปากต่อปากในโลกดิจิทัล
 
กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ LINLEE สามารถพัฒนา “IP character” หรือคาแรกเตอร์ประจำแบรนด์ขึ้นมาได้อย่างชัดเจน เป็ดยางจึงไม่ได้เป็นเพียงของแถมสำหรับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยสร้างภาพจดจำให้กับแบรนด์ และมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารการตลาดของบริษัท ในยุคที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโซเชียลมีเดีย
 
เมนูเด่นของแบรนด์


ภาพจาก https://citly.me/rvHcN

เมนูเครื่องดื่มของ LINLEE ส่วนใหญ่พัฒนามาจากแนวคิด “ชามะนาวตำสด” ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยนำใบชาหลากหลายชนิดมาผสมกับมะนาวสดและผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อสร้างรสชาติที่แตกต่างและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสดชื่น เครื่องดื่มหลายเมนูจึงมีพื้นฐานจากชาดำ ชาเขียว หรือชาอู่หลง ซึ่งเป็นใบชาที่ได้รับความนิยมในการดื่มชาของจีน
 
หนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ 招牌手打柠檬茶 ชาแดงมะนาวสด หรือ Signature Hand-Beaten Lemon Tea ซึ่งใช้ชาดำหรือชาอู่หลงเป็นฐานผสมกับมะนาวสด ที่ผ่านการตำเพื่อดึงกลิ่นหอมจากเปลือกมะนาวออกมา เครื่องดื่มชนิดนี้ถือเป็นเมนูหลักที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ และเป็นตัวเลือกยอดนิยมของลูกค้า ที่ต้องการรสชาติเปรี้ยวสดชื่นแบบดั้งเดิมของชามะนาวสไตล์กวางตุ้ง 
 
อีกเมนูที่ได้รับความสนใจคือ 鸭屎香手打柠檬茶 ชามะนาวกับชาอู่หลงกลิ่น “Duck Shit Aroma” ซึ่งใช้ชาอู่หลงสายพันธุ์พิเศษที่รู้จักในชื่อ “Duck Shit Aroma” เป็นฐานชา แม้ชื่อจะฟังดูแปลก แต่ชาชนิดนี้มีชื่อเสียงด้านกลิ่นหอมที่ซับซ้อนและนุ่มลึก เมื่อนำมาผสมกับมะนาวสดจึงช่วยเพิ่มมิติของรสชาติให้กับเครื่องดื่ม นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีเมนูที่ผสมผสานอิทธิพลจากต่างประเทศ เช่น 泰绿手打柠檬茶 ชาเขียวสไตล์ไทย ซึ่งใช้ชาเขียวสไตล์ไทยเป็นส่วนประกอบหลัก
 
นอกจากเมนูชามะนาวพื้นฐานแล้ว ร้านยังพัฒนาเครื่องดื่มที่ใช้ผลไม้ท้องถิ่นของจีน เช่น 黄皮冰柠茶 ชามะนาวกับผลไม้จีน “หว่องพี” เป็นการนำผลไม้จีนที่เรียกว่า “หว่องพี” มาผสมกับชามะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติหวานอมเปรี้ยว เครื่องดื่มเหล่านี้ช่วยสร้างความหลากหลายให้กับเมนู และเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถนำเสนอเมนูตามฤดูกาลได้อย่างต่อเนื่อง
 
ในด้านราคา เครื่องดื่มของแบรนด์ LINLEE ส่วนใหญ่จำหน่ายในราคาประมาณ 15–20 หยวนต่อแก้ว หรือราวๆ 70–100 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้แบรนด์สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็วในหลายเมืองใหญ่ของจีน
 
การเติบโตของตลาดเครื่องดื่มชามะนาวในจีน
 

ภาพจาก https://citly.me/7oBaL

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มชาของจีนได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของกลุ่ม “ชามะนาว” หรือ lemon tea chain ซึ่งกำลังกลายเป็นเซกเมนต์ใหม่ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีนรุ่นใหม่ จากเดิมที่ตลาดเครื่องดื่มชาถูกครอบครองโดยชานมไข่มุกและเครื่องดื่มชาผสมครีม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมามองหาเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและมีภาพลักษณ์ใกล้เคียงกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น
 
ภายใต้กระแสดังกล่าว แบรนด์ชามะนาวหลายรายมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในผู้เล่นสำคัญคือ LINLEE ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มแบรนด์ชามะนาวที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดจีน นอกจากนี้ยังมีแบรนด์คู่แข่งสำคัญ เช่น ningji และ TANING ที่ต่างพัฒนารูปแบบร้านและเมนูเครื่องดื่มในแนวทางคล้ายคลึงกัน เพื่อแข่งขันในตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
 
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในจีนมองว่า การเติบโตของตลาดชามะนาวมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือแนวโน้มด้านสุขภาพของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ต้องการเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลและแคลอรีต่ำกว่าชานมไข่มุกแบบดั้งเดิม เครื่องดื่มประเภทชามะนาวจึงตอบโจทย์ทั้งในแง่รสชาติที่ให้ความสดชื่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่อสุขภาพ
 
อีกปัจจัยหนึ่งคือสภาพภูมิอากาศของประเทศจีนตอนใต้ ซึ่งมีอากาศร้อนและชื้นเกือบตลอดทั้งปี เครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวให้ความสดชื่นอย่างชามะนาว จึงเหมาะกับสภาพอากาศและพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนในภูมิภาคนี้ ความนิยมดังกล่าวเริ่มขยายตัวจากเมืองหลักในมณฑลกวางตุ้งไปยังเมืองขนาดใหญ่ทั่วประเทศจีน 
 
การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มชาของจีนที่มีมูลค่าหลายแสนล้านหยวนต่อปี การเติบโตของแบรนด์ชามะนาวตำสดอย่าง LINLEE ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของเทรนด์เครื่องดื่มรูปแบบใหม่ ที่ผสมผสานรสชาติความเป็นท้องถิ่นอย่างชาและมะนาวเข้ากับกลยุทธ์การทำตลาดสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลของจีน
 
ตำแหน่งและการแข่งขันในตลาด


ภาพจาก https://citly.me/7oBaL

เปรียบเทียบแบรนด์ชายุคใหม่ของจีนอย่าง LINLEE, HEYTEA, Mixue และ CHAGEE แสดงให้เห็นถึงการแบ่งตำแหน่งทางการตลาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนภายในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มชายุคใหม่ของจีน โดยแต่ละแบรนด์เลือกเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ตลาดแมสที่เน้นราคาประหยัด ไปจนถึงตลาดพรีเมียมที่เน้นคุณภาพชาและประสบการณ์จากร้านค้า เช่น Mixue เน้นราคาถูกและขยายสาขาจำนวนมาก ขณะที่ Chagee และ Heytea มุ่งสร้างภาพลักษณ์แบบพรีเมียมมากกว่า
 
ในด้านตำแหน่งของแบรนด์ Mixue ถือเป็นแบรนด์แมสที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยใช้กลยุทธ์ราคาประหยัดและเมนูเรียบง่าย เช่น ชาเย็นและไอศกรีม จึงช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคได้จำนวนมาก โดยเฉพาะนักเรียนและกลุ่มคนรุ่นใหม่ 
ขณะที่ HEYTEA ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกกระแส “ชายุคใหม่” ของจีน โดยสร้างชื่อจากเมนูอย่างชีสทีและเครื่องดื่มผลไม้สด พร้อมภาพลักษณ์ร้านที่ทันสมัยและเน้นคุณภาพวัตถุดิบมากกว่าราคา ส่วน CHAGEE วางตำแหน่งเป็นแบรนด์พรีเมียมที่นำเสนอ “ชาคุณภาพ” และผสมผสานวัฒนธรรมจีนแบบดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์ร้านที่มีเอกลักษณ์
 
ในอีกด้านหนึ่งแบรนด์ LINLEE เลือกสร้างความแตกต่างด้วยการโฟกัสตลาดเฉพาะทาง คือ “ชามะนาวตำสด” (hand-beaten lemon tea) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในจีนตอนใต้ แตกต่างจากแบรนด์อื่นที่เน้นชานมไข่มุกหรือชาคุณภาพ 
 
นอกจากนี้ แบรนด์ยังใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านคาแรกเตอร์ “เป็ดยาง” ของแถม เพื่อสร้างภาพจดจำบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ LINLEE ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่ผสมผสานเครื่องดื่มเฉพาะทาง + การตลาดเชิงวัฒนธรรมออนไลน์ ขณะที่ HEYTEA และ CHAGEE เน้นการสร้างประสบการณ์แบบพรีเมียม และ Mixue มุ่งสู่ตลาดแมสในวงกว้าง ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการแข่งขันของตลาดเครื่องดื่มชารูปแบบใหม่ในจีน ที่กำลังเติบโตและมีการแบ่งเซกเมนต์กันอย่างชัดเจน
 
สรุป
 
โดยรวมแล้วการเติบโตของแฟรนไชส์ LINLEE สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในจีน ซึ่งกำลังก้าวไปสู่ยุคของ “ชายุคใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับทั้งรสชาติ คุณภาพวัตถุดิบ และประสบการณ์ของผู้บริโภค จากร้านเครื่องดื่มขนาดเล็กในเมืองชายฝั่งอย่างจ้านเจียงสู่แฟรนไชส์ร้านชามะนาวที่ขยายสาขาไปยังหลายร้อยเมืองทั่วประเทศ แบรนด์ได้ใช้จุดแข็งทั้งในด้านสูตรเครื่องดื่มแบบการควบคุมซัพพลายเชน และการสร้างภาพจดจำผ่านกลยุทธ์การตลาดบนโซเชียลมีเดีย
 
ความสำเร็จของ LINLEE ยังสะท้อนแนวโน้มการบริโภคของคนรุ่นใหม่ในจีน ที่เริ่มหันมานิยมเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและมีภาพลักษณ์ใกล้เคียงกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากกว่าชานมไข่มุกแบบดั้งเดิม กระแส “ชามะนาวกวางตุ้ง” จึงค่อยๆ เติบโตจากวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่เทรนด์ระดับประเทศ และกลายเป็นอีกหนึ่งเซกเมนต์สำคัญของตลาดเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูง
 
ท่ามกลางการแข่งขันของแบรนด์เครื่องดื่มชารายใหญ่ เช่น HEYTEA, Mixue และ CHAGEE ซึ่งการพัฒนาแบรนด์ในระยะต่อไปของ LINLEE จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาเอกลักษณ์ของสินค้า ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล หากสามารถต่อยอดโมเดลธุรกิจและทำการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แฟรนไชส์ชามะนาวสดจากกวางตุ้งแบรนด์นี้ อาจกลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของจีนในอนาคต
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
4 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2..
1,535
หายนะ! 2026 แฟรนไชส์ร้านอาหารในอเมริกา ปิดตัว เล..
763
มาแล้ว! 16 งานอีเวนต์ แฟรนไชส์ & SMEs ปี 2569
715
Marriott แฟรนไชส์เชนโรงแรม ยิ่งใหญ่ได้จาก Know-h..
410
แฟรนไชส์ชีสเค้กจีน KUMO KUMO จาก 5 หยวนปู้สู่ราย..
380
จัดเต็ม! 4 โปรโมชั่นแฟรนไชส์ ต้นปี2569 ส่วนลด! ข..
376
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด