บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
257
7 นาที
19 กุมภาพันธ์ 2569
หายนะ! 2026 แฟรนไชส์ร้านอาหารในอเมริกา ปิดตัว เลิกจ้าง เจ๊งยับ ดับสูญ
 

ปี 2026 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา ต้องเผชิญกับวิกฤตและแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อแบรนด์แฟรนไชส์ร้านอาหารระดับประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการแฟรนไชส์หลายรายทยอยปิดสาขา ยื่นล้มละลาย และเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนแรงงาน วัตถุดิบ และดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ยิ่งซ้ำเติมรายได้ของร้านอาหารจำนวนมาก
 
แม้บางเซกเมนต์อย่าง “ไก่ทอด” จะยังเติบโตด้านทราฟฟิก และบางแบรนด์แฟรนไชส์ยังรายงานยอดขายสาขาเดิมเป็นบวก แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้การันตีความแข็งแกร่งทางการเงินของผู้ประกอบการแฟรนไชส์ โดยเฉพาะกลุ่มแฟรนไชส์ซีที่มีภาระหนี้สูงและโครงสร้างต้นทุนเปราะบาง ส่งผลให้เกิดการยื่นล้มละลาย Chapter 11 และการปิดร้านจำนวนมากในหลายรัฐ
 
ตั้งแต่ Popeyes, Hardee’s, Subway, Pizza Hut ไปจนถึง Denny’s, Wendy’s, Noodles & Company และการปิดตำนานอย่าง Bahama Breeze ภาพรวมที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ปีนี้ไม่ใช่แค่การ “ชะลอตัว” แต่คือช่วงเวลาแห่งการคัดกรองครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา
 
แฟรนไชส์ไก่ทอดรายใหญ่กว่า 130 สาขา ยื่น Chapter 11 แม้ทราฟฟิกกลุ่มไก่ยังเติบโต
 

ภาพจาก www.facebook.com/southernclassicchicken

แม้ธุรกิจร้านไก่ทอดจะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์หลายรายกลับเผชิญแรงกดดันทางการเงิน ล่าสุด แฟรนไชส์ซีรายใหญ่ที่ดำเนินกิจการร้านไก่ทอดมากกว่า 130 สาขา ได้ยื่นขอความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย Chapter 11 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2026 หลังประสบปัญหายอดขายไม่เป็นไปตามเป้า คดีความ และความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้
 
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด Circana ระบุว่า กลุ่มร้านไก่ทอดมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 3% ในปี 2025 (สิ้นสุดเดือนกันยายน) สวนทางกับภาพรวมร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหมดที่ลดลง 1% ขณะที่ปี 2024 กลุ่มไก่ทอดยังเติบโตถึง 4.3% แซงหน้าร้าน quick-service และ fast-casual ประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการของผู้บริโภคจะยังแข็งแกร่ง แต่ต้นทุนดำเนินงานและภาระหนี้ของแฟรนไชส์ซีบางรายกลับเพิ่มสูงขึ้นจนกระทบสภาพคล่องทางการเงิน
 
ในปี 2025 มีแฟรนไชส์ซีร้านไก่ทอดหลายรายเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เช่น แฟรนไชส์ซีของ Southern Classic Chicken ในรัฐจอร์เจีย ที่ยื่น Chapter 11 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยกรณีดังกล่าวเป็นการล้มละลายของผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ ไม่ใช่บริษัทแม่ซึ่งยังดำเนินกิจการตามปกติ 
 
เช่นเดียวกับกรณีของ De’nsite Inc. ผู้ดำเนินการร้าน Harold’s Chicken บางสาขาในรัฐอิลลินอยส์ ที่ยื่นคำร้อง Subchapter V เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดยแจ้งสินทรัพย์ไม่เกิน 50,000 ดอลลาร์ และหนี้สินระหว่าง 500,000–1 ล้านดอลลาร์
 
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า ความนิยมของเมนูไก่ทอดยังคงแข็งแกร่งจากความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเมนูและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ แต่กรณีล้มละลายของแฟรนไชส์ซีสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของทราฟฟิกไม่ได้รับประกันความมั่นคงทางการเงิน หากโครงสร้างต้นทุน หนี้สิน หรือการบริหารจัดการไม่สมดุล โดยเฉพาะในภาวะที่ดอกเบี้ยและค่าแรงยังอยู่ในระดับสูง
 
แฟรนไชส์ซี Popeyes รายใหญ่กว่า 136 สาขา ยื่น Chapter 11 หลังผิดนัดหนี้กว่า 130 ล้านดอลลาร์
 
ภาพจาก www.facebook.com/Popeyes

Sailormen Inc. แฟรนไชส์ซีรายใหญ่ของ Popeyes ได้ยื่นคำร้องขอความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย Chapter 11 ต่อศาลล้มละลายสหรัฐฯ เขต Southern District of Florida เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2026 หลังเผชิญภาวะตึงตัวทางสภาพคล่องจากการขายทรัพย์สินที่ล้มเหลว การผิดนัดชำระหนี้ และคดีความหลายรายการ บริษัทซึ่งมีสำนักงานในไมอามี และเป็นบริษัทย่อยของ Interfoods of America Inc. แจ้งต่อศาลว่ามีสินทรัพย์และหนี้สินอยู่ในช่วง 100–500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
Sailormen ก่อตั้งในปี 1987 เติบโตจาก 10 สาขา สู่การเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ซีรายใหญ่ที่สุดของ Popeyes โดยปัจจุบันบริหารร้านมากกว่า 136 แห่งในรัฐฟลอริดาและจอร์เจีย มีพนักงานราว 2,900 คน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับลดพอร์ตโฟลิโอตั้งแต่ปี 2018 โดยขายสาขาในรัฐ Alabama, Louisiana และ Mississippi มุ่งเน้นตลาดตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก
 
ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การยื่นล้มละลาย ได้แก่ การล้มเหลวของแผนขาย 16 สาขาในรัฐจอร์เจียมูลค่าประมาณ 1 ล้านดอลลาร์, การผิดนัดชำระหนี้วงเงินสินเชื่อรวมราว 130 ล้านดอลลาร์ ที่มีกับ BMO Bank N.A. รวมถึงภาระค้ำประกันสัญญาเช่าร้านที่ปิดไปก่อนหน้า ธนาคารเจ้าหนี้ได้ยื่นฟ้องและขอแต่งตั้งผู้รับทรัพย์ (receiver) ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 ส่งผลให้บริษัทต้องเข้าสู่กระบวนการ Chapter 11 เพื่อระงับกระบวนการดังกล่าวและรักษาการดำเนินงาน
 
เอกสารต่อศาลระบุว่า Sailormen มีรายได้ปี 2025 ประมาณ 233.5 ล้านดอลลาร์ แต่ขาดทุนจากการดำเนินงานสุทธิ 18.8 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ ต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ตลอดจนภาระค้ำประกันค่าเช่าจากสาขาที่ปิดตัวลง ทั้งนี้ บริษัทมีเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกันรายใหญ่หลายราย อาทิ Cheney Brothers Inc., Kelly’s Foods, The Sygma Network และ Service Properties Trust การเข้าสู่ Chapter 11 มีเป้าหมายเพื่อหยุดกระบวนการแต่งตั้งผู้รับทรัพย์ รักษาสภาพคล่อง และเปิดทางสู่กระบวนการขายหรือปรับโครงสร้างกิจการในลำดับถัดไป
 
Denny’s ปิด 150 สาขาทั่วสหรัฐฯ สิ้นปี 2025 หลังดีลซื้อกิจการ 620 ล้านดอลลาร์
 
ภาพจาก www.facebook.com/dennys

แฟรนไชส์ร้านอาหารสไตล์ไดเนอร์ชื่อดังของสหรัฐฯ Denny’s ปิดสาขารวม 150 แห่งทั่วประเทศเมื่อสิ้นปี 2025 ตามแผนปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ แม้บริษัทเพิ่งถูกเข้าซื้อกิจการมูลค่า 620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มนักลงทุน Capital Advisors, Treville Capital Group และ Yadav Enterprises ซึ่งเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ซีรายใหญ่ของแบรนด์
 
บริษัทชี้แจงว่าการตัดสินใจปิดร้านดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับดีลซื้อกิจการล่าสุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ประกาศตั้งแต่ปี 2024 ในช่วง Investor Day โดยมุ่งเน้นการปิดสาขาที่มีผลประกอบการต่ำ (underperforming locations) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบแฟรนไชส์โดยรวม ทั้งนี้ สาขาส่วนใหญ่จากจำนวน 150 แห่งได้ปิดดำเนินการไปแล้ว
 
ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2025 ซีอีโอ Kelli F. Valade ได้ระบุระหว่างการประชุมรายงานผลประกอบการไตรมาสสองว่า บริษัทดำเนินกลยุทธ์แบบเจาะจงและเป็นขั้นตอนมาตั้งแต่ปี 2023 เพื่อปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอร้านค้า โดยมีเป้าหมายให้ระบบแฟรนไชส์กลับมาเติบโตสุทธิเป็นศูนย์หรือเป็นบวก (net flat to positive growth) ภายในปี 2026
 
แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อสาขาที่จะปิดทั้งหมดอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานว่าบางสาขาในรัฐแคลิฟอร์เนียได้ปิดตัวลงอย่างกะทันหัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มในอุตสาหกรรมร้านอาหารสหรัฐฯ ที่หลายเชนเลือกปรับพอร์ตเชิงรุก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แทนการขยายสาขาอย่างรวดเร็วในภาวะต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง
 
Taste of Belgium อายุ 73 ปี ยื่น Chapter 11 หลังยอดขายทรุด–ปิดแล้ว 8 จาก 11 สาขา
 

ภาพจาก https://tasteofbelgium.com

แฟรนไชส์ร้านอาหารเช้ายอดนิยม Taste of Belgium ยื่นคำร้อง Chapter 11 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2025 เพื่อฟื้นฟูกิจการและปรับโครงสร้างหนี้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
 
ข้อมูลจาก National Restaurant Association (NRA) สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมร้านอาหารที่อ่อนแอลง โดยในเดือนพฤศจิกายน 2025 มีผู้ประกอบการถึง 44% รายงานยอดขายสาขาเดิมลดลง เพิ่มขึ้นจาก 35% ในเดือนตุลาคม 
 
ขณะเดียวกัน 51% รายงานจำนวนลูกค้าลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
 
สำหรับ Taste of Belgium ดำเนินกิจการร้านอาหารสไตล์เบลเยียม–อเมริกันในรัฐเคนทักกีและโอไฮโอ ได้ทยอยปิดไปแล้ว 8 จาก 11 สาขาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนตัดสินใจยื่น Chapter 11 เพื่อคุ้มครองกิจการและปรับโครงสร้างทางการเงิน 
ปัจจุบันเปิดให้บริการเพียง 3 สาขาในเมืองซินซินแนติ (Cincinnati), รัฐโอไฮโอ ได้แก่ สาขา Rookwood, The Banks และ Findlay Market
 
การยื่นล้มละลายครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มที่ร้านอาหารกลุ่ม breakfast & casual dining กำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากร้านอาหารรูปแบบรวดเร็ว (fast-casual) และบริการเดลิเวอรี ซึ่งทำให้แบรนด์ดั้งเดิมจำนวนหนึ่งต้องลดขนาดธุรกิจหรือเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
 
Hardee’s ปิดฉับพลัน 77 สาขาใน 8 รัฐ หลังฟ้องแฟรนไชส์ซีค้างชำระ 6.5 ล้านดอลลาร์
 

ภาพจาก www.facebook.com/Hardees
 
แฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดสหรัฐฯ Hardee’s ต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังมีการปิดร้าน 77 สาขาใน 8 รัฐ ได้แก่ Alabama, Florida, Georgia, Illinois, Missouri, Montana, South Carolina และ Wyoming ภายในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 สาเหตุจากข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างบริษัทแม่กับแฟรนไชส์ซีรายใหญ่ ARC Burger ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการร้านเหล่านี้
 
รายงานระบุว่า Hardee’s ได้ยื่นฟ้อง ARC Burger โดยกล่าวหาว่าแฟรนไชส์ซีรายดังกล่าว ผิดนัดชำระเงินตามสัญญาแฟรนไชส์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 ครอบคลุมค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Royalty), ค่าระบบเทคโนโลยีและการฝึกอบรม, ค่าเช่าและภาษี รวมถึงเงินสมทบด้านการตลาดและโฆษณา โดยยอดหนี้รวมที่ถูกฟ้องเรียกร้องอยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
ทาง Hardee’s ระบุในแถลงการณ์ต่อสื่อว่า การปิดร้านทั้งหมดเป็นผลจากการที่ ARC Burger ไม่สามารถแก้ไขการผิดนัดตามสัญญาได้ แม้บริษัทจะพยายามเจรจาเพื่อรักษาการดำเนินงานของร้านไว้เป็นเวลาหลายเดือน ขณะที่ ARC Burger ตัดสินใจปิดสาขาทั้งหมดเพื่อตอบสนองต่อการดำเนินคดีดังกล่าว ส่งผลให้ร้านในหลายพื้นที่ต้องหยุดให้บริการทันที
 
แม้สาขาทั้ง 77 แห่งจะถูกปิดตัวลง แต่รายงานจากสื่อท้องถิ่นบางแห่งระบุว่า Hardee’s ยังมีโอกาสเข้ามาบริหารหรือเปิดดำเนินการใหม่บางสาขาในอนาคต หากสามารถหาผู้ดำเนินการรายใหม่หรือรับโอนกิจการได้ 
 
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความเปราะบางของโมเดลแฟรนไชส์ในภาวะที่ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้น และผู้ประกอบการแฟรนไชส์บางรายประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน แม้ทางแบรนด์จะยังมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นก็ตาม
 
แฟรนไชส์ซี Subway ยื่นล้มละลาย Chapter 11 ส่อกระทบ 43 สาขาใน 4 รัฐ
 
ภาพจาก https://citly.me/YiGgc

ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ซีรายใหญ่ของ Subway ได้ยื่นคำร้องขอความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย Chapter 11 เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2026 ในศาลแขวง Eastern District of Pennsylvania โดยบริษัท MTF Enterprises ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นผู้ถือสิทธิ์และบริหารร้าน Subway จำนวน 43 สาขา ครอบคลุมรัฐ Pennsylvania, Maine, New Hampshire และ Virginia การยื่นล้มละลายมีขึ้นหลังบริษัทระบุว่าไม่สามารถชำระหนี้สินที่ค้างอยู่ได้
 
MTF Enterprises แจ้งต่อศาลว่ามีสินทรัพย์ระหว่าง 500,000–1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีหนี้สินรวมอยู่ระหว่าง 1–10 ล้านดอลลาร์ โดยภาระหนี้ประกอบด้วยเงินกู้ค้างชำระราว 2.3 ล้านดอลลาร์ (รวมสัญญาเช่าอุปกรณ์และเงินกู้ประเภทต่างๆ) รวมถึงเงินกู้จากโครงการ SBA ประมาณ 761,000 ดอลลาร์ 
 
นอกจากนี้ ปัญหาทางการเงินส่วนใหญ่ถูกระบุว่าเกิดจากสัญญาเงินทุนประเภท Merchant Cash Advance (MCA) ซึ่งมีการหักเงินรายวันหรือรายสัปดาห์จากยอดขายหน้าร้าน ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง
 
แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันว่าจะปิดสาขาใดบ้างจากทั้งหมด 43 แห่ง แต่การเข้าสู่กระบวนการ Chapter 11 เปิดทางให้มีการปรับโครงสร้างหนี้และอาจรวมถึงการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะร้านผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของ Subway เพื่อดูว่าสาขาใดปิดถาวรหรือยังเปิดให้บริการ
 
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการหดตัวของร้านแฟรนไชส์ Subway ในสหรัฐฯ โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ได้สูญเสียสาขาไปมากกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสาขาทั้งหมด จากที่เคยมีประมาณ 27,000 สาขาในปี 2015 ล่าสุดสิ้นปี 2024 เหลือเพียง 19,502 สาขาในสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 631 แห่งในปีเดียว สะท้อนถึงแรงกดดันต่อโมเดลแฟรนไชส์ร้านแซนด์วิชแบบดั้งเดิม ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น
 
Pizza Hut ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ปิด 250 สาขา ไม่ปิดทางเลือกขายกิจการ
 
ภาพจาก https://citly.me/shtPG

Pizza Hut แบรนด์พิซซ่าเชนขนาดใหญ่ภายใต้ Yum! Brands ประกาศแผนการปิดประมาณ 250 ร้านในสหรัฐอฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2026 เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างธุรกิจและการทบทวนยุทธศาสตร์ของแบรนด์ โดยการตัดสินใจนี้ได้รับการเปิดเผยในช่วงการประชุมผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ผ่านทางการประชุมกับนักวิเคราะห์และนักลงทุนของบริษัท 
 
Yum! Brands ระบุว่าการปิดสาขาทั้งหมดนี้จะกระจายอยู่ทั่วสหรัฐฯ และเป็นการปิดร้านที่มีผลการดำเนินงานต่ำหรือ underperforming units เพื่อมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบร้านที่เหลือ โดยมีการนำแผนงานภายใต้ชื่อ Hut Forward ซึ่งครอบคลุมถึงการปรับปรุงด้านการตลาด การอัปเกรดเทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างสัญญาแฟรนไชส์ เพื่อสร้างรากฐานใหม่ให้กับแบรนด์ในระยะยาว 
 
ปริมาณปิดร้านที่ประกาศออกมานี้คิดเป็นสัดส่วน 3–4% ของจำนวนสาขาในสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนว่าผลการดำเนินงานของ Pizza Hut ในตลาดอเมริกายังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงและการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งอื่นๆ ในหมวดพิซซ่า ตลาดฟาสต์ฟู้ด โดยสถิติยอดขายในสหรัฐฯ สำหรับปี 2025 ยังรายงานการลดลงของยอดขายในร้านเดียวกันอีกด้วย 
 
นอกจากนี้ Yum! Brands ยังยืนยันว่าการทบทวนยุทธศาสตร์ยังคงดำเนินอยู่ในปี 2026 และอาจรวมถึงการพิจารณาทางเลือกเชิงกลยุทธ์อื่นๆ เช่น การขายกิจการ Pizza Hut ทั้งหมด หากพบว่าสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตระยะยาวของบริษัท ขณะที่แบรนด์หลักอื่นๆ ในกลุ่มอย่าง Taco Bell และ KFC ยังคงมีผลการดำเนินงานเติบโตในบางตลาด
 
เกือบ 30 ปีถึงจุดจบ Bahama Breeze ปิดกิจการทั่วสหรัฐฯ ภายในปี 2026
 
ภาพจาก www.facebook.com/BahamaBreeze

Bahama Breeze เชนร้านอาหารสไตล์คาริเบียนภายใต้การบริหารของ Darden Restaurants, Inc., ประกาศแผนการปิดและแปลงสาขาทุกแห่ง โดยจะสิ้นสุดการดำเนินงานของแบรนด์ภายในปี 2026 หลังจากการทบทวนกลยุทธ์ของบริษัทแม่พบว่า แบรนด์นี้ไม่ได้อยู่ในแนวทางยุทธศาสตร์หลักอีกต่อไป สะท้อนจากยอดขายที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและการปิดบางส่วนก่อนหน้านี้ในปี 2025
 
ตามการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 Darden ระบุว่าในจำนวน 28 สาขาที่เหลืออยู่ทั่วสหรัฐฯ จะมี 14 สาขาถูกปิดอย่างถาวร โดยมีกำหนดปิดทำการสุดท้ายภายในวันที่ 5 เมษายน 2026 ขณะที่อีก 14 สาขาจะถูกปรับให้เป็นแบรนด์อื่นๆ ภายในเครือ Darden เช่น Olive Garden, LongHorn Steakhouse, Yard House และแบรนด์อื่นๆ ที่บริษัทมีอยู่ ทั้งนี้การแปลงโฉมสาขาจะค่อยๆ ดำเนินไปตลอด 12–18 เดือนข้างหน้า โดยไม่กระทบการให้บริการจนกว่าจะถึงเวลาปิดชั่วคราวเพื่อรีโนเวท
 
การตัดสินใจนี้เป็นผลมาจากการทบทวนเชิงกลยุทธ์เพื่อลดการจัดสรรทรัพยากรไปยังแบรนด์ที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่า และมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของเชนที่ทำกำไรได้ดีกว่า อย่างเช่น Olive Garden และ LongHorn Steakhouse ยังคงแสดงผลการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาด casual dining ในสหรัฐฯ Darden ยังได้เน้นย้ำว่าบริษัทจะโฟกัสไปที่การสนับสนุนพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยพยายามจัดหาตำแหน่งงานภายในเครือร้านอื่นๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อบุคลากร
 
การปิดและแปลงสาขาครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของ Bahama Breeze หลังจากเกือบ 30 ปีในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน และการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม casual dining สหรัฐฯ ทำให้เชนที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ต้องลดขนาดหรือถอนตัวออกจากตลาด
 
Wendy’s เตรียมปิด 200–350 สาขาในสหรัฐฯ เดินหน้าแผน “Project Fresh” ฟื้นกำไร
 

ภาพจาก www.facebook.com/wendys

Wendy’s เชนฟาสต์ฟู้ดเบอร์เกอร์ขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ประกาศแผนการปิดร้านจำนวนมากในสหรัฐฯ โดยเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2025 และต่อเนื่องเข้าไปถึงปี 2026 ภายใต้แผนฟื้นฟูแบรนด์ที่เรียกว่า Project Fresh โดย Interim CEO Ken Cook เปิดเผยว่าการปิดร้านจะส่งผลต่อประมาณ “mid-single-digit percentage” ของร้านทั้งระบบที่มีอยู่ราว 6,000 แห่ง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 200 ถึง 350 ร้าน ที่คาดว่าจะปิดทำการในช่วงเวลาดังกล่าว
 
ตามคำแถลงของ Wendy’s การตัดสินใจปิดสาขาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและผลกำไร โดยมุ่งเน้นไปที่การกำจัดร้านที่มีผลการดำเนินงานต่ำ (underperforming units) ซึ่งอาจสร้างภาระต่อระบบและดึงดูดความสนใจของลูกค้าออกจากร้านที่ทำผลงานได้ดี การปิดร้านเหล่านี้จะช่วยให้ทรัพยากรทางการเงินและการลงทุนกลับไปสนับสนุนร้านที่แข็งแกร่งกว่า รวมถึงการอัปเกรดเทคโนโลยี เช่น เมนูดิจิทัลและอุปกรณ์ครัวที่ทันสมัยขึ้น
 
การปรับลดจำนวนร้านยังเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านยอดขาย (same-store sales) ที่ลดลงต่อเนื่อง Wendy’s รายงานว่าขายภายในร้านเดียวกันของสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 4.7% ในไตรมาส 3 2025 ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้ผู้บริหารมีความรู้สึกว่าจำเป็นต้อง จัดโครงสร้างระบบร้านและมุ่งไปที่การสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าและผู้ถือหุ้นมากขึ้น
 
แผน Project Fresh นอกจากการปิดร้านแล้ว ยังครอบคลุมแนวทางอื่นๆ เพื่อเสริมศักยภาพของแบรนด์ เช่น การทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น, การปรับปรุงการดำเนินงานและเมนู, การร่วมมือกับแฟรนไชส์ซี เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ, และการจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายด้านทุนอย่างมีวินัย เพื่อลงทุนในพื้นที่ที่สร้างผลตอบแทนสูงกว่าในระยะยาว โดยบริษัทกล่าวว่าเช่นนี้จะช่วยให้ Wendy’s สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ดีขึ้นในอนาคต
 
Noodles & Company เตรียมปิด 30–35 สาขาในปี 2026 เดินหน้าปรับพอร์ตเสริมกำไร
 
ภาพจาก www.facebook.com/noodlesandcompany

ในปี 2026 Noodles & Company ซึ่งเป็นหนึ่งในเชนร้านอาหารแบบ fast-casual ที่โด่งดังและมีอายุกว่า 30 ปี ประกาศแผนการปิดสาขาเพิ่มเติม 30–35 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับพอร์ตโฟลิโอร้านที่ดำเนินงานไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ผลการดำเนินงานที่บริษัทตั้งไว้ 
 
ในปี 2026 บริษัทคาดว่าจะปิดร้านเพิ่มเติม 30 ถึง 35 แห่ง ตามเอกสารผลประกอบการเบื้องต้นสำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 สะท้อนว่าการปิดร้านยังเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเสริมศักยภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
Noodles & Company ก่อตั้งปี 1995 ที่เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด โดยเติบโตเป็นเครือร้านเส้นพาสต้ารวมรสหลายสไตล์จนมีมากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ม้จะถูกเรียกว่าเป็นแบรนด์ที่ beloved โดยลูกค้าจำนวนมาก แต่การปิดสาขาในปี 2026 ก็สะท้อนถึงแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมร้านอาหารสหรัฐอเมริกา
 
บริษัทระบุว่าการตัดสินใจปิดร้านเกิดขึ้นท่ามกลางแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการเน้นทรัพยากรไปที่ร้านที่มีประสิทธิภาพสูงและให้ผลตอบแทนดีขึ้น ส่งผลให้ยอดขายที่ร้านที่เหลือแสดงการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น เช่นแนวโน้มยอดขายเฉพาะร้านเพิ่มขึ้นกว่า 7% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 สะท้อนการโฟกัสทรัพยากรไปยังร้านที่มีศักยภาพมากกว่า ส่งผลบวกต่อผลประกอบการ
 
การปิดสาขา 30–35 แห่งในปี 2026 ถือเป็นการเดินต่อจากการปิด 20 แห่งในปี 2024 และ 29 แห่งในปี 2025 โดยบริษัทอธิบายว่าแนวทางนี้ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายการปรับปรุง “margin และ Adjusted EBITDA” ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไรและการสร้างความเกี่ยวข้องกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น
 
แฟรนไชส์ร้านอาหารรายใหญ่สหรัฐฯ ปิดสาขาในปี 2025 
 

ภาพจาก www.facebook.com/papajohns

นอกจากปี 2026 ที่มีแบรนด์แฟรนไชส์ปิดกิจการจำนวนมาก ปี 2025 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมร้านอาหารสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลให้หลายเชนรายใหญ่ประกาศปิดสาขาเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
 
Starbucks รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 บริษัทได้ปิดร้านประมาณ 500 สาขาในอเมริกาเหนือ ภายใต้แผนปรับโครงสร้างองค์กร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายร้านและบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตใหม่
 
ด้าน Denny’s เชนร้านอาหารสไตล์ไดเนอร์ชื่อดัง ได้ปิดร้านราว 70–90 สาขาในปี 2025 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและปรับพอร์ตโฟลิโอร้านค้า ตามรายงานของ Fernanda Tronco จาก TheStreet
 
ขณะที่ Papa John’s รายงานการปิดร้าน 62 สาขาในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปิดรวม 173 สาขาทั่วโลก สะท้อนความพยายามของบริษัทในการลดร้านที่ทำผลงานต่ำและเสริมความแข็งแกร่งให้กับตลาดหลัก
 
ส่วน Jack in the Box บริษัทได้ปิดร้านประมาณ 80–120 สาขาภายในสิ้นปี 2025 และมีแผนทยอยปิดเพิ่มเติมต่อเนื่องไปถึงปี 2026 เพื่อปรับสมดุลเครือข่ายร้านและปรับปรุงผลกำไร
 
นอกจากนี้ On The Border เชนร้านอาหารสไตล์เม็กซิกัน ได้ปิดร้านถึง 77 สาขา ภายหลังเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ตามรายงานของ USA Today
 
การปิดสาขาในวงกว้างของเชนระดับประเทศเหล่านี้ สะท้อนแนวโน้มที่ผู้ประกอบการกำลังเร่ง “ปรับพอร์ตเชิงรุก” ท่ามกลางต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้บางแบรนด์ยังคงเดินหน้าขยายในบางตลาด แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ช่วงการคัดกรองและปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ
 
บทสรุป
 
สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมร้านอาหารสหรัฐฯ กำลังล่มสลาย หากแต่กำลังเข้าสู่ช่วง “ปรับสมดุล” อย่างจริงจัง แบรนด์ที่มีขนาดใหญ่และมีเงินทุนแข็งแรงเลือกปิดสาขาที่ทำกำไรต่ำ เพื่อรักษา margin และกระแสเงินสด ขณะที่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ซีที่แบกรับภาระหนี้สูงกำลังถูกแรงกดดันทางการเงินบีบให้ต้องปรับโครงสร้างหรือออกจากตลาด
 
โมเดลแฟรนไชส์ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์ขยายสาขาอย่างรวดเร็วของแฟรนไชส์และเชนร้านอาหารในสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญบททดสอบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การเติบโตของทราฟฟิกหรือยอดขายบางช่วงเวลาอาจไม่เพียงพอ หากโครงสร้างหนี้และต้นทุนไม่สมดุลกัน ทำให้ธุรกิจสามารถสะดุดได้ทันทีเมื่อสภาพคล่องเริ่มตึงตัว
 
ท้ายที่สุดแล้ว ตลอดช่วงปี 2026 อาจถูกจดจำในฐานะปีแห่ง “การคัดกรองผู้รอด” ผู้ที่ปรับตัวเร็ว บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และลงทุนระบบบริหารจัดการในร้านที่มีศักยภาพเท่านั้นที่จะยืนหยัดต่อไปได้ ขณะที่แบรนด์ที่ไม่สามารถปรับโครงสร้างได้ทันเวลา อาจต้องปิดฉากลงในสมรภูมิร้านอาหารที่แข่งขันดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
 
อ้างอิงข้อมูล 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
4 แฟรนไชส์มาใหม่! น่าลงทุนประจำเดือนมกราคม 2569
1,511
อนาคตของธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารในปี 2026 และหลัง..
453
เป็นเจ้าของพื้นที่ เปิด 7-Eleven คืนทุนเมื่อไหร่?
415
รวม 8 ร้านชานมไข่มุก อร่อยพร้อมเปิดร้าน
386
5 แฟรนไชส์ร้านสเต็ก มาแรงส่งท้ายปี 2568! งบน้อยก..
385
7 แฟรนไชส์ร้านชานมไข่มุก! ธุรกิจยอดฮิตส่งท้ายปี 68
374
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด