บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ไอเดียธุรกิจ
1.1K
2 นาที
6 สิงหาคม 2561
พ่อครัวสะดุ้ง! Spyce ร้านอาหารที่ใช้หุ่นยนต์เป็นพ่อครัว
 

ประมาณต้นปี 2017 กระแส AI นั้นแรงมาก กลายเป็นความวิตกกังวลของคนที่กลัวว่าหุ่นยนต์หรือระบบปฏิบัติการจะเข้ามาทำงานแทนที่การใช้แรงงานมนุษย์ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าตอกย้ำความจริงนี้ด้วยการเห็นภาคธุรกิจมากมายที่งัดเอาหุ่นยนต์มากหน้าหลายตามาใช้ทั้งแบบจริงจังและอยู่ในช่วงทดลอง

ภาพจาก goo.gl/Dk83MH
 
เท่าที่ www.ThaiFranchiseCenter.com ลองรวบรวมมาให้ดูกันเล่นๆก็เช่นหุ่นยนต์ชงกาแฟของบริษัทเอบีบีกรุ๊ปในสวิตเซอร์แลน , หุ่นยนต์บริกร ของบริษัท เซียซัน ผู้ผลิตหุ่นยนต์อันดับหนึ่งของจีน , หุ่นยนต์จำลองแบบมนุษย์ของ บริษัท Aldebaran Robotics จากประเทศฝรั่งเศส , หุ่นยนต์คิวซี ของบริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด แม้แต่ในประเทศไทยก็ยังมีข่าวหุ่นยนต์เจียวไข่ของ บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด หนึ่งในบริษัทกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) 
 
แม้ในปัจจุบันปี 2018 มนุษย์ยังสบายใจได้ว่าในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ที่หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ยังเป็นแค่การทดลองส่วนมากยังไม่มีการเอามาใช้งานจริงจังแต่จากงานวิจัยของ McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดัง

ภาพจาก goo.gl/6jLK9J

ระบุว่าภายในปี 2030 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า แรงงานมนุษย์ 400-800 ล้านคนทั่วโลก จะถูกเลิกจ้าง เพราะงานที่ทำอยู่จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ โดยจำนวนนี้ ประมาณ 75 ล้าน ถึง 375 ล้านคน จะต้องเปลี่ยนไปทำงานในสาขาอื่นและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆนอกเหนือจากที่เรียนมา ซึ่งแรงงานที่มีความเสี่ยงตกงานเพราะหุ่นยนต์มากที่สุด คือ งานที่มีขั้นตอนค่อนข้างตายตัว เช่น ทำอาหารฟาสต์ฟูด และการควบคุมเครื่องจักร
 
สอดคล้องกับข่าวล่าสุดที่ทำให้คนมีอาชีพพ่อครัวต้องสะดุ้งและตื่นตัวกลัวตกงาน เมื่อ Spyce ซึ่งเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ในบอสตัน ได้มีการนำ The Spyce Kitchen Robot หุ่นยนต์มาทำหน้าที่ปรุงอาหารแทนเชฟ ซึ่งเจ้าหุ่นที่ว่านี้มีโครงสร้างประกอบด้วยหม้อเหล็ก 7 ใบเชื่อมต่อกลไกต่างๆ ได้แก่ ส่วนที่เก็บวัตถุดิบ เช่น ผัก โปรตีน และธัญพืช และซอสต่าง ๆ

ภาพจาก goo.gl/bA2fLX
 
ผู้ที่พัฒนาและวิจัย The Spyce Kitchen Robot นี้ขึ้นมาก็คือเจ้าของร้าน Spyce ที่ทั้งหมดเรียนจบสาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) โดยมี Daniel Boulud เชฟระดับดาวมิชลินซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารดังในนิวยอร์กเป็นผู้ออกแบบสูตรอาหารให้
 
ร้าน Spyce แห่งนี้เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อประมาณพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าจุดเด่นที่มีเชฟเป็นหุ่นยนต์จะน่าสนใจทำให้ลูกค้ามีมากตามไปด้วย ซึ่งขั้นตอนการใช้บริการคือลูกสั่งอาหารผ่านหน้าจอระบบสัมผัสที่วางเรียงรายในร้าน โดยสามารถเพิ่มหรือลดส่วนผสมตามชอบ เช่น สั่งเพิ่มชีส เพิ่มแฮม เพิ่มไข่ ไม่ใส่มะเขือ เป็นต้น และเมื่อรับคำสั่งเสร็จ 
 
The Spyce Kitchen Robot จะชั่งตวงวัดวัตถุดิบตามเมนูที่ลูกค้าเลือกแล้วส่งวัตถุดิบนั้นไปยังหม้อเพื่อทำการปรุงให้สุก โดยหม้อดังกล่าวสามารถควบคุมความร้อนได้มากถึง 450 องศาฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 225 องศาเซลเซียส) และจะกำหนดความร้อนในการปรุงให้เหมาะกับเมนูที่สั่ง ด้านบนเหนือหม้อที่กำลังปรุง จะมีจอขึ้นข้อความ ทักทายลูกค้าและแจ้งว่ากำลังปรุงเมนูอะไรอยู่

เมื่อปรุงเสร็จและเทใส่ชาม พนักงานร้านจะยกมาตกแต่งชามและเติมเครื่องเพิ่ม ก่อนส่งให้ลูกค้า ทั้งนี้เจ้าหุ่นเชฟที่ว่านี้สามารถปรุงอาหารด้วยความรวดเร็วไม่ถึง 3 นาทีต่อเมนู และสามารถปรุงได้ 200 ชามใน 1 ชั่วโมง

ภาพจาก goo.gl/igrZSa
 
ทั้งนี้ร้าน Spyce จะเป็นเมนูออกแนวสุขภาพ โดยทุกเมนูมีการติดฉลากระบุแคลอรีต่อเสิร์ฟ ราคาอาหารเริ่มต้นที่เสิร์ฟละ 7.5 ดอลลาร์ ทั้งนี้ คอนเซปต์ของร้าน Spyce คือการทำเป็นครัวเปิด นอกจากให้ลูกค้าเห็นขั้นตอนการปรุง เห็นระบบ เช่น มีน้ำร้อนต่อจากท่อเพื่อล้างหม้อทุกครั้งก่อนปรุงเมนูต่อไป ยังสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าที่กำลังรออาหารอีกด้วย
 
อย่างไรก็ตามแม้ The Spyce Kitchen Robot จะสร้างความฮือฮาและเป็นจุดเด่นของร้านแต่โครงสร้างการทำงานในร้านก็ยังต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์โดยมีพนักงานที่คอยต้อนรับลูกค้า ในส่วนครัวก็ยังต้องมีพนักงานที่คอยเติมวัตถุดิบของแต่ละวัน  การใช้ The Spyce Kitchen Robot ขณะนี้ก็เพียงเพื่อทำเมนูให้มีความอร่อยเท่าเทียมกัน และเพิ่มความเร็วในการบริการให้มากขึ้น

ภาพจาก goo.gl/dVF8eP
 

แต่ก็ไม่แน่ว่าหากแนวคิดนี้เวิร์คสุดๆขึ้นมา อาจมีการพัฒนาต่อยอดและค่อยๆ ลดแรงงานมนุษย์ลงตามที่ผลงานการวิจัยได้ระบุไว้ ซึ่งคาดว่าถึงเวลานั้นมนุษย์อีกจำนวนมากคงต้องตกงานหากไม่ปรับตัว หรือถ้ารุนแรงหน่อยก็คงเหมือนกับในภาพยนตร์ที่มีสงครามระหว่างคนกับหุ่นยนต์เกิดขึ้น 
 
ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างคนกับหุ่นยนต์คือมนุษย์เรามีความคิดสามารถตัดสินใจเองได้และมีความเป็นธรรมชาติในตัวเองแบบที่หุ่นยนต์ทำให้ไม่ได้แต่ข้อดีของหุ่นยนต์คือความแม่นยำ และรวดเร็วในการทำงาน

ในอนาคตคงไม่ปฏิเสธว่าต้องมีการผสมผสานทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ให้ทำงานสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน เพราะหุ่นยนต์เองก็อยู่ไม่ได้หากไร้มนุษย์และมนุษย์เองก็สามารถใช้ประโยชน์จากหุ่นยนต์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ ทุกอย่างอยู่ที่การปรับตัวและเลือกใช้ให้เหมาะสมเท่านั้น
 
สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจเรามีรวบรวมบทความมากมาย ติดตามได้ที่ goo.gl/Io5k2S
 
 
ขอบคุณข้อมูล goo.gl/32BMrt