บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
267
6 นาที
30 มกราคม 2569
Mixue ไอศกรีม 1 หยวน สู่ฟาสต์ฟู้ดอันดับ 1 ของโลก ด้วยพลังแฟรนไชส์
 

ในโลกของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขันรุนแรง ต้นทุนผันผวน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างชัดเจน
 
หนึ่งในนั้นคือ MIXUE Ice Cream & Tea แบรนด์ไอศกรีมและชาผลไม้จากจีน ที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ริมถนน ก่อนจะขยายตัวเป็นเครือข่ายร้านค้ากว่า 46,000 แห่ง ครอบคลุม 13 ประเทศทั่วโลก ด้วยรายได้ระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี 
 
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความสำเร็จทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสินค้าที่ดูเรียบง่ายตั้งแต่เริ่มต้นอย่าง ไอศกรีมโคนราคา 1 หยวน 
 
เบื้องหลังกลยุทธ์ที่ดูสวนทางกับการทำธุรกิจทั่วๆ ไป คือ เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ชื่อ จาง หงเฉา (Zhang Hongchao) ผู้ก่อตั้ง MIXUE และนี่คือเรื่องราวของการมองตลาดในมุมที่แตกต่าง จนสามารถพลิกโฉมอุตสาหกรรมได้ทั้งระบบ

จุดเริ่มต้นจากความยากจน และความล้มเหลวที่ต่อเนื่อง
 
 
ภาพจาก https://citly.me/No2qE

จาง หงเฉา เติบโตในครอบครัวยากจนที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้รายล้อมด้วยโอกาส หรือเงินทุน สิ่งเดียวที่เขามี คือความฝันที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง อย่างไรก็ตาม เส้นทางผู้ประกอบการในช่วงแรกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
 
เขาเคยเปิดร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งแทบไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ ต่อมาลองทำร้านขนม แต่ก็ต้องปิดตัวลงเช่นกัน ทุกความล้มเหลว หมายถึงเงินที่หายไป และความเชื่อมั่นที่ถูกบั่นทอน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยจางหายไป คือ ความตั้งใจที่จะลองอีกครั้ง

จากเงิน 3,000 หยวน สู่การเปลี่ยนชะตาชีวิต
 
เมื่อถึงจุดที่เงินเก็บหมดลง จางตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่เชื่อมั่นในตัวเขามาโดยตลอด นั่นคือ คุณย่า ผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก แม้จะเคยเห็นความล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่คุณย่ากลับมองเห็นความมุ่งมั่น และเลือกจะมอบโอกาสสุดท้ายให้หลานชาย 
 
เธอถอนเงินออมทั้งหมดที่มีจำนวน 3,000 หยวน หรือราว 360 ดอลลาร์สหรัฐในเวลานั้น เงินจำนวนนี้อาจดูเล็กน้อยในมุมของการเรื่มต้นธุรกิจ แต่สำหรับจาง มันคือ “ทุนชีวิต” ที่เปิดประตูสู่การเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
 
ร้านไอศกรีมเล็กๆ กับแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร
 

ปี 1997 จางเปิดร้านไอศกรีมเล็กๆ ริมถนน เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยสูตรลับ หรือเครื่องจักรทันสมัย แต่เริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรียบง่าย นั่นคือ “การสังเกตลูกค้า” เขาใช้เวลาพูดคุยกับผู้ซื้อ ฟังว่าพวกเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และปรับสินค้าให้ตอบโจทย์จริง ไม่ใช่แค่ตามกระแส 
 
พอมาวันหนึ่ง เขาเห็นเด็กหลายคนนำเงินมารวมกัน เพื่อซื้อไอศกรีมโคนเพียงอันเดียว ภาพนั้นทำให้เขาเข้าใจปัญหาของตลาดขึ้นมาในทันที ไม่ใช่ว่าคนไม่อยากกินไอศกรีม แต่เป็นเพราะราคาสูงเกินไป
 
จากจุดนั้น จางเริ่มปรับขนาดไอศกรีมให้เล็กลง ราคาถูกลง เพื่อให้เด็กแต่ละคนสามารถซื้อได้ด้วยตัวเอง พร้อมทดลองรสชาติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมจีน เช่น ถั่วแดง และชาเขียว ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี
 
ปี 2006 การตัดสินใจที่เขย่าอุตสาหกรรมไอศกรีมจีน
 
เข้าสู่ปี 2006 ตลาดไอศกรีมจีนถูกครอบครองโดยแบรนด์ต่างชาติ ไอศกรีมโคนทั่วไปมีราคาประมาณ 4–5 หยวน ซึ่งเป็นราคาที่ผู้บริโภคในเมืองระดับล่างเข้าถึงได้ยาก ในขณะที่คู่แข่งเลือกขึ้นราคาเพื่อเพิ่มกำไร จาง หงเฉา กลับเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม เขาตัดสินใจขายไอศกรีมในราคาเพียง 1 หยวนเท่านั้น 
 
การตัดสินใจครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ในเชิงธุรกิจ และเชื่อว่าบริษัทจะไม่สามารถทำกำไรได้ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น คือ จางไม่ได้ลดราคาเพียงอย่างเดียว เขาทำการปรับโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบด้วย 
 
ห่วงโซ่อุปทาน หัวใจที่แท้จริงของ MIXUE
 

เพื่อให้ไอศกรีมราคา 1 หยวนสามารถอยู่รอดได้ MIXUE ต้องควบคุมห่วงโซ่อุปทานด้วยตนเองอย่างเข้มข้น บริษัทลงทุนสร้าง ฐานการผลิตขนาดใหญ่หลายแห่ง ผลิตวัตถุดิบหลักด้วยตัวเองกว่า 60% ตั้งแต่น้ำตาล ไซรัป ไปจนถึงส่วนผสมสำคัญอื่นๆ
 
นอกจากนี้ MIXUE ยังสร้างระบบโลจิสติกส์ของตนเอง สามารถจัดส่งวัตถุดิบไปยังร้านค้าทั่วประเทศจีนภายในเวลาอันรวดเร็ว และให้บริการจัดส่งฟรีแก่ร้านแฟรนไชส์ ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์คือ สินค้าที่ราคาถูก แต่คุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถขยายได้ในระดับอุตสาหกรรมของประเทศ 
 
ปี 2007 จุดเปลี่ยนที่เร่งการเติบโต Mixue
 
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Mixue เกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อ จาง หงฝู น้องชายของผู้ก่อตั้ง เข้ามาร่วมงานอย่างเป็นทางการ และรับหน้าที่ดูแลการวางระบบ การบริหารจัดการและมาตรฐานร้านค้า ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนธุรกิจจากร้านไอศกรีมท้องถิ่น ไปสู่เครือข่ายที่สามารถขยายตัวได้ในระดับประเทศและระดับโลก
 
การเข้ามาของจาง หงฝู ช่วยให้ Mixue มีโครงสร้างองค์กรที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการดำเนินงาน การควบคุมคุณภาพสินค้า และกระบวนการฝึกอบรม ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจในรูปแบบ แฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ ได้อย่างเป็นระบบ
 
แฟรนไชส์ระดับโลก เครื่องยนต์หลักของการขยายตัว
 

ปัจจุบัน Mixue มีร้านค้ามากกว่า 46,000 แห่งทั่วโลก โดยกว่า 99.8% เป็นร้านแฟรนไชส์ ดำเนินการโดยผู้ประกอบการราว 16,000 ราย นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
 
โมเดลแฟรนไชส์ของ Mixue ถูกออกแบบให้บริษัทสามารถเติบโตโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการเปิดร้านทุกสาขา ขณะเดียวกันก็ยังคงควบคุมมาตรฐานสินค้าและนำเสนอประสบการณ์ให้กับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด
 
สิทธิบัตร โรงงาน และซัพพลายเชนครบวงจร
 
นอกเหนือจากการเป็นแบรนด์หน้าร้าน Mixue ยังลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและซัพพลายเชน บริษัทถือครองสิทธิบัตรในจีนมากถึง 84 รายการ มีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง และดำเนินธุรกิจในรูปแบบ ซัพพลายเชนครบวงจร
 
Mixue จำหน่ายสินค้าและวัตถุดิบแทบทุกประเภทที่จำเป็นต่อการดำเนินร้าน ตั้งแต่อุปกรณ์เครื่องครัว ไปจนถึงวัตถุดิบหลัก เช่น น้ำเชื่อม นม ชา กาแฟ และผลไม้ โดยกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจเหล่านี้ คือ ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ในเครือบริษัท
 
โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษามาตรฐานสินค้าให้สม่ำเสมอในทุกสาขา และสร้างรายได้จากซัพพลายเชนควบคู่ไปกับรายได้จากแบรนด์
 
แตกไลน์ธุรกิจ และการรุกตลาดต่างประเทศ
 
ขณะเดียวกัน สองพี่น้องผู้ก่อตั้งยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าและลดการพึ่งพารายได้จากไอศกรีมและชานมเพียงอย่างเดียว
 
ในปี 2017 Mixue เปิดร้านกาแฟแบรนด์ Lucky Cup สาขาแรก และภายในเวลาไม่กี่ปี สามารถขยายสาขาได้แล้วประมาณ 2,000 แห่ง สะท้อนความสามารถในการนำโมเดลแฟรนไชส์ไปปรับใช้กับธุรกิจใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ต่อมาในปี 2018 Mixue เริ่มรุกตลาดต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดสาขาแรกที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ก่อนขยายไปยังหลายประเทศ อาทิ แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่บริษัทเร่งขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
 
ปัจจัยความสำเร็จของ MIXUE
 

ความสำเร็จของ MIXUE Ice Cream & Tea ไม่ได้เกิดจากกระแสชั่วคราว หรือการทำตลาดในเชิงหวือหวา หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการวางกลยุทธ์การทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ 
 
โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการครองตลาดมวลชน (Mass Market) ผ่านการควบคุมต้นทุน การขยายสาขาอย่างรวดเร็ว และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
 
เมื่อพิจารณาเชิงลึก สามารถสรุปปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตของ MIXUE ได้เป็น 3 เสาหลักสำคัญ ดังนี้
 
1. กลยุทธ์ราคา เข้าถึงง่าย กระตุ้นการซื้อซ้ำ
 
หัวใจสำคัญของ MIXUE คือการตั้งราคาที่ “เข้าถึงได้จริง” สำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง บริษัทดำเนินกลยุทธ์โดยยึดหลักว่า กำไรต่อหน่วยอาจไม่สูง แต่ชดเชยด้วยปริมาณการขายจำนวนมาก
 
สินค้าหลายรายการของ MIXUE มีราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดอุปสรรคในการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดนานก่อนตัดสินใจ และสามารถซื้อซ้ำได้บ่อยในชีวิตประจำวัน
 
ในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค ราคาที่ต่ำเช่นนี้ไม่ได้เพียงดึงดูดลูกค้าใหม่ แต่ยังช่วยสร้างนิสัยการบริโภค ทำให้แบรนด์กลายเป็นตัวเลือกพื้นฐานมากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ MIXUE มีฐานลูกค้าที่กว้างและมีความถี่ในการซื้อสูง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของรายได้ในระยะยาว
 
2. โมเดลแฟรนไชส์ โตเร็วโดยใช้เงินทุนคนอื่น
 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ MIXUE ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด คือ การใช้โมเดลแฟรนไชส์เป็นแกนหลักของการขยายกิจการ ร้าน MIXUE เกือบทั้งหมดดำเนินการโดยผู้ประกอบการแฟรนไชส์ แทนที่บริษัทจะต้องลงทุนเปิดร้านเองทุกสาขา
 
แนวทางนี้ช่วยให้ MIXUE สามารถขยายเครือข่ายร้านค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เงินลงทุนจากภาคเอกชนรายย่อยเป็นแรงขับเคลื่อน ขณะเดียวกัน บริษัททำหน้าที่เป็นผู้วางระบบ ทั้งในด้านการดำเนินงาน การฝึกอบรม และการจัดหาวัตถุดิบ
 
ที่สำคัญ MIXUE ไม่ได้ปล่อยให้แฟรนไชส์ซีดำเนินธุรกิจอย่างโดดเดี่ยว แต่ให้การสนับสนุนในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย การจัดส่งวัตถุดิบฟรี และระบบปฏิบัติการแบบมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการรายย่อยแฟรนไชส์ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน 
 
3. ซัพพลายเชนครบวงจร สร้างความได้เปรียบคู่แข่ง
 
แม้ MIXUE จะเป็นที่จดจำในฐานะแบรนด์หน้าร้าน แต่แก่นแท้ของความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่การควบคุมซัพพลายเชนแบบครบวงจร บริษัทไม่ได้พึ่งพาซัพพลายเออร์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงานผลิต ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์
 
การควบคุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยให้ MIXUE ลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าให้สม่ำเสมอในทุกสาขา นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ของบริษัทที่สามารถจัดส่งวัตถุดิบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยังช่วยลดภาระต้นทุนให้กับร้านแฟรนไชส์โดยตรง
 
ในเชิงกลยุทธ์ ซัพพลายเชนลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องมือควบคุมต้นทุน แต่ยังกลายเป็น กำแพงการแข่งขัน (Competitive Moat) ที่ทำให้คู่แข่งยากจะเลียนแบบโมเดลราคาต่ำของ MIXUE ได้ในระยะสั้น
 
อาเซียน ฐานที่มั่นนอกจีนของ Mixue
 

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นภูมิภาคแรกที่ Mixue เลือกเจาะตลาดอย่างจริงจัง และถูกวางบทบาทให้เป็น “ฐานที่มั่นนอกจีน” ของการขยายธุรกิจระดับโลก
 
ประเทศเป้าหมายหลักของ Mixue ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว และกัมพูชา ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีจำนวนประชากรมาก มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่สูง และมีกำลังซื้อในระดับที่อ่อนไหวต่อราคา ปัจจัยที่สอดคล้องกับดีเอ็นเอของแบรนด์อย่างชัดเจน
 
กลยุทธ์เดียวกัน ปรับใช้ได้ทุกประเทศ 
 
ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Mixue เลือกใช้กลยุทธ์เดียวกับที่พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วในจีน นั่นคือการจำหน่ายเครื่องดื่มและไอศกรีมใน ราคาที่ผู้บริโภคท้องถิ่นสามารถเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน แทนที่จะวางตำแหน่งเป็นแบรนด์พรีเมียม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย Mixue เลือกสร้างภาพลักษณ์ของ “ไอศกรีมและชาราคาประหยัด” ที่สามารถซื้อได้บ่อย 
 
โดยไม่ต้องคิดนาน ส่งผลให้แบรนด์สามารถเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ และแรงงานในเมืองได้พร้อมกันในวงกว้าง กลยุทธ์ด้านราคานี้กลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการแข่งขันกับทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์นานาชาติในภูมิภาคเดียวกัน
 
ทำเลที่ตั้ง ใกล้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
 

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ Mixue เติบโตได้รวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ การเลือกทำเลเปิดร้านอย่างมีระบบ ร้านส่วนใหญ่ของ Mixue มักตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนสัญจรหนาแน่น และใกล้กับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
 
ไม่ว่าจะเป็น ใกล้โรงเรียน ตลาด ชุมชน ย่านที่พักอาศัย หรือพื้นที่ทำงาน ทำเลเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำ และทำให้ร้าน Mixue กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน มากกว่าจะเป็นร้านที่ต้องตั้งใจเดินทางไป
 
ในหลายประเทศ กลยุทธ์เลือกทำเลเปิดร้านดังกล่าวช่วยให้ Mixue สามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว แม้ในเมืองรองหรือพื้นที่นอกศูนย์กลางเศรษฐกิจ ซึ่งคู่แข่งรายใหญ่จำนวนมากยังเข้าไม่ถึง
 
สนามทดสอบก่อนขยายสู่ตลาดโลก
 
ในเชิงยุทธศาสตร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดสำหรับสร้างรายได้ แต่ทำหน้าที่เป็นสนามทดสอบโมเดลธุรกิจนอกประเทศจีน ทั้งในด้านการบริหารแฟรนไชส์ การปรับรสชาติให้เข้ากับท้องถิ่น และการจัดการซัพพลายเชนข้ามพรมแดน
 
ความสำเร็จในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ Mixue มีความพร้อมมากขึ้นในการขยายไปสู่ตลาดที่มีความซับซ้อนสูงกว่า เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และล่าสุดคือสหรัฐอเมริกา 
 
Mixue บุกตลาดสหรัฐอเมริกา
 

หลังจาก Mixue แฟรนไชส์ไอศกรีมและชาผลไม้จากจีน ประสบความสำเร็จอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ก้าวไปสู่อีกหมุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจระดับโลก ด้วยการบุกตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เปิดสาขาแรกในนครลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนธันวาคม 2025 
 
ล่าสุดได้เปิดสาขาที่ 2 ในนครนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นสองเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ พร้อมกันนี้บริษัทยังมีแผนเปิดสาขาเพิ่มในนิวยอร์กอีกในระยะอันใกล้
 
การขยายตัวครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Mixue ก้าวขึ้นมาเป็น เชนร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในโลก โดยมีสาขารวมมากกว่า 46,000 แห่งทั่วโลก แซงหน้าแฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดอดีตผู้นำอย่าง McDonald’s ซึ่งมีจำนวนสาขาประมาณ 44,113 แห่งทั่วโลก และแฟรนไชสืไก่ทอดชื่อดัง KFC ที่มีจำนวสนสาขา 32,402 แห่งทั่วโลกได้สำเร็จ  
 
ความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การขยายสาขาของแบรนด์ไอศกรีมจากจีน ที่เน้นความรวดเร็ว ควบคู่กับจุดขายสำคัญของแบรนด์ คือ สินค้าราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์มาโดยตลอด
 
กระแสตอบรับในนิวยอร์ก ต่อคิวแน่น 
 
ข้อมูลจาก Business Insider ซึ่งได้เข้าไปทดลองใช้บริการที่สาขา Mixue ในนครนิวยอร์ก ระบุว่า แม้ร้านจะเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2025 แต่ยังคงมีลูกค้ามาต่อคิวรอซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดวัน
 
บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยผู้บริโภคที่ยืนรอรับสินค้าอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ขณะที่ระบบสั่งซื้อผ่าน Kiosk พบว่าสินค้าหลายรายการแสดงสถานะ “หมด” เหลือเพียงเมนูบางส่วนเท่านั้นให้เลือกสั่งซื้อ 
 
สะท้อนถึงความต้องการที่สูงเกินคาดในช่วงเปิดตลาดใหม่ กระแสดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์ราคาที่เข้าถึงง่ายของ Mixue ยังคงสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ แม้อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและค่าครองชีพแพงอย่างนครนิวยอร์ก 
 
คลื่นแบรนด์จีนรุกตะวันตก ไม่ใช่แค่ Mixue
 
การบุกตลาดสหรัฐฯ ของ Mixue ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่แบรนด์จีนจำนวนมากกำลังเร่งขยายอิทธิพลเข้าสู่ตลาดตะวันตก เช่น Chagee แบรนด์ชาพรีเมียมจากจีน ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เมื่อปี 2025 ขณะที่ Luckin Coffee ก็เดินหน้าเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา หลังกลับมาเติบโตอีกครั้งในประเทศจีน
 
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโลก ซึ่งแบรนด์จากจีนไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงตลาดภายในประเทศอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ
 
รายได้อาณาจักร MIXUE 
 

ในปี 2024 Mixue สามารถสร้างรายได้รวมจากยอดขายหน้าร้านทั่วโลกได้มากกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและของหวานในกลุ่มตลาดแมส 
 
แม้ Mixue จะเร่งขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างรายได้และสาขาหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีน โดยจากข้อมูลล่าสุด มีร้าน Mixue ในจีนมากกว่า 45,300 แห่ง ขณะที่นอกประเทศจีน บริษัทมีสาขาในอีก 13 ประเทศทั่วโลก
 
สำหรับประเทศไทย Mixue ถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาเปิดตลาดในไทยเมื่อช่วงปลางปี 2022 ก่อนที่แบรนด์จันอื่นๆ จะตามเข้ามา โดยปัจจุบันมีสาขามากกว่า 270 แห่ง กระจายอยู่ในหลายจังหวัดทั่วไทย 
 
เข้าตลาดทุนฮ่องกง หุ้นพุ่งแรงหลัง IPO
 
การขยายธุรกิจในระดับโลกของ Mixue ได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากตลาดทุน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา บริษัทได้นำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดย Mixue เสนอขายหุ้นจำนวน 17.1 ล้านหุ้น สามารถระดมทุนได้ประมาณ 444 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม 
 
ล่าสุดเมื่อ 16 มกราคม 2026 ราคาหุ้นของ Mixue ในช่วงปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 60% จากราคา IPO ซึ่งการตอบรับของตลาดทุนสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อโมเดลธุรกิจ ที่เน้นการเติบโตเชิงปริมาณ ควบคู่กับโครงสร้างต้นทุนที่แข็งแกร่ง
 
สรุป
 

เมื่อพิจารณาภาพรวมความสำเร็จของ MIXUE ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานกลยุทธ์ด้านราคา โมเดลแฟรนไชส์ และซัพพลายเชนแบบครบวงจรเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
 
ราคาที่เข้าถึงง่ายช่วยดึงดูดลูกค้าได้จำนวนมาก โมเดลแฟรนไชส์ช่วยเร่งการขยายสาขาในเชิงปริมาณด้วยเงินทุนของคนอื่น และระบบซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ช่วยควบคุมต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ 
 
นั่นเป็นบทพิสูจน์ชัดว่า จากไอศกรีมราคา 1 หยวน สู่จักรวรรดิระดับโลก ชื่อของ “จาง หงเฉา” จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ก่อตั้งแบรนด์ แต่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการที่แสดงให้เห็นว่า “ตลาดแมส” ยังมีพื้นที่สำหรับการเติบโต หากมองให้เห็นถึงความแตกต่าง
 
แหล่งข้อมูล 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
4 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนธันวาคม 2568
2,083
เทรนด์แฟรนไชส์ปี 69 ลงทุนก่อน ได้เปรียบ!
1,232
รวม 13 งานแฟรนไชส์ปี 2569 เมืองไทย ครบจบทุกธุรกิ..
1,015
Thailand Franchise Demand Report 2026-2027
699
แฟรนไชส์กาแฟจีน Lucky Cup Coffee ภายใต้ Mixue บุ..
468
จาก Frosty ถึง Made to Crave กลยุทธ์ปั้น Wendy´s..
386
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด