บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
473
2 นาที
8 ตุลาคม 2568
โชว์รูมรถ ปี68 ปิดเกือบ 100 หายนะเศรษกิจไทย
 

รถยนต์แม้ไม่ใช่หนึ่งปัจจัย 4 แต่ก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่หลายคนต้องการ ปัจจุบันมีรถที่จดทะเบียนในเมืองไทยประมาณ 44 ล้านคัน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดการณ์ว่าแทบทุกบ้านจะต้องมีรถ 1 คัน ถ้าไม่เป็นรถยนต์ก็ต้องเป็นรถมอเตอร์ไซด์ และบางบ้านอาจมีมากกว่า 1 คันด้วย
 
ตลาดรถยนต์เมืองไทยเคยบูมถึงขีดสุดช่วงปี 2555 – 2556 ซึ่งเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ ปี 2555 - ยอดขายในประเทศ 1,058,422 คัน แบ่งเป็นรถนั่งขนาดเล็ก 430,000 คัน เติบโต 35% และรถกระบะ 628,000 คัน เติบโต 27% โดยแบรนด์ชั้นนำอย่าง Toyota , Isuzu มียอดขายรวมทะลุ 300,000 คัน/ปี เฉลี่ยโชรูมแต่ละสาขามียอดขายเฉลี่ย 50-100 คัน/เดือน/แห่ง
 
ปี 2556 – ยอดขายสูงสุดที่ 1,091,338 คัน (สูงสุดในประวัติศาสตร์) รถกระบะครองตลาดกว่า 60% และรถยนต์ที่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทยอดขายก็เพิ่มสูงในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
เหตุผลที่ทำให้ตลาดรถยนต์ช่วงนั้นโตถึงขีดสุดมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น รถคันแรก (First Car) , โปรโมชันการตลาด และการลดดอกเบี้ยของแต่ละโชรูม รวมถึงในช่วงปีนั้นเราฟื้นตัวมาจากวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ทำให้ GDP ประเทศไทยเติบโตมากประมาณ 6.5% แถมหนี้ครัวเรือนก็ต่ำอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP 
 
ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบัน ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 91% ของ GDP นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการภาครัฐต่างๆ ทำให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อง่ายเพิ่มโอกาสในการขายรถยนต์ได้มากขึ้น
 
ย้อนมาดูตอนนี้ที่ธุรกิจยานยนต์กลายเป็นกราฟแนวดิ่งวิ่งลงชัดเจน ยอดขายทั้งปี 2568 คาดว่าประมาณ 530,000 – 565,000 คัน หดตัว 5-10% จากปี 2567 ที่มียอดขาย 573,000 คัน ถือว่าเป็นยอดขายที่ต่ำสุดในรอบ 15 ปี และถ้านับจากปี 2556 ที่พีคสุดกลายเป็นว่าธุรกิจยานยนต์หดตัวหนักกว่า 50 % 
 
ดูยอดขายปัจจุบันตั้งแต่มกราคม - กันยายน 2568 พบว่า
 
ยอดขายรวม 9 เดือน ประมาณ 400,000 – 450,000 คัน
  • รถนั่งขนาดเล็ก (รถเก๋ง) ประมาณ 150,000 คัน ยอดจำหน่ายลดลง 3% 
  • รถกระบะ ประมาณ 250,000 คัน ยอดจำหน่ายลดลง 15% 
แถมยังมีหนี้เสียและถูกยึดรถคืนอีกกว่า 300,000 คัน/ปี
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
ไม่ใช่แค่นั้นข้อมูลจาก 5 เดือนแรกของปี 2568 ค่ายยักษ์ใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่ายอดขายปีนี้อาจได้แค่ 545,000–600,000 คัน อย่างโตโยต้าเองก็ตั้งเป้ายอดขายไว้เพียงแค่ 231,000 คัน หรือค่ายซูซูกิที่ออกมาคาดการณ์ว่าอาจมียอดขายที่ลดลงจากปี 2567 เล็กน้อย
 
และถ้าไปดูในส่วนของโชรูมก็ยิ่งหนักจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นมาก ในปี 2567 มีโชรูมอยู่ที่ 2,197 แห่ง แบ่งเป็นโชว์รูมค่ายญี่ปุ่นและตะวันตก 1,660 แห่ง และเป็นค่ายจีน 537 แห่ง ในปี 2568 คาดว่าโชว์รูมจะลดลงเหลือ 2,146 แห่ง โดยเป็นของค่ายญี่ปุ่นและตะวันตก 1,566 แห่งขณะที่ค่ายจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 580 แห่ง
 
แม้จะดูว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนยังเติบโตได้ดีและน่าจะมีการขยายตัว แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว 
 
และสงครามราคาที่รุนแรงทำให้โชรูมค่ายรถจีนก็ประสบปัญหาหลายด้านเช่นกัน ที่ชัดเจนที่สุดคือตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ดังอย่าง NETA ที่บริษัทแม่เผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้ปัจจุบันจำนวนโชรูม NETA ในเมืองไทยลดลงจาก 60 แห่ง เหลือประมาณ 20 แห่งเท่านั้น
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
ซึ่งจากสถานการณ์ที่ยอดขายรถตามโชรูมลดลงก็สะท้อนให้เห็นความเปราะบางของธุรกิจนี้ว่าอยู่ในภาวะที่เสี่ยงมากอันมีผลมาจากหลายปัจจัยคือ
  • รายได้จากบริการและซ่อมบำรุงลดลง ในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ผู้คนมีแนวโน้มที่จะนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อบำรุงซ่อมแซมน้อยลง หรือหากต้องซ่อมจริง ๆ ก็เลือกที่จะใช้บริการอู่นอก หรือยืดระยะเวลาการซ่อมออกไปเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้โชรูมสูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปมากเช่นกัน
  • ต้นทุนดำเนินงานสูง โชว์รูมรถยนต์ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงจากการสต็อกรถยนต์ที่ยังขายไม่ออกและดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้โชรูมหลาย ๆ เจ้าต่างพยายามปรับตัวเพื่อหาช่องทางเพิ่มรายได้
  • การแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ตลาดรถยนต์ไทยในช่วง 2-3 ปีมานี้มีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น โดยเฉพาะจากการเข้ามาของค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ที่เลือกใช้กลยุทธ์ “ตัดราคา” เพื่อตีตลาด ทำให้รถ EV มีราคาเข้าถึงง่าย เช่น รถซีดานไฟฟ้าบางรุ่นที่มีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 1 ล้านบาท ในขณะที่ค่ายญี่ปุ่นกับยุโรปที่ครองตลาดมานานก็โต้กลับด้วยการออกโปรโมชั่นแรง ๆ ตามมา ทำให้ตลาดกลายเป็นสงครามราคาครั้งใหญ่
  • หนี้ครัวเรือที่สูงกว่า 91% ของ GDP ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ อัตราปฏิเสธ 70% โดยเฉพาะกระบะ ส่งผลยอดขายลดลงกว่ารวมน่าจะไม่ต่ำกว่า 30% และคาดว่าจะมีรถถูกยึดประมาณ 300,000 คัน และมีหนี้เสีย 1.97 แสนล้านบาท
อีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งให้โชรูมหลายแห่งต้องปิดตัวลงก็คือ One Price Policy หรือการที่บริษัทแม่กำหนดให้โชรูมทุกแห่งขายราคาเดียวกันทั่วประเทศ ทำให้โชรูมในไทยที่เมื่อก่อนแข่งกันตัดราคา ทำไม่ได้อีกต่อไป 
 
พอต้องขายราคาเท่ากันทั้งประเทศ เจ้าของโชรูมเลยต้องหันมาทำแบรนด์ดิ้งแทน ด้วยการทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ เช่น ทำคลิป TikTok รีวิวรถรุ่นใหม่ ๆ แบบเข้าใจง่าย หรือบางรายก็ทำคอนเทนต์แนว Q&A เพื่อตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ให้กับลูกค้า 
 
ขณะที่บางราย เจ้าของก็ออกทำคอนเทนต์ด้วยตัวเอง โดยใช้ความเป็นกันเองของเจ้าของโชว์รูมสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าโดยตรง
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
อีกปัญหาหนึ่งที่สัมพันธ์กับยอดขายที่ลดลงคือ “ค่าเช่า” พื้นที่ ยิ่งยอดขายลด เปอร์เซ็นต์ค่าเช่าก็ยิ่งเพิ่ม อย่างเช่นยอดขายโตโยต้าลดลง 3 % , ฮอนด้าลดลง 20.3% , อีซุซุ ลดลง 16.8% 
 
เมื่อรายได้ลดรายจ่ายก็เพิ่ม ผู้ประกอบรายย่อยที่ทำธุรกิจโชรูมจึงแบกรับไม่ไหวก็ต้องปิดกิจการและยังส่งผลให้พนักงานที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบไปด้วย 
 
สัญญาณการปิดตัวของโชว์รูมเหล่านี้อาจหมายถึงโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทย ซึ่งก็ต้องไปดูนโยบายของรัฐ – เอกชนว่าจะร่วมมือกันได้มากแค่ไหน เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นคืน ประชาชนกลับมามีกำลังซื้อ และลดต้นทุนด้านธุรกิจต่างๆ ให้แข่งขันในตลาดได้ 
 
หากทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในด้านบวกมันก็คือทางสว่างที่เป็นหนทางรอด แต่ถ้าเป็นด้านลบผลที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมรถยนต์แต่จะหมายถึงอีกหลายธุรกิจในเมืองไทยที่จะไปไม่รอดด้วย
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
476
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
412
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
377
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
374
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
359
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
359
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด