บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    การสร้างธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์
881
2 นาที
2 กันยายน 2568
สร้างรายได้แฟรนไชส์ด้วย “Brand Equity”! คุ้มค่าลงทุน
 

Brand Equity คือ “คุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ต่อแบรนด์” ซึ่งไม่ใช่แค่โลโก้หรือชื่อเสียง แต่รวมถึง ความเชื่อมั่น ความชอบ ความภักดี (Loyalty) และ “ภาพลักษณ์” ที่แบรนด์สร้างขึ้นในใจผู้บริโภค เมื่อแบรนด์มี Brand Equity สูง = ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า เลือกแบรนด์นั้นแม้มีตัวเลือกอื่น และบอกต่ออย่างเต็มใจ
 
ทำไมธุรกิจแบรนด์ดังๆ เขาถึงขายดี?
  • สตาร์บัคส์ รายได้ปี 2567 จำนวน 10,513 ล้านบาท กำไร 978 ล้านบาท
  • Cafe Amazon ยอดขายครึ่งปีแรกปี 2568 จำนวนกว่า 211 ล้านแก้ว สาขารวม 4,547 แห่ง รายได้รวมของบริษัทในครึ่งปีแรกประมาณ 6,611 ล้านบาท
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven มีรายได้ในครึ่งปีแรก 2568 ประมาณ 130,089 ล้านบาท กำไรประมาณ 9,155 ล้านบาท
  • McDonald’s สร้าง Brand Equity แข็งแรงมาก แม้ขายเบอร์เกอร์ราคาแพงกว่าคู่แข่ง ลูกค้าก็ยังเลือก มีมูลค่าแบรนด์กว่า 7 ล้านล้านบาท สร้างรายได้จากแฟรนไชส์กว่า 60% ของรายได้รวม

จะฟันธงว่าบริษัทเหล่านี้มีสเกลที่ใหญ่ มีอำนาจในการต่อรองสูง หรือมีโครงสร้างทางธุรกิจที่ครบวงจร แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพหนึ่งในเรื่องของการบริหารจัดการ เหนือสิ่งอื่นใดคือ “การตลาด” ที่ทำอย่างไรถึง “ดึงเงินออกจากกระเป๋า” ลูกค้าได้ นี่คือสิ่งชี้วัดและเป็นเทคนิคสำคัญที่ควรเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้แม้ว่าธุรกิจของเราจะยังไม่ใหญ่เท่าก็ตาม
 
มีสถิติที่น่าสนใจระบุว่า 
 
80% ของลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์นำเสนอสินค้า และ บริการแบบเฉพาะเจาะจง หรือตรงใจกับความต้องการของลูกค้า 90% ของผู้บริโภคมักตัดสินใจดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม หากเห็นโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของตนเอง 
 
นั่นหมายความว่า “สินค้าใดก็ตามที่ถูกใจหรือเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการ คนเรามักตัดสินใจซื้อในทันที”
 
ทำไม Brand Equity ช่วยแฟรนไชส์สร้างรายได้?
1.ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Franchise Fee) สูงขึ้นได้
 

แบรนด์ที่มีชื่อเสียง สามารถเก็บค่าแรกเข้าแฟรนไชส์แพงกว่า เช่น Starbucks เก็บค่าแรกเข้าเฉลี่ย $40,000 – $90,000 และลงทุนรวมกว่า $315,000 – $2.4 ล้าน ต่อสาขา เพราะคนมั่นใจในแบรนด์
 
2.ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty Fee) ต่อเนื่อง
 
ธุรกิจแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เก็บ 4%–8% ของยอดขาย แต่แบรนด์ดังอย่าง McDonald’s สามารถเก็บ 8% ของยอดขาย เพราะแบรนด์มีพลังดึงลูกค้าเข้าร้านอยู่แล้ว
 
3.ขายง่าย–ขยายไว
 

จากสถิติแฟรนไชส์ไทย : กว่า 70% ของผู้ซื้อแฟรนไชส์เลือกจากชื่อเสียงแบรนด์ ไม่ใช่แค่รสชาติหรือสินค้านั่นหมายความว่า “แบรนด์” คือแม่เหล็กดึงนักลงทุน
 
4.การตั้งราคาสินค้าได้สูงกว่า

งานวิจัย Nielsen พบว่า ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่ม 20–30% หากเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือ

และถ้าให้ไปวิเคราะห์เจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาด พบว่าเทคนิคที่แบรนด์ดังส่วนใหญ่มักนำมาใช้ได้แก่
 
1. Omnichannel


เป็นการตลาดแบบผสานทุกช่องทางที่ธุรกิจมี เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงธุรกิจได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการเชื่อมโยงเก็บข้อมูลของลูกค้าอย่างรอบด้าน ลูกค้าสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าได้จากทั้งทางมือถือและหน้าจอคอม รวมถึงหน้าร้าน อุดทุกช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างธุรกิจและลูกค้า เช่น Starbucks ที่มีการใช้แอพพลิชั่น Starbuck rewards app เพื่อสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้ลูกค้าแบบ Personalized และยังช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนพิเศษ
 
2.การขยายสาขาแบบ Line Extensions
 

เป็นการมุ่งพัฒนาสินค้าเดิม ของแบรนด์เดิม จุดขายหลักเดิม แต่พัฒนาสินค้าเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มรสใหม่ กลิ่นใหม่ ส่วนผสมใหม่ และบรรจุภัณฑ์ใหม่ มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นกระแสในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจได้มากขึ้นด้วย
 
3. Hyper-Personalization
 
การเข้าใจถึงความต้องการ พฤติกรรมการบริโภค ช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายนิยมใช้บนโลกออนไลน์ รวมถึงปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายต้องการแก้ไข เช่น Sephora ที่จัดจำหน่ายทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง และบริการด้านความงาม ได้นำ Big Data มาต่อยอดในการวิเคราะห์หาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้ามองหา และตอบโจทย์กับพฤติกรรมการซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
 
4. Brand Loyalty
 

นักการตลาดมักบอกเสมอว่า “การสร้างลูกค้าใหม่ 1 คน จะมีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่า 1 คน” วิธีการที่ดีที่สุดคือสร้าง Brand Loyalty เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ โดยแสดงให้เห็นผ่านการซื้อซ้ำและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ซึ่งเกิดขึ้นจากความพึงพอใจต่อสินค้าและบริการที่ลูกค้าได้รับก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นหรือไว้ใจแบรนด์ ตลอดจนแนะนำให้ผู้อื่นมาซื้อหรือใช้บริการด้วย 
 
สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญว่าทำไม Brand Equity ถึงมีความสำคัญและทำไมคนที่ทำแฟรนไชส์ควรสนใจกับเรื่องนี้ ยิ่งในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูง ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ เราต้องหาจุดเด่นและแรงดึงดูดลูกค้าให้สนใจได้มากที่สุด ในทางตรงข้ามถ้าเรากลายเป็นแฟรนไชส์ที่มี Brand Equity ลูกค้าจะเข้ามาหาเราเองแต่ในตอนแรกที่เริ่มต้นอาจต้องเหนื่อยเพื่อสร้าง Brand Equity ให้เกิดขึ้นได้

ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
432
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
408
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
389
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
374
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
369
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
366
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด