บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    ความรู้ทั่วไประบบแฟรนไชส์
555
4 นาที
16 เมษายน 2569
7-eleven เวียดนาม เหนื่อย! เป้าหลักพัน เปิดจริงหลักร้อย
 

กรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม กำลังกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันแห่งใหม่ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อระดับนานาชาติ หลังการเข้ามาเปิดสาขาแรกของ 7-Eleven ในย่านเมืองเก่าที่มีผู้คนพลุกพล่าน 
 
เมื่อปี 2017 สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ของเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกครอบครองโดยผู้เล่นรายเดิมมาอย่างยาวนาน
 
จุดที่น่าสนใจคือ ทำเลของร้านดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากสาขาของร้านสะดวกซื้อ GS25 จากเกาหลีใต้เพียงราวๆ 80 เมตร ขณะที่ Circle K ซึ่งเป็นผู้นำตลาดที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมานาน ยังคงมีเครือข่ายสาขาครอบคลุมในพื้นที่สำคัญทั่วเมือง 
 
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพการแข่งขันแบบ “ระยะประชิด” ระหว่างแบรนด์ระดับโลก ที่แต่ละแบรนด์ต่างเร่งช่วงชิงพื้นที่และความนิยมจากผู้บริโภคเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังหันมาใช้บริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่มากขึ้น
 
ภายใต้บริบทดังกล่าว คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในสมรภูมิที่มีทั้งผู้เล่นหน้าใหม่และเจ้าตลาดเดิมเช่นนี้ แบรนด์ใดจะสามารถครองใจผู้บริโภค และก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในตลาดร้านสะดวกซื้อของเวียดนามในระยะยาว
 
ตลาดเวียดนามน่าสนใจอย่างไร
 
ภาพจาก https://citly.me/ePUMf

แม้การแข่งขันของร้านสะดวกซื้อในกรุงฮานอยจะทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมของตลาดค้าปลีกของเวียดนามยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูง 
 
โดยมีมูลค่ารวมแตะระดับประมาณ 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของชนชั้นกลางในเขตเมือง
 
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนามยังคงมีลักษณะเฉพาะตัว โดยประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงเลือกจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดดั้งเดิมและร้านค้ารายย่อย ซึ่งมีความคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่าย ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ 
 
โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เริ่มให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความสะอาด ความสะดวกสบาย และประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
ปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมการเลือกใช้บริการของผู้บริโภคเวียดนาม คือ ความสะดวกในชีวิตประจำวัน หรือการเข้าถึงร้านค้าในลักษณะ “ระหว่างทาง” (on-the-way behavior) โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ 
 
ซึ่งการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ยังคงเป็นวิถีชีวิตหลักของประชาชนจำนวนมาก การตัดสินใจซื้อสินค้าจึงมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นกิจวัตรในระหว่างการเดินทาง มากกว่าการตั้งใจเดินทางไปยังจุดหมายเฉพาะ
 
ภายใต้บริบทดังกล่าว ทำเลที่ตั้งของร้านค้า ความหนาแน่นของสาขา และความสามารถในการเข้าไปอยู่ในเส้นทางการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จึงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของผู้ประกอบการค้าปลีกในเวียดนาม มากกว่าการอาศัยเพียงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับสากล
 
การเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นหลัก 
 

ภาพจาก https://citly.me/94zSG

ท่ามกลางศักยภาพของตลาดและการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อรายใหญ่จากต่างประเทศต่างเร่งขยายการลงทุนในเวียดนาม โดยมีทั้งผู้เล่นที่เข้าสู่ตลาดก่อนและผู้ที่เข้ามาทีหลัง แต่สามารถเร่งสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
 
สำหรับ 7-Eleven เข้าสู่ตลาดเวียดนามอย่างเป็นทางการในปี 2017 โดยเริ่มเปิดให้บริการสาขาแรกที่นครโฮจิมินห์ พร้อมตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการขยายสาขาให้ครบ 1,000 แห่งภายในระยะเวลา 10 ปี 
 
อย่างไรก็ตาม แต่พอหลังจากผ่านไปเกือบ 9 ปี จำนวนสาขาปัจจุบันยังอยู่ที่ประมาณ 150 แห่ง และกระจุกตัวอยู่ในนครโฮจิมินห์เป็นหลัก การขยายเข้าสู่กรุงฮานอยเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่าง “เป้าหมาย” และ “ผลลัพธ์” ที่ยังไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
 
ในด้านกลยุทธ์ 7-Eleven ยังคงยึดจุดแข็งด้านมาตรฐานการบริหารจัดการแบบญี่ปุ่น และการนำเสนอสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน เช่น แซนด์วิชและโอนิกิริ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวอาจยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในท้องถิ่นเวียดนาม 
 
ขณะที่ GS25 ซึ่งเข้าสู่ตลาดเวียดนามในช่วงเวลาหลังจากนั้นเพียง 1 ปี กลับสามารถขยายสาขาได้มากกว่าโดยมีจำนวน 200 แห่งในปัจจุบัน 
 
โดยใช้กลยุทธ์เน้นการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและคนทำงานรุ่นใหม่ ผ่านการสร้างบรรยากาศของร้านในรูปแบบ “ไลฟ์สไตล์เกาหลี” ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าอาหารยอดนิยม เช่น คิมบับ ข้าวกล่อง และพาสต้า รวมถึงการใช้ดนตรีและวัฒนธรรม K-pop เป็นองค์ประกอบในการสร้างประสบการณ์ภายในร้าน
 
ในส่วนของ Circle K ถือเป็นผู้เล่นจากต่างประเทศที่เข้าสู่ตลาดเวียดนามก่อนตั้งแต่ปี 2008 และสามารถสร้างฐานธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีจำนวนสาขามากกว่า 460 แห่ง และครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนสูงสุด 
 
จุดแข็งสำคัญของแบรนด์อยู่ที่การเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง การเลือกทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งชุมชนและสถานศึกษา รวมถึงการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ตลาดยังมีการแข่งขันไม่สูง ส่งผลให้สามารถยึดครองตำแหน่ง “ผู้นำตลาด” ได้จนถึงปัจจุบัน
 
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ 7-Eleven จะเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีความแข็งแกร่งในหลายประเทศ แต่ในตลาดเวียดนาม การเข้าสู่ตลาดช้ากว่า Circle K และการเร่งขยายสาขาได้ช้ากว่า GS25 ทำให้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการไล่ตามคู่แข่งที่มีทั้งความได้เปรียบด้านเวลาและความเข้าใจผู้บริโภคในพื้นที่ท้องถิ่น
 
ภาพการแข่งขันในพื้นที่จริง


ภาพจาก https://citly.me/94zSG

เมื่อพิจารณาจากพื้นที่จริงในกรุงฮานอย จะเห็นได้ว่าการแข่งขันของร้านสะดวกซื้อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขจำนวนสาขาหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นผ่านประสบการณ์หน้าร้านที่ผู้บริโภคสัมผัสได้โดยตรง
 
ร้านของ 7-Eleven และ GS25 ในย่านใจกลางเมืองมีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกัน โดยหน้าร้านค่อนข้างแคบตามรูปแบบอาคารในเขตเมืองเก่า แต่ภายในมีความลึกต่อเนื่องเข้าไป ด้านล่างเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้า 
 
ขณะที่ชั้นบนถูกจัดให้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหาร ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคในเมืองที่ต้องการทั้งความรวดเร็วและพื้นที่พักระหว่างวัน
 
ในด้านสินค้า ทั้งสองแบรนด์ต่างพยายามสร้างความแตกต่างผ่านเมนูอาหารพร้อมรับประทาน โดย 7-Eleven นำเสนอสินค้าในสไตล์ญี่ปุ่น เช่น แซนด์วิชและโอนิกิริ 
 
ซึ่งเน้นความสะดวกและมาตรฐานการผลิต ขณะที่ GS25 มุ่งเน้นอาหารสไตล์เกาหลี เช่น คิมบับ ข้าวกล่อง และพาสต้า เพื่อตอบสนองกระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีในกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและคนทำงาน
 
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านราคายังคงเป็นข้อพิจารณาสำคัญ โดยสินค้าภายในร้านสะดวกซื้อโดยทั่วไปมีราคาสูงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าท้องถิ่นเล็กน้อย โดยเฉพาะในหมวดเครื่องดื่มและอาหารพร้อมรับประทาน 
 
ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางส่วนยังคงใช้บริการในลักษณะเป็นครั้งคราวมากกว่าการซื้อในชีวิตประจำวัน
 
ขณะเดียวกัน ร้านเครื่องดื่มและไอศกรีมราคาประหยัด อย่างเช่น Mixue ได้กลายเป็นคู่แข่งทางอ้อมที่สำคัญของร้านสะดวกซื้อ โดยสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า 
 
สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในตลาดค้าปลีกเวียดนามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างร้านสะดวกซื้อด้วยกันเอง แต่ยังขยายไปสู่ธุรกิจไลฟ์สไตล์และอาหารเครื่องดื่มในวงกว้าง

ภาพรวมของการแข่งขันในพื้นที่จริงจึงเป็นมากกว่าการเปิดสาขาให้ได้จำนวนมาก แต่เป็นการแข่งขันช่วงชิงความได้เปรียบในด้านประสบการณ์ ราคา และความสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคเวียดนามในแต่ละวัน
 
ทำไม 7-Eleven โตช้า? 
 
ภาพจาก https://citly.me/aMH9Y

แม้ 7-Eleven จะเป็นแบรนด์ร้านสะดวกซื้อระดับโลกที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ แต่ในตลาดเวียดนามนั้น การเติบโตกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างจากตลาดอื่น
 
ประเด็นแรก คือเรื่อง “ทำเลที่ตั้ง” (Location Strategy) ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดในตลาดเวียดนาม เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าแบบ “ระหว่างทาง” มากกว่าการตั้งใจเดินทางไปยังร้านค้าโดยเฉพาะ 
 
หากร้านค้าไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางการเดินทางประจำวัน โอกาสในการเข้าถึงลูกค้าจะลดลงอย่างมาก ในจุดนี้ Circle K สามารถสร้างความได้เปรียบจากการกระจายสาขาในทำเลสำคัญตั้งแต่ระยะการเดินทางเริ่มต้น ขณะที่ 7-Eleven ยังมีจำนวนสาขาจำกัดและกระจุกตัวในบางพื้นที่ ส่งผลต่อการมองเห็นและการเข้าถึงของผู้บริโภค
 
ประเด็นที่สอง คือความสอดคล้องระหว่างสินค้าและตลาด (Product-Market Fit) โดยคู่แข่งอย่าง GS25 สามารถปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการนำเสนออาหารและประสบการณ์ในสไตล์เกาหลีที่กำลังได้รับความนิยม 
 
ขณะที่ Circle K มุ่งเน้นความสะดวกและตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างตรงจุด ในทางกลับกัน 7-Eleven ยังคงยึดแนวทางมาตรฐานร้านสะดวกซื้อในระดับสากลเป็นหลัก ซึ่งแม้จะมีจุดแข็งด้านคุณภาพ 
 
แต่ในบางกรณีอาจยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับรสนิยมและพฤติกรรมของผู้บริโภคเวียดนามได้อย่างเต็มที่
 
ประเด็นที่สาม คือด้านราคา (Pricing) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในตลาดที่ผู้บริโภคยังคงมีความอ่อนไหวต่อราคา สินค้าของ 7-Eleven มักถูกวางตำแหน่งในระดับพรีเมียมเมื่อเทียบกับร้านค้าท้องถิ่นหรือร้านเครื่องดื่มราคาประหยัด ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกใช้บริการในโอกาสพิเศษ มากกว่าการเป็นตัวเลือกหลักในชีวิตประจำวัน
 
สุดท้าย คือรูปแบบการขยายธุรกิจ (Expansion Model) โดย 7-Eleven ดำเนินธุรกิจผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น ซึ่งอาจทำให้การขยายสาขาเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป 
 
ขณะที่คู่แข่งบางรายสามารถเร่งขยายสาขาได้รวดเร็วกว่า ผ่านการลงทุนและบริหารจัดการของบริษัทในลักษณะที่สอดคล้องกับตลาดในประเทศมากกว่า
 
จะเห็นได้ว่าความท้าทายของ 7-Eleven ในเวียดนามไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากความซับซ้อนของตลาดที่ต้องเข้าใจผู้บริโภค การปรับสินค้าให้เข้ากับผู้บริโภค และ ความรวดเร็วในการขยายตัวควบคู่กันไป
 
คู่แข่งท้องถิ่นที่น่าจับตา
 
ภาพจาก https://citly.me/zf4g1

นอกเหนือจากการแข่งขันระหว่างแบรนด์จากต่างชาติแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกภายในประเทศเวียดนาม ยังถือเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญในตลาดเวียดนาม 
 
โดยเฉพาะร้านค้าปลีก WinMart+ ซึ่งมีเครือข่ายจำนวนสาขามากกว่า 4,600 แห่งทั่วประเทศ และ Bach Hoa Xanh ที่มีมีความสามารถในการขขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
 
จุดแข็งของผู้เล่นท้องถิ่นอยู่ที่ความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึก ทั้งในด้านความต้องการสินค้า ราคา และทำเลที่ตั้งที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในตลาดเวียดนาม “ความเป็นแบรนด์ระดับโลก” อาจไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด หากแต่เป็นความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาว
 
อนาคตของตลาด
 

ภาพจาก https://citly.me/0LIvm

แม้การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น แต่ตลาดค้าปลีกของเวียดนามยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มร้านสะดวกซื้อที่ยังมีช่องว่างสำหรับการขยายตัวอีกมาก จากการขยายตัวของเมืองและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
 
การที่ 7-Eleven เริ่มขยายเข้าสู่กรุงฮานอย ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง อาจถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับกลยุทธ์และสร้างการเติบโตในระยะถัดไป โดยเฉพาะหากสามารถเพิ่มความหนาแน่นของสาขาและปรับรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ได้มากขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดค้าปลีกในเวียดนาม ทั้งจากทั้งผู้เล่นต่างชาติและผู้ประกอบการท้องถิ่น คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า 7-Eleven จะสามารถปรับตัวและ “แก้เกม” เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดได้มากน้อยเพียงใดในระยะยาว
 
บทสรุป
 
กรณีของ 7-Eleven ในเวียดนามสะท้อนบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจร้านค้าปลีกในตลาดเกิดใหม่ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ เวียดนามไม่ใช่ตลาดที่ “แบรนด์ใหญ่” จะสามารถประสบความสำเร็จได้โดยอัตโนมัติ หากแต่เป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับ “การสร้างความเข้าใจผู้บริโภค” และ “ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่” มากกว่า
 
ในบริบทที่พฤติกรรมการบริโภคผูกพันกับวิถีชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด การเข้าถึงผู้บริโภคในจังหวะที่เหมาะสม รวมถึงการนำเสนอสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับความต้องการจริง จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดของการแข่งขัน
 
ท้ายที่สุดแล้ว ในสมรภูมิร้านสะดวกซื้อในประเทศเวียดนาม ผู้ชนะอาจไม่ใช่แบรนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระดับโลก แต่คือแบรนด์ที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
 
แหล่งข้อมูล
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
427
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
407
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
387
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
374
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
367
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
366
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด