บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
269
2 นาที
9 ตุลาคม 2569
Van Leeuwen จากร้านไอศกรีมริมทาง! สู่สาขากว่า 100 แห่งทั่วโลก รายได้ 3,500 ล้าน/ปี

 

ถ้าเรามีเงินทุนก้อนสุดท้ายคิดว่าจะเอามาทำอะไรดีเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด บางคนถึงกับคิดหนักเพราะเงินก้อนนี้ถ้าพลาดแล้วคือหมดเลย แต่วิธีคิดที่ถูกต้อง ไม่ใช่การนำเงินไปทำธุรกิจที่คิดว่ารวยเร็วที่สุด แต่เงินก้อนนี้ต้องนำไปลงทุนกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แน่นอนว่าพูดมันคงง่าย แต่ทำจริงก็คงยาก เพราะหลักของธุรกิจที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าลงทุนแล้วจะได้ผลทันทีอย่างน้อย ๆต้องมีระยะเวลาคืนทุน ประมาณ 6-12 เดือน ซึ่งระยะเวลานี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจอีกเช่นกัน 

ข้อแนะนำสำหรับคนที่มีเงินก้อนสุดท้ายวิธีการเริ่มธุรกิจควรเริ่มจาก
  • แบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน 60:40  โดย 40% คือเงินที่เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อยต้องอยู่ได้ 6-12 เดือน และ 60% คือจำนวนเงินลงทุนสูงสุดที่ทำได้ การบริหารธุรกิจใดๆ ก็ต้องให้อยู่ภายใต้วงเงินนี้ หากเงินก้อนนี้หมดแล้วยังขายไม่ได้ แปลว่าโมเดลธุรกิจนั้นมีปัญหา ต้องหยุดและปรับเปลี่ยนทันที
  • ทุนน้อยก็ต้องเน้นทักษะหรือความถนัดที่มี  ใช้วิธีเปลี่ยนความสามารถให้กลายเป็นธุรกิจหรือสร้างธุรกิจจากสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วควรขายสินค้าให้ได้ก่อนในชุดแรก จึงค่อยผลิตสินค้าในชุดต่อไป เพื่อให้มีกระแสเงินหมุนเวียนในระบบ
  • ทดสอบตลาดก่อนเริ่มขยายตลาด เมื่อมีทุนน้อยก็ต้องมั่นใจก่อนว่าสินค้าเราจะขายได้ การเริ่มจากสินค้าจำนวนน้อยๆเพื่อเช็คลูกค้าว่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ถ้ามองเห็นสัญญาณในการขายที่ดีก็ค่อยวางแผนขยายตลาดเพิ่มขึ้น
  • ตัดรายจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปให้มากที่สุด เช่นค่าเช่าที่ไม่ควรแพงเกินไป หรือไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานหลายคน ไม่ควรซื้ออุปกรณ์ / เครื่องมือที่แพงเกินจำเป็น อะไรที่ทำเองได้ก็ควรทำไปก่อน เพื่อให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดเหลืออยู่ในระบบได้มากที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Van Leeuwen ซึ่งเป็นแบรนด์ไอศกรีมที่เริ่มต้นจากเงินทุนของผู้ก่อตั้งประมาณ 2 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสาขากว่า 100 แห่ง และมีรายได้จากธุรกิจนี้ปีละกว่า 3,500 ล้านบาท
 

ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1
 
ร้านไอศกรีมแบรนด์ดัง! ที่เริ่มจากรถฟู้ดทรัคเก่าๆ
 

ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1
 
ในปี 2008 ตลาดไอศกรีมในอเมริกามีแบรนด์ใหญ่ๆอย่าง Häagen-Dazs หรือ Ben & Jerry’s ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทุนหนา และมีตู้แช่ไอศกรีมขายอยู่แทบทุกที่ทั่วประเทศ ขณะนั้น Ben Van Leeuwen ผู้ที่เคยทำงานเป็นคนขับรถขายไอศกรีมช่วงซัมเมอร์เพื่อหาเงินเรียนต่อ สังเกตว่าทำไมไอศกรีมที่ขาย ถึงมีแต่วัตถุดิบสังเคราะห์ แต่งสี ใส่แต่งกลิ่น และ ทั้งๆ ที่ผู้คนพร้อมจะจ่ายแพงขึ้นเพื่อกินไอศกรีมที่อร่อยและดีต่อสุขภาพจริงๆ
 
เป็นแนวคิดที่นำไปสู่ความร่วมมือกับน้องชายคือ Pete Van Leeuwen และแฟนสาว Laura O'Neill ในปี 2007 เพื่อคิดค้นสูตรไอศกรีมของตัวเอง ยึดหลักไอศกรีมเพื่อสุขภาพ ใส่ไข่แดงปริมาณสูง มีนมสด มีครีมสด และใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติเป็นหลัก เมื่อได้สูตรไอศกรีมที่คิดว่าอร่อยลงตัว แต่ก็ติดปัญหาเงินทุนในการเริ่มต้นที่คาดว่าต้องใช้ประมาณ 8.5 ล้านบาท แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจอยากร่วมด้วย
 
สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้เงินทุนที่รวบรวมกันเองนำเงินก้อนสุดท้ายที่หาได้ประมาณ 2 ล้านบาท แต่เงินก้อนนี้ก็ไม่เพียงพอสำหรับการซื้อรถไอศกรีมคันใหม่ ได้แค่เพียงรถไปรษณีย์มือสองจาก eBay มา 2 คัน และดัดแปลงให้กลายเป็นรถไอศกรีม
จากนั้นก็ตัดสินใจางผลิตไอศกรีมจากบริษัทแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เพราะไม่มีเงินมากพอที่จะซื้ออุปกรณ์ทำไอศกรีมหลายชิ้นในราคาสูง
 
Van Leeuwen ทุนน้อย แต่การตลาดขั้นเทพ!
 

ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1
 
ความสำเร็จของ Van Leeuwen ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่มาจาก ยุทธศาสตร์การตลาดที่ชัดเจนและเป็นระบบมี 5 หลักการสำคัญได้แก่
 
1.สร้างตำแหน่งทางการตลาดระดับพรีเมี่ยม

ในช่วงที่เริ่มธุรกิจด้วยรถฟู้ดทรักริมทาง ไอศกรีมทั่วไปขายเพียงถ้วยละ 1–3 เหรียญ แต่ของ Van Leeuwen กล้าที่จะเปิดตัวด้วยราคาถ้วยละ 7-8 เหรียญซึ่งสูงกว่าตลาด 2-3 เท่า เหตุผลที่ตั้งราคานี้คือเพื่อคัดกรองลูกค้าระดับบนและเป็นการบอกให้ลูกค้ารู้ว่านี่คือไอศกรีมคุณภาพสูงที่ไม่เหมือนไอศกรีมทั่วไป แน่นอนว่าคุณภาพสินค้าต้องดีจริงตามราคาที่สูง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
 
2.เน้นการตลาดแบบ Viral Collaboration

เน้นการทำสินค้าเพื่อให้สื่อนำไปพูดถึงแทนการใช้งบทุ่มซื้อการโฆษณา เริ่มจากพัฒนารสชาติไอศกรีมให้เป็นไวรัลด้วยการออกรสชาติแบบลิมิเต็ดร่วมกับแบรนด์ดังเช่น Kraft Mac & Cheese ซึ่งทันทีที่เปิดตัวรสชาตินี้ก็มียอดขายแบบถล่มทลายทันที หรือการร่วมมือกับนักร้องดังแห่งยุคอย่าง Sabrina Carpenter เพื่อฉลองเพลงฮิตอย่าง Espresso ทำให้เจาะกลุ่มแฟนคลับชองศิลปินได้ด้วย
 
3.กระจายสินค้าเข้าสู่ซูเปอร์มาเก็ต 

วิธีของ Van Leeuwen คือเมื่อสร้างแบรนด์จนคนรู้จัก การขยายปริมาณให้ถึงลูกค้ามากที่สุดคือการกระจายไปตามซูเปอร์มาเก็ตต่างๆ โดยมีวางขายทั้งใน Whole Foods, Target และ Walmart ทั่วสหรัฐอเมริกา
 

ภาพจาก https://citly.me/2ZrO1
 
จากรถขายไอศกรีมริมทางที่ไม่น่ารอด สู่การเปิดหน้าร้านแห่งแรกที่ย่าน Boerum Hill  และกลายเป็นแบรนด์ไอศกรีมพรีเมี่ยมที่ดังไปทั่วประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าจะขายดีหรือมีความต้องการสินค้าสูงแค่ไหน หัวใจของ Van Leeuwen ยังคงเน้นคุณภาพ เพื่อรักษาความเป็น Brand Loyalty ที่ลูกค้าเชื่อมั่นซึ่งการทำลายความเชื่อมั่นนี้ก็ไม่ต่างจากการทำลายธุรกิจที่ตัวเองเคยปั้นมากับมือ
 
สิ่งที่เราเห็นได้จาก Van Leeuwen คือวิธีการสร้างธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยทุนหนา ไม่ต้องมีประสบการณ์ แต่ขอให้จับจุดความต้องการของตลาด และนำมาพัฒนาให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จากนั้นค่อยวางระบบการบริหารจัดการ และทำการตลาดอย่างเป็นขั้นตอน สำคัญคือเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการที่เป็นจุดขาย เราในฐานะคนธรรมดาอาจเริ่มจากการมองรอบตัวว่ามีอะไรตรงไหนที่ผู้คนต้องการแต่ยังไม่มี หรืออะไรที่เราถนัดเราเก่งก็สามารถเริ่มต้นจากตรงนั้น คำว่าธุรกิจที่ดีจึงได้เริ่มจากเงินทุนที่ใหญ่ แต่เริ่มจากความคิดที่ต้องใหญ่และดีที่สุด
 
 
  ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งร..
1,153
Kopi Kenangan จากร้านกาแฟทุน 5 แสน สู่ยูนิคอร์นม..
427
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70%..
421
เซี่ยงไฮ้ ไทยแลนด์ AMAM LONBAKERY TOWN ตลาดเบเกอ..
419
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับ..
417
ยุคเงินกู้แอปเดลิเวอรี่! คลิกเดียวกู้ง่าย! จ่ายค..
414
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด